บทที่ 12 เหตุใดเขาจึงออกมาจากกองไฟโดยไม่มีแม้แต่เส้นผมเดียวที่ไหม้?
"ขอบคุณท่าน โทษข้าเองที่เมื่อวานไม่ยอมฟังคำเตือนของท่าน" แม่นางฟางน้ำตาคลอเบ้า รีบพามู่ซีมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลฟาง
บ้านตระกูลฟางถูกไฟเผาจนดำเกรียมไปทั่ว ทั้งบริเวณบ้านมีเพียงส้วมเท่านั้นที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ แม้แต่บ้านข้างเคียงก็ยังได้รับเคราะห์กรรมอย่างไม่สมควร
กลางลานบ้าน หญิงชราคนหนึ่งกำลังตบขาร้องไห้คร่ำครวญ น้ำมูกน้ำตาไหลนองหน้า
"โอ้พระเ้า ข้าทำกรรมอะไรไว้ถึงได้มาแต่งงานกับดาวหมัด ตอนนี้ลูกชายของข้าก็หมดสติ บ้านก็ไม่มีแล้ว"
"ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ไม่อยากอยู่แล้ว ช่างโชคร้ายเสียจริงหู่จื่อของข้า ฮือ ๆ ๆ..."
ตรงหน้าหญิงชรานั้น มีชายคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่ ผมของชายผู้นั้นเกือบไหม้เกรียมไปหมด แต่ร่างกายดูเหมือนไม่มีาแใด ๆทว่าบริเวณหน้าร่างนั้นกลับมีพลังหยินล้อมรอบอยู่ เพียงแค่มองครั้งเดียวมู่ซีก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
"ท่านอาจารย์น้อย สามีของข้าเป็อะไรไปหรือเ้าคะ?" แม่นางฟางนั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่หน้าสามีของตน แต่กลับถูกหญิงชราผลักออกไปอย่างดุร้าย
"ทั้งหมดเป็ความผิดของเ้า ถ้าไม่ใช่เพราะเ้า ลูกชายข้าก็จะไม่เป็อะไร รอให้หู่จื่อฟื้นขึ้นมา ข้าจะให้เขาหย่าขาดจากเ้าเสีย!"
หญิงชราคนนั้นคือแม่สามีของแม่นางฟางนามว่า ‘ยายเฒ่าฟาง’ นางมองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความดุร้าย ก่อนจะหันมาขมึงตาใส่มู่ซี
"เ้าเป็ใคร?"
"ท่านแม่ นี่คือคนที่ข้าพามาช่วยรักษาท่านพี่เ้าค่ะ" แม่นางฟางไม่ได้ใส่ใจคำด่าทอของหญิงชราแต่อย่างใด ในยามนี้นางมีแต่ความห่วงใยในความปลอดภัยของสามีเท่านั้น
หญิงชรามองไปที่มู่ซีด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย แล้วปล่อยเสียงฮึดฮัดออกมา "เด็กสาวขนเหลืองแบบนี้จะมีประโยชน์อะไรได้เล่า?"
"ท่านแม่!"
แม่นางฟางรู้สึกหงุดหนิดขึ้นมาเล็กน้อย แล้วจับมือมู่ซีไว้พลางพูดว่า "ท่านแม่ของข้าแค่เป็ห่วงท่านพี่มากเกินไปเอง ท่านอาจารย์น้อยอย่าได้โกรธเลย รีบช่วยดูให้หน่อยได้ไหมว่าสามีของข้าเป็อะไรกันแน่?"
หญิงชราจ้องมองอยู่นั้น แล้วชี้นิ้วด่าแม่นางฟางอย่างไม่ยั้งปาก ด้วยแรงดุดันที่ไม่ธรรมดา แม่นางฟางถูกด่าจนหมดปัญญาจะสู้ แต่ด้วยใจที่ดีงาม นางก็อดทนกลืนความขมขื่นเอาไว้
"ดูอะไร เด็กสาวหน้าใสหลอกลวงแบบนี้ข้าไม่เชื่อหรอก บอกให้ไปหาหมอ เ้ากลับไปหามาแบบนี้ เ้าอยากให้หู่จื่อของข้าตายเร็ว ๆ จะได้แต่งงานใหม่ไว ๆ ใช่ไหม?"
มู่ซีเหลือบมองหญิงชราคนนั้น สตรีผู้มีดวงตาเ้าเล่ห์ แต่งงานแล้วกลับทำให้สามีต้องพบเคราะห์กรรม รูปลักษณ์แข็งกระด้างและห้าวหาญ อยู่ในห้องหับโดดเดี่ยวแต่เพียงลำพัง ด้วยการดูลักษณะโหงวเฮ้งเช่นนี้ ชะตากรรมของเธอกำหนดไว้แล้วว่าต้องเป็หม้าย มู่ซีจึงพูดออกมาอย่างไม่พอใจว่า
"ท่านผู้าุโ ข้าแนะนำให้รักษาวาจาไว้บ้างก็ดี เพราะผู้ที่ก่อกรรมทางปากนั้น โทษเบาก็เป็แผลพุพองที่ปาก โทษหนักก็มีแต่เคราะห์กรรมติดตามตัว"
"ข้าไม่เข้าใจว่าเ้าพูดอะไร ถ้าเ้ากล้าเข้าใกล้ลูกชายข้า ข้าจะสู้เ้าจนตาย!"
ยายเฒ่าฟางย่อมไม่เชื่อว่ามู่ซีเด็กสาวคนหนึ่งจะสามารถช่วยชีวิตลูกชายของตนได้ นางขวางหน้าอยู่หน้าลูกชาย แต่แล้วก็ถูกแม่นางฟางกอดรั้งตัวไว้เสียก่อน
แม่นางฟางร้องะโด้วยความตื่นเต้นว่า "ท่านอาจารย์น้อย ช่วยมาดูอาการของสามีข้าด้วยเถิด"
นางยืนกรานอย่างหนักแน่น จนทำให้ยายเฒ่านั้นโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ แม้แต่เพื่อนบ้านรอบข้างบางคนก็ยังทนดูไม่ได้
"ปกติเห็นแม่นางฟางนางนั้นเป็คนดีอยู่นะ ไม่นึกเลยว่าพอเจอเื่ใหญ่เข้า ถึงได้เห็นว่าเป็คนไม่มีสติ"
"หู่จื่อป่วยหนักขนาดนี้ไม่ไปหาหมอ กลับไปหาเด็กสาวคนหนึ่งมาแทน"
"หรือที่ยายเฒ่าฟางพูดไปนั้นเป็ความจริง นาง้าแต่งงานใหม่?"
"ก็ไม่น่าใช่นะ คนอื่นเพิ่งแต่งงานกันไปหยก ๆ"
"……"
แม่นางฟางถูกผู้คนเหล่านี้ตำหนิจนหน้าแดงก่ำ แต่ท่าทีของนางกลับมั่นคงอย่างยิ่ง เพราะมู่ซีได้เตือนนางไว้เมื่อวานในร้าน นางจึงเชื่อมั่นว่ามู่ซีต้องช่วยสามีของนางได้อย่างแน่นอน
มู่ซีช่วยเขาได้จริง ๆ นางก้มลองมองดูชายที่นอนอยู่บนพื้น มือถือยันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้ายอยู่ใบหนึ่ง เพียงแค่ตบเบา ๆ ลงไป อากาศชั่วร้ายบนร่างของชายผู้นั้นก็ค่อย ๆ สลายหายไป ใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่ก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนสีแดงฝาดขึ้นมาทีละน้อย
ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนที่อยู่แวดล้ะลึงงัน แต่แล้วสิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่านั้นก็เกิดขึ้นตามมา เพราะหู่จื่อที่หมดสติอยู่ตลอดนั้น ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วมองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าสับสนงุนงง
ยายเฒ่าฟางที่กำลังดิ้นรนร้องไห้อยู่นั้น หยุดร้องไห้ทันที แล้วะโขึ้นว่า "หู่จื่อ หู่จื่อ เ้าตื่นแล้ว!"
"ท่านพี่!" แม่นางฟางปล่อยตัวหญิงชราแล้ววิ่งไปหาหู่จื่ออย่างไม่ใส่ใจสิ่งใด น้ำตาไหลด้วยความปีติยินดี
"เ้าทำให้ข้าใเกือบตายเลย ฮือ ๆ ๆ..."
"อ้า นี่... เด็กสาวน้อยคนนี้ช่างเก่งกาจจริง ๆ"
"ข้าแก่แล้ว มองไม่ค่อยเห็น นางถือเครื่องรางอยู่หรือเปล่า?"
"คงจะใช่กระมัง ช่างมีฤทธิ์เดชกว้างขวางจริง ๆ"
"นางนี้มีวิชาอยู่จริง ๆ นะ จะเป็นางชีที่ลงมาจากูเาเพื่อฝึกฝนตนเองหรือเปล่าหนอ?"
"จะ...จะเป็เพราะบังเอิญหรือเปล่านะ?"
……
บรรดาเพื่อนบ้านต่างพูดกันคนละทีสองที แต่แม่นางฟางไม่แยแสสิ่งเ่าั้ ขอเพียงสามีตื่นขึ้นมาได้ก็เป็เื่ที่ดีแล้ว หู่จื่อค่อย ๆ ปลอบโยนภรรยาของตนอย่างอ่อนโยน
"ภรรยา ขอโทษที ที่ทำให้เ้าเป็ห่วง เป็ความผิดของข้าเอง"
"ตื่นขึ้นมาได้ก็ดีแล้ว นี่คือท่านอาจารย์น้อยที่ช่วยชีวิตเ้า จงรีบขอบคุณท่านเถิด" แม่นางฟางเช็ดน้ำตา ในดวงตามีแต่ความรู้สึกซาบซึ้งกตัญญู ในใจของนาง่เวลานี้มู่ซีประดุจดั่งเทพผู้ช่วยชีวิตสรรพสัตว์ทั้งหลาย
หู่จื่อรีบหันมามองมู่ซีด้วยสีหน้าเปี่ยมความกตัญญู "ขอบคุณท่านอาจารย์น้อย พระคุณที่ช่วยชีวิตข้านี้ยากจะตอบแทนได้ ภรรยา รีบจัดเตรียมของกำนัลให้ท่านอาจารย์น้อยด้วย"
แม้หู่จื่อจะเป็คนหยาบคาย แต่ก็รู้จักกาลเทศะ การที่ผู้อื่นช่วยชีวิตไว้ ย่อมต้องตอบแทนบุญคุณอย่างสมควร
แม่นางฟางซับน้ำตาพยักหน้า กำลังจะเดินไปที่ร้านค้าใกล้ ๆ เพื่อนำเงินมา แต่แล้วยายเฒ่าฟางก็ร้องลั่นขึ้นอย่างเฉียบพลัน
"พวกเ้าจะทำอะไรกัน?!" นางเท้าสะเอวอย่างก้าวร้าว ชี้นิ้วไปที่มู่ซีแล้วกล่าวว่า "นางหนูน้อย หู่จื่อของข้าฟื้นขึ้นมาเองต่างหาก ั้แ่แรกก็ไม่เป็อะไร"
"เ้าแค่ยืนอยู่เฉย ๆ ยังจะมีหน้ามาขอเงินตำลึงอีก มาจากไหนก็ไสหัวกลับไปที่นั่นซะ" สำหรับหญิงชราแล้วเงินตำลึงคือชีวิตจิตใจ พอได้ยินว่าลูกชายและลูกสะใภ้จะไปหยิบเงิน ก็ะเิอารมณ์ขึ้นมาทันที
หู่จื่อและแม่นางฟางต่างรู้สึกอับอายแทนแม่สามีที่แสดงตัวออกมาเช่นนี้ หู่จื่อจึงขมวดคิ้วโกรธ แล้วจ้องตายายเฒ่าฟางอย่างไม่พอใจ
"ท่านแม่ อาจารย์น้อยท่านนั้นช่วยลูกไว้ ลูกรู้สึกได้เอง"
"ท่านแม่ เงินทองจะมีความหมายอะไรเมื่อเทียบกับความเป็ความตาย ขอแค่หู่จื่อปลอดภัยดี แม้จะต้องกินรำข้าว กล้ำกลืนผักป่าข้าก็ยังดีใจ"
แม่นางฟางรู้สึกไม่สบายใจนัก เมื่อกี้นี้เพื่อสามีของนางก็อดทนมาตลอด ไม่นึกไม่ฝันว่าแม่สามีจะไม่รู้จักสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย
"อีหัวแม่งผู้หญิงทำลายบ้านทำลายเรือน นางไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง พวกเราจะให้เงินตำลึงด้วยเหตุใดกัน?" ยายเฒ่าฟางขยิบตาครึ่งหลับครึ่งตื่น ดูราวกับจะหลับแต่ก็ไม่ได้หลับ คนประเภทนี้มักมีเล่ห์เพทุบายและอำมหิตอยู่ในใจ มู่ซีไม่อยากเสียเวลากับคนประเภทนี้ จึงหันไปมองแม่นางฟางแล้วกล่าวว่า
"เ้าไม่อยากรู้หรอกหรือว่าเหตุใดเขาจึงออกมาจากกองไฟได้โดยที่ไม่มีแม้แต่เส้นผมไหม้?"
"เหตุใดกันเล่า?"
แม่นางฟางเป็ผู้ที่รู้เื่ราวทั้งหมดดีที่สุด ในขณะที่เกิดเพลิงไหม้นั้น แม่สามีได้ออกมาเพื่อไปเข้าส้วม ส่วนสามีนั้นถูกนางเรียกให้ไปรับประทานอาหารเช้าที่ห้องครัว เพลิงนั้นลุกขึ้นมาจากห้องครัว ดังนั้นหู่จื่อจึงแทบจะวิ่งออกมาจากกองเพลิง แม้จะไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อย แต่ก็หมดสติลง
หู่จื่อมองไปที่มู่ซีด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย แม้แต่ยายเฒ่าฟางก็ยังนิ่งเงียบ ตั้งใจจะฟังว่ามู่ซีจะอธิบายอย่างไร มู่ซีจ้องมองซากบ้านที่พังทลายอยู่อย่างลึกซึ้ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงมาก
"พ่อของหู่จื่อจากไปนานหลายปีแล้วใช่ไหม"
"ใช่ ตอนที่ข้าอายุหกขวบ บิดาก็จากไปด้วยโรคภัย" เมื่อพูดถึงบิดาของตนหู่จื่อก็อดกลั้นน้ำตาไม่ไหว ตอนเล็ก ๆ บิดาเป็คนที่ดีกับเขามากที่สุด และเป็คนในโลกนี้ที่รักใคร่เขามากที่สุด
รอสักครู่... คนที่รักใคร่เขา?
หู่จื่อก้มหน้าอยู่แล้วก็แหงนมองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จ้องไปที่มู่ซี "หรือว่าบิดาของข้า..." ริมฝีปากของเขาสั่นเครือเล็กน้อย ราวกับไม่กล้าเชื่อ แต่ในใจลึก ๆ ก็รู้สึกว่าเป็เื่ที่คาดเดาได้