เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 17 : จัดบ้าน
สัปดาห์แรกที่ลุงใหญ่ไม่อยู่ผ่านไปอย่างเร่งรีบสำหรับทุกคนที่เหลือหลินเต๋อชางเดินไปยื่นจดหมายขอเกษียณด้วยตัวเองที่สำนักงานโรงงานเ้าหน้าที่รับเื่มองหน้าเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
"ท่านผู้อำนวยการจะเกษียณตอนนี้เลยหรือครับยังไม่ถึงเวลาตามกำหนดเลยนะครับ"
"อายุมากแล้วอยากพักผ่อนบ้าง" หลินเต๋อชางตอบสั้นๆ ตามที่เตรียมคำตอบไว้พยายามให้เสียงฟังดูเป็ธรรมดาที่สุด
เ้าหน้าที่พยักหน้ารับเื่โดยไม่สงสัยอะไรเพิ่มเติมเพราะผู้อำนวยการที่ทำงานมาอย่างซื่อสัตย์นานหลายสิบปีขอเกษียณตามวัยก็ไม่ใช่เื่ผิดปกติหลินเต๋อชางเดินออกจากสำนักงานด้วยความรู้สึกโล่งใจปนหนักอึ้งเหมือนวางภาระที่แบกมานานลงได้ในที่สุด แต่ก็อดคิดถึงเสียงเครื่องทอผ้าที่จะไม่ได้ยินอีกแล้วไม่ได้
ทางฝั่งหลินเจี้ยนหมินการขอย้ายหน่วยไม่ง่ายอย่างที่คิด ผู้บังคับบัญชาของเขามองหน้าอย่างสงสัย
"ทำไมอยากย้ายไปประจำการที่ชายแดนกะทันหันแบบนี้ล่ะที่นี่ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ"
"ครอบครัวผมอยากย้ายไปอยู่ใกล้ญาติที่ต่างจังหวัดครับผมเลยอยากขอย้ายตามไปด้วย" เขาตอบตามที่ซ้อมมาในใจพยายามไม่ให้เสียงสั่นแม้แต่นิด
ผู้บังคับบัญชาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า"ก็ได้ ถ้าอยากไปจริงๆ พี่จะช่วยเซ็นอนุมัติให้ที่ชายแดนตอนนี้ก็ขาดคนอยู่พอดี"
เขากลับบ้านด้วยความรู้สึกเบาใจอย่างน้อยขั้นตอนแรกก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่คาดไว้
ส่วนหลินเจี้ยนหัวใช้เวลาสองสามวันสอบถามผ่านเครือข่ายแพทย์ที่รู้จักกันจนได้ข้อมูลว่าคอมมูนในหลายพื้นที่กำลังขาดแคลนแพทย์แผนจีนอย่างหนักทำให้การขอย้ายไปประจำที่ศูนย์การแพทย์ชนบทไม่ใช่เื่ยากเลย
"ที่ไหนก็ต้องมีคน้าหมอ"เขาพูดกับภรรยาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสบายใจกว่าคนอื่นในบ้าน
ระหว่างที่ฝ่ายชายจัดการเื่งานฝ่ายหญิงก็เริ่มงานจัดเก็บข้าวของอย่างเป็ระบบ หวังซูเจินแบ่งของออกเป็สามกองกองแรกคือของจำเป็ที่ต้องพกไปแน่นอนกองที่สองคือของที่ยังลังเลว่าจะเอาไปดีหรือไม่และกองที่สามคือของที่ตัดสินใจจะทิ้งไว้ที่บ้านปักกิ่ง
จ้าวซูเฟินกับซุนกุ้ยหลานแวะมาช่วยแยกของในบ้านตัวเองด้วยวิธีเดียวกันเสียงพูดคุยเื่จะเอาอะไรไปดังไปทั่วบ้านสี่ประสานตลอดหลายวัน
ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเริ่มจัดกองที่สองอย่างจริงจังเครื่องประดับของย่าที่สะสมมาหลายสิบปีภาพวาดโบราณของปู่ที่ได้รับตกทอดจากรุ่นก่อนหนังสือหายากอีกหลายสิบเล่มที่ปู่หวงแหน ทั้งหมดนี้มีค่าเกินกว่าจะทิ้งไว้แต่ก็มีปริมาณมากเกินกว่าจะขนไปโดยไม่ผิดสังเกต
"ถ้าเอาไปหมดแบบนี้คนที่มาตรวจตราตามทางอาจสงสัยได้" หลินเจี้ยนหัวพูดด้วยความหนักใจขณะมองกองของที่ยังจัดไม่จบกระเป๋าใบใหญ่ที่เตรียมไว้เริ่มไม่พอสำหรับทุกอย่างที่อยากเก็บ
ซินเยว่ที่นั่งฟังอยู่ข้างๆยิ้มก่อนพูดขึ้นอย่างร่าเริง "ไม่ต้องห่วงค่ะลุง หนูสามารถเก็บไว้ในมิติสวนแห่งชีวิตได้หมดเลยค่ะไม่ต้องใส่กระเป๋าสักใบก็ได้ ^.^"
คืนนั้นเธอแอบพาพ่อแม่เข้าไปในสวนแห่งชีวิตอีกครั้งขนของมีค่าทั้งหมดเข้าไปเก็บไว้ในคลังใต้บ้านไม้ทีละชิ้นอย่างระมัดระวังเครื่องประดับของย่าเรียงเป็แถวบนชั้นวางภาพวาดโบราณของปู่วางแนบผนังอย่างเรียบร้อยหนังสือหายากจัดเรียงตามลำดับที่ปู่คุ้นเคย แม้แต่สมุดลายเส้นเก่าของแม่ก็เก็บเข้าไปด้วย
เมื่อทุกอย่างถูกเก็บเรียบร้อยกระเป๋าเดินทางที่เคยล้นกลับว่างเปล่าจนพ่อกับแม่อดหัวเราะไม่ได้กับความง่ายดายนั้น
"ถ้าไม่มีมิติของลูกเราคงต้องทิ้งของสำคัญไปครึ่งบ้านแน่ๆ" หลินเจี้ยนหมินพูดพลางกอดลูกสาวแน่น
นอกจากเื่ของมีค่าซินเยว่ยังคิดถึงเื่เสบียงอาหารสำหรับ่ตั้งตัวใหม่เธอนำเมล็ดข้าวและเมล็ดผักจำนวนมากที่แม่ซื้อเก็บไว้เข้าไปปลูกในทุ่งกว้างของสวนแห่งชีวิตเพราะรู้ดีว่าเวลาข้างในเดินเร็วกว่าโลกจริงมาก
คืนแรกที่ปลูกเธอเข้าไปดูผลลัพธ์ด้วยความตื่นเต้นพบว่าต้นกล้าที่เพิ่งหว่านลงดินเมื่อวานกลับโตขึ้นมาราวกับผ่านไปหลายวันแล้วเธอคำนวณในใจอย่างคร่าวๆ ว่าเวลาข้างในน่าจะเดินเร็วกว่าข้างนอกประมาณห้าถึงหกเท่า
*แบบนี้ก็ดีเลยถ้าปลูกทิ้งไว้สักสองสามคืน น่าจะได้ผลผลิตเต็มที่ก่อนถึงวันเดินทางจริง*
เธอทยอยเข้าไปดูแลแปลงผักทุกคืนที่มีโอกาสรดน้ำจากบ่อในมิติ กำจัดหญ้าที่ขึ้นแซมจนต้นข้าวและผักเจริญงอกงามเกินกว่าที่คาดไว้มากเป็เสบียงสำรองก้อนใหญ่ที่ไม่มีทางเป็ไปได้เลยหากไม่มีสวนแห่งชีวิตช่วย
สองสัปดาห์ผ่านไปั้แ่ลุงใหญ่ออกเดินทางจดหมายฉบับแรกจากเขาก็มาถึงในที่สุด เขียนสั้นๆว่าเดินทางถึงอำเภอซิงหลงโดยปลอดภัยกำลังติดต่อประสานงานเื่ที่ดินอยู่ ให้ทุกคนไม่ต้องกังวลทุกคนในบ้านอ่านจดหมายนั้นด้วยความโล่งใจ ก่อนจะกลับไปทำงานเตรียมตัวของตัวเองต่อไปอย่างมีกำลังใจมากขึ้น