อี๊ดหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วย และหยิบรีโมทคอนโทรลหันใส่โทรทัศน์จอนูนขนาดสิบสี่นิ้ว แถบระดับเสียงเร่งขึ้นสองขีดเป็เวลาเดียวกับเพลงละครดังขึ้นพอดี ภาพนักแสดงนำพร้อมชื่อเ้าตัวเลื่อนผ่านไปทีละรูป ตามมาด้วยรายชื่อนักแสดงสมทบ ทีมงาน ทีมผู้สนับสนุน และปิดท้ายด้วยชื่อผู้กำกับ
ละครเล่นไปแล้วประมาณห้านาทีคุณแม่และลูกสาวก็ถูกรบกวนจากเสียงเคาะประตู ชายอายุราวสามสิบต้นๆยื่นหัวเข้ามาหลังประตูเปิด แต่เสียงที่ดังต่อจากนั้นเป็เสียงเล็กเจื้อยแจ้วของเด็กน้อย
“คุณย่า....น๊าสสมาแล้วววววคร๊าบบบบบ”
เด็กผู้ชายอายุราวห้าขวบปล่อยมือที่ก่อนหน้านี้กำกางเกงคุณพ่อไว้แน่น พุ่งตัวลิ่วมาที่เตียงผู้ป่วยจนกระแทกขอบกั้นเตียงเสียงดัง ด้วยความใของคุณยายและป้าอี๊ดทั้งคู่รีบโผเข้ารับหลานน้อยแต่ดูเหมือนเ้าตัวแสบจะไม่ได้สนใจความห่วงใยของหญิงทั้งสอง กลับปีนขอบกั้นเตียงขึ้นไปนอนซบอกคุณย่าเหมือนลูกแมว
“อ๊อด! ทำไมไม่จับมือลูกไว้ดีๆล่ะ เกิดวิ่งไปชนอะไรเข้าได้หัวร้างข้างแตกกันพอดี”
“โธ่ พี่อี๊ด มันไม่เป็อะไรหรอกน่า” แล้วอ๊อดก็ต้องนึกเสียใจกับคำที่เผลอพูดออกมา เมื่อพี่สาวของเขาเริ่มร่ายถึงเื่ในอดีตกับรอยแผลของเขาและน้องชายที่ได้มาจากความซุกซนไม่ยอมเชื่อฟังคำเตือนในตอนเด็ก บทเรียนที่ตนเองเคยได้รับแต่กลับไม่ยอมเอามาระวังตอนมีลูก
เพราะพี่อี๊ดนอกจากจะเป็พี่สาวคนโตแล้วก็ยังเปรียบเสมือนเป็มือขวาอีกข้างหนึ่งของคุณแม่ และเป็เหมือนแม่คนที่สองของน้องๆ คอยช่วยดูแลทุกคนในบ้านั้แ่อายุยังไม่เข้าหลักสิบ กระทั่งแต่งงานออกไปช่วยกิจการร้านขายวัสดุก่อสร้างกับสามีก็ยังคอยกลับมาดูแลความเรียบร้อยที่บ้านอยู่เนืองๆ
“พอก่อนมั้ยอี๊ด เธอบ่นซะคุณแม่ดูละครไม่รู้เื่แล้วเนี่ย” วิชัย สามีของเธอรีบเข้ามาเบรกอารมณ์ไม่ใช่แค่เพราะเกรงจะรบกวนละครที่คุณแม่ดู แต่คงเพราะอยากช่วยน้องชายภรรยาเสียมากกว่า
ในมือของเขาจูงมือเด็กชายอีกคนมาด้วย คะเนจากภายนอกอายุน่าจะไล่เลี่ยกันกับเด็กชายที่นอนอ้อนคุณย่าอยู่ แต่กิริยาอาการดูแตกต่างกันสิ้นเชิงเด็กคนนี้ดูสำรวมและเรียบร้อยกว่ามาก
“วสุกินข้าวอิ่มแล้วใช่มั้ยลูก” วสุตัวน้อยพยักหน้ารับและยิ้มเบาๆ ก่อนจะขอขึ้นไปนั่งบนตักของแม่อี๊ด
ประตูห้องพักพิเศษเปิดออกอีกรอบคราวนี้คนเปิดเป็ผู้หญิงวัยใกล้เคียงกับอ๊อดและตามมาด้วยชายหญิงอีกคู่หนึ่งที่ดูอ่อนวัยกว่าหลายปี พวกเขาเพิ่งกลับขึ้นมาจากไปทานอาหารมื้อค่ำที่โรงอาหารของโรงพยาบาลและเพราะวันนี้เป็วันหยุดนักขัตฤกษ์และอยู่ใน่ปิดเทอม ลูกๆหลานๆของครูสุภาจึงมาเยี่ยมกันได้พร้อมหน้าั้แ่่สายยันค่ำมืด เพราะในเวลาปกติต่างคนต่างก็มีภาระหน้าที่ของตัวเองที่ผ่านมาจึงทำได้แค่สลับกันมาแวะเวียนเยี่ยมเยียน นานๆครั้งหรือในวันที่พิเศษหน่อยถึงจะได้อยู่ด้วยกันแบบครบทุกคน
น้องชายคนเล็กของบ้านรีบจูงมือแฟนสาวไปนั่งที่โซฟาปล่อยให้พี่ๆยืนห้อมล้อมพูดคุยกับคุณแม่ แต่เพียงไม่นานเขาก็ต้องเด้งตัวไปที่เตียงเพราะได้ยินคุณแม่เรียกชื่อ
“โอ๊ตกลับก่อนก็ได้นะลูก บ้านอยู่ไกลเดี๋ยวจะถึงดึกดื่นซะก่อน” แม่สุภาเป็ห่วงเพราะพรุ่งนี้ก็ต้องเข้างานที่ธนาคารแต่เช้าและจากโรงพยาบาลไปอำเภอบางบัวทองที่ลูกโอ๊ตซื้อบ้านอยู่ก็คงใช้เวลาขับรถเกือบชั่วโมงได้
หญิงสาวใบหน้าสะสวยที่ตอนนี้ยังไม่ได้ผ่านพิธีสมรสกับโอ๊ตแต่ก็ได้ทำการย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ในบ้านฝ่ายชายแล้วเรียบร้อย หันหน้าไปสบตาแฟนหนุ่มเชิง้าสื่อสารบางอย่าง
“งั้น...เดี๋ยวโอ๊ตขอกลับก่อนเลยนะครับแม่ พรุ่งนี้เบญเค้าต้องไปทดสอบบทแต่เช้าด้วยน่ะครับ”
แฟนสาวที่เขาแสนจะภาคภูมิใจกับความสวยชนิดที่ใครมองเข้ามาก็รู้ได้ทันทีว่าเธอดูโดดเด่นกว่าหญิงสาวทั่วไป ตอนนี้เธอมีอาชีพเป็นางแบบถ่ายงานสินค้าเล็กๆน้อยๆแต่ความฝันของเธอคือการได้เล่นละครสักเื่ และยิ่งถ้าได้บทนางเอกยิ่งถือว่าเป็จุดสูงสุดที่เบญญาภา้า
เหมือนสบโอกาสที่จะลาคุณแม่กลับด้วยอีกคน อ๊อดยื่นมือไปกุมมือหญิงชรา “งั้นอ๊อดขอตัวกลับด้วยนะครับ ว่าจะพาเ้านัสกับแม่เค้าไปเที่ยวงานวันปิยะฯที่ลานพระบรมรูปทรงม้าน่ะครับ”
แม่สุภาพยักหน้าอย่างเข้าใจถึงข้างในลึกๆจะอยากให้ลูกๆอยู่คุยกันให้นานกว่านี้อีกหน่อย ลูกชายทั้งสองเข้ามาไหว้และกอดลาคุณแม่ก่อนจะถอยออกให้ลูกสะใภ้กับว่าที่ลูกสะใภ้เข้ามาลาบ้าง มีเพียงเ้าตัวแสบที่ยังนอนบนอกคุณย่าไม่ยอมไปไหนและถึงแม่ของเขาจะพยายามออกแรงดึงขนาดไหน แต่มือน้อยๆก็กอดคุณย่าไว้แน่นไม่ต่างจากหนวดหมึก สุดท้ายพ่ออ๊อดต้องงัดไม้เด็ดว่าจะยอมให้ซื้อของเล่นในงาน ท่าทีของลูกชายจึงเปลี่ยนไปเป็อีกคนยอมปีนลงจากเตียงอย่างว่าง่าย ยกมือไหว้คุณย่าและคุณป้าคุณลุง อีกทั้งก่อนกลับยังไม่ลืมหอมแก้มคุณย่าอีกฟอดใหญ่
“เฮ้อ เ้านัสนี่มันทะเล้นได้ใครกันนะ” คุณย่ามองตามหลานชายที่เดินไปเต้นไปแถมะโโยกตัวซ้ายขวาตามหลังพ่อแม่ออกประตู
“ทะเล้นได้ใครไม่รู้ แต่ผมว่าโตไปสาวติดเยอะแน่นอน” วิชัยพูดปนหัวเราะในลำคอ ก่อนต้องหยุดขำเพราะเล็บภรรยาหยิกลงท่อนแขน
อี๊ดค้อนสายตาใส่สามี “อย่าว่าหลานแบบนั้นสิ พูดเหมือนมันจะไปเ้าชู้ั์ใส่คนอื่นตอนโตอย่างนั้นแหละ”
วิชัยพยายามยกเหตุผลทั้งหลายแหล่ออกมาอธิบายว่าตัวเขาไม่ได้จะว่าหลานชายแต่เป็เพียงการพูดหยอกเล่นเท่านั้น ส่วนภรรยาก็โต้แย้งไปว่านิสัยของคนเราในตอนเด็กกับตอนโตมันไม่จำเป็จะต้องเหมือนกันไปตลอด ทั้งสองเถียงกันจนลูกชายอย่างวสุทนอยู่ท่ามกลางการโต้แย้งนี้ไม่ไหวปีนขึ้นไปหาคุณย่าบนเตียงผู้ป่วยและนอนซบตำแหน่งเดียวกับนัสลูกพี่ลูกน้องของเขา