"คุณตำรวจครับมันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไงกัน! ผมเป็นคนดีพอ จะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ!อย่าไปฟังยัยบ้านี่พูดจาเหลวไหลเลย!"
ถึงปากของเฝิงหม่าหลงจะยิ้มอยู่แต่ในใจกลับสาปแช่งต่งเสี่ยวเสี่ยวกับคนอื่นๆ ไปสารพัด
แค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ทำไมต้องแจ้งตำรวจด้วย!
ในตอนนั้นเองฉินฮุ่ยเจียวก็ฝ่าวงล้อมผู้คนออกมา ดวงตาแดงก่ำเธอมองไปที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวและฉินซู่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"อาซู่ นี่ก็พี่เขยนายนะเขาแค่ขอเงินจากนายบ้างจะเป็นไรไป? ยังไงเราก็คนคุ้นเคยกันทั้งนั้นอีกอย่างลูกชายฉันก็เป็นหลานแท้ๆ ของนายไม่ใช่รึไง? ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็หาเงินเก่งนักไม่ใช่เหรอให้เงินสักสองสามร้อยหยวนจะเป็นอะไรไปล่ะ!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยว“...”
ในหัวผู้หญิงคนนี้มีแต่น้ำหรือไง?
พี่คะ!ไอ้หมอนี่ทิ้งพี่เพราะรังเกียจว่าพี่เป็นเมียแก่หน้าจืดเขาทิ้งพี่ไปแต่งงานกับปัญญาชนแล้ว ยังจะหน้าด้านไปอ้อนวอนเขาอีกเหรอ?
หวังเป่าฉวน[1] มาเห็นเข้ายังต้องยื่นบุหรี่ให้เลยมั้งเนี่ย!
ฉินซู่มองด้วยสายตาเย็นชา"แล้วมันเกี่ยวกับฉันตรงไหน?"
พูดจบเขาก็หันไปมองตำรวจที่เข้ามาจัดการเรื่องนี้
"พวกเขากรรโชกทรัพย์แถมยังคุกคามพวกเราด้วย คุณตำรวจให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย พวกเราไม่ยอมไกล่เกลี่ยไม่ยอมจบนี้ง่ายๆ แน่นอน"
ตำรวจหลายคนมองหน้ากันตำรวจตัวผอมเป็นหัวหน้า เขาเก็บปากกาและกระดาษ ก่อนหันไปมองครอบครัวของเฝิงหม่าหลงแล้วพูดขึ้นมาว่า
"ขอเชิญพวกคุณไปสถานีตำรวจกับพวกเราหน่อยได้ไหมครับ?"
ในเมื่อเขาพูดชัดเจนขนาดนี้แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกต่อไป
เฝิงหม่าหลงร้อนใจขึ้นมาทันที หน้าแดงก่ำเขาหันไปมองหน้าฉินฮุ่ยเจียวแล้วตะโกนเสียงดัง "ถ้าฉันติดคุกมีประวัติอาชญากรรมชาตินี้ทั้งชาติลูกชายเธอก็อย่าหวังจะมีความสุข!"
แต่ไม่ว่าฉินฮุ่ยเจียวจะอ้อนวอนต่งเสี่ยวเสี่ยวและฉินซู่มากแค่ไหนทั้งคู่ก็ยังคงไม่สะทกสะท้าน
สุดท้าย ครอบครัวของเฝิงหม่าหลงก็ถูกพาตัวไปเพราะฉินฮุ่ยเจียวมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย เธอจึงต้องไปกับพวกเขาด้วย
พอตำรวจกลับไปแล้วชาวบ้านที่มามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็พากันกลับบ้านไปอย่างเซ็งๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดขนมที่เปื้อนมือของฉินไห่เยว่จนสะอาดด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"ตำรวจพวกนั้น นายเรียกมาเหรอ?"
"อืม" ฉินซู่พยักหน้าเบาๆ"เมื่อกี้ตอนที่ฉันกลับมา เลยให้คนไปแจ้งตำรวจไว้แล้ว"
ตอนแรกก็เขากะจะรอให้ตำรวจมาก่อนแล้วค่อยสั่งสอนเฝิงหม่าหลงแต่พอเห็นเฝิงหม่าหลงจะลงมือทำร้ายต่งเสี่ยวเสี่ยว เขาก็ทนไม่ได้
จู่ๆ การที่เขาออกแรงหนักขนาดนี้ทำให้ขาที่เกือบจะหายดีแล้ว กลับมาเกิดอาการชา เริ่มปวดจนแทบจะเดินไม่ไหวเลยต้องกลับมาเดินกะเผลกๆ อีกครั้ง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวสังเกตเห็นความผิดปกติในทันทีเธอรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ฉินไห่เยว่เช็ดมือเอง แล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องก่อนจะยกกล่องยาออกมา
"นั่งลง เดี๋ยวฉันจะดูให้!"
ฉินซู่นั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่ายเขาถกขากางเกงขึ้น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวคลึงไปตามน่องของฉินซู่เบาๆแล้วหาจุดที่เป็นปัญหา เธอหยิบเข็มเงินออกมาและฝังเข็มลงไปเบาๆ
"ขานายเกือบจะหายดีแล้วแต่ตอนนี้ยังต้องพักฟื้นอยู่ พอออกแรงแบบนี้ อาการมันเลยกลับมาน่ะ เป็นเรื่องปกติต่อไปนี้ถ้านายรู้สึกแปลกๆ ให้รีบบอกฉันทันทีนะ เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาฉันจะได้ช่วยได้ทัน"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดเตือนเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฉินซู่เป็นคนเงียบๆเก็บทุกอย่างไว้ในใจไม่เคยพูด ถ้ายังไม่ยอมบอกอาการให้ชัดเจนแล้วถ้าขาของเขาพิการขึ้นมาจริงๆ การรักษาที่ผ่านมาก็เท่ากับสูญเปล่า
ฉินซู่กลืนน้ำลายลงคอแล้วพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
"อืม!"
ช่วงนี้ไม่มีฉินฮุ่ยเจียวมาก่อกวนชีวิตก็สงบสุขขึ้นมาก
กว่าฉินฮุ่นเจียวจะถูกปล่อยตัวออกมาก็อีกตั้งหนึ่งเดือนให้หลัง
เธอถูกอบรมเรื่องความคิดและศีลธรรมในนั้นและเนื่องจากประพฤติตัวดี ทางสถานีตำรวจจึงปล่อยตัวออกมา
หลังจากอยู่ในสถานีตำรวจมาหนึ่งเดือนร่างกายที่ผอมอยู่แล้วของฉินฮุ่ยเจียวก็ยิ่งซูบผอมลงไปอีก ดวงตาของเธอก็ลึกโหลลงไปลูกตาสองข้างปูดออกมา ดูน่ากลัวมาก
พอเห็นใบหน้าเล็กๆที่อิ่มเอิบของต่งเสี่ยวเสี่ยว ดวงตาของฉินฮุ่ยเจียวก็ยิ่งมืดมนเธอจ้องเขม็งไปที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวที่กำลังทำงานอยู่ในทุ่งนาและพูดคุยกับสวีซิ่วอย่างสนุกสนาน
มือกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วลั่นไปหมด
เธอถูกกักตัวอยู่ในสถานีตำรวจเป็นเวลาหนึ่งเดือนบางครั้งก็ถูกคนในนั้นรังแก กินไม่อิ่มนอนไม่หลับเธอเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดในสถานีตำรวจแล้ว
แต่ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดกลับมีชีวิตที่สุขสบาย ดูสดใสมีชีวิตชีวาขนาดนั้น!
ตอนนั้นที่หลี่เจียวเจียวให้คำแนะนำเธอเธอนึกเสียใจบ้างแล้วว่าทำไมถึงไม่ลงมือทำลายความบริสุทธิ์ของต่งเสี่ยวเสี่ยวในตอนนั้นนะไม่อย่างนั้นชีวิตของยัยคนต่ำช้าคงไม่สุขสบายเหมือนตอนนี้
ฉินฮุ่ยเจียวยิ่งรู้สึกว่าเธอไม่ได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาที่เธอพอเงยหน้าขึ้นมอง ก็สบเข้ากับดวงตาที่มืดมนของฉินฮุ่ยเจียว
สวีซิ่วก็สังเกตเห็นความผิดปกติของต่งเสี่ยวเสี่ยวพอเงยหน้าขึ้นมามองบ้างก็เห็นฉินฮุ่ยเจียวอยู่ไม่ไกล เธอปาดเหงื่อบนหน้าผากหรี่ตาลงลงเล็กน้อย ก่อนจะเลียริมฝีปาก แล้วพูดขึ้นมาว่า
"นั่นมันฉินฮุ่ยเจียวไม่ใช่เหรอ?ไม่คิดเลยว่าจะถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว! ดูจากสายตาที่เธอมองพี่แล้วคงกำลังคิดเรื่องชั่วๆ อยู่แน่ๆ พี่เสี่ยวเสี่ยว พี่ต้องระวังตัวหน่อยนะพี่สะใภ้พี่เหมือนคนบ้ายังไงยังงั้น ยัยนี่กัดไม่ปล่อยแน่ๆ!"
ที่สวีซิ่วพูดก็มีเหตุผล
เพราะเธออยู่ในหมู่บ้านชิงซานมาหลายปีแล้วและเคยคบหาสนิทสนมกับฉินฮุ่ยเจียวอีกหนึ่งปีสวีซิ่วจึงรู้จักนิสัยใจคอของฉินฮุ่ยเจียวเป็นอย่างดี
ฉินฮุ่ยเจียวขึ้นชื่อเรื่องความหัวรั้นที่สุดในหมู่บ้านนี้แล้วเพียงแต่ก่อนหน้านี้ฉินซู่ยังเป็นทหารอยู่ จึงไม่มีใครกล้าพูดอะไร
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้า"ฉันจะระวังตัว!"
ถ้าฉินฮุ่ยเจียวจะมาไม้ไหนเธอก็จะใช้ไม้นั้นสวนกลับคืน
ถ้าอีกฝ่ายไม่ล้ำเส้นก่อน ต่างคนต่างอยู่ก็คงจะอยู่กันอย่างสงบได้
หลังจากที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกับสวีซิ่วทำงานเสร็จแล้วพวกเธอก็กลับบ้านด้วยกัน
เด็กๆสามคนยังคงเตรียมน้ำไว้ให้เธออาบก่อนเหมือนเคยพอต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับมาเธอก็อาบน้ำชำระล้างคราบสกปรกได้ทันทีหลังจากนั้นก็แช่น้ำสบายๆ
พออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเธอก็ไปทำอาหารอร่อยๆ ให้เด็กๆ ทั้งสามคนกิน
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ขาของฉินซู่ก็หายดีในช่วงครึ่งเดือนแรก เขาวิ่งวุ่นเข้าไปในตัวอำเภอ ยุ่งตลอดเวลา
บ้านสกุลฉินเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทีละน้อยชั้นล่างสร้างเสร็จแล้ว ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
บ้านสกุลฉินเป็นบ้านแบบตะวันตกแค่หลังเดียวในหมู่บ้านชิงซานแม้แต่บ้านของผู้ใหญ่บ้านก็เป็นแค่บ้านอิฐแดงธรรมดา ไม่ได้สวยเหมือนบ้านของพวกเขา
แล้วแบบนี้จะไม่ให้อิจฉาได้ยังไงกัน?
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมีเงินเดือนเดือนละหนึ่งร้อยหยวนเทียบเท่ากับเงินเดือนห้าเดือนของคนธรรมดา ตอนนี้ขาของฉินซู่ก็หายดีแล้วเขาเดินเหินได้สะดวกมากขึ้น แบบนี้คงจะหาเงินได้ไม่น้อยแน่นอน
ทั้งคู่ต่างก็มีความสามารถตอนนี้สวีซิ่วและเหอเถาฮวาที่ได้รับรับคำแนะนำเรื่องการค้าขายจากต่งเสี่ยวเสี่ยวตอนนี้ทั้งคู่ก็สามารถดูแลกิจการเองได้แล้ว มีรายได้วันละประมาณห้าสิบหยวน
แต่ละคนตั้งแผงของตัวเองแค่ส่วนแบ่งรายได้ต่อเดือน ตงเสี่ยวเสี่ยวก็ได้ตั้งสองถึงสามร้อยหยวนถ้าขายดีหน่อยก็ได้ถึงเจ็ดแปดร้อยเลยทีเดียว
รายได้เฉลี่ยต่อวันของแผงลอยอยู่ที่ประมาณหนึ่งสองร้อยหยวนพอแบ่งให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็จะเหลือเจ็ดสิบหยวน
ตอนนี้พวกเธอไม่ได้แบ่งกันสามคนแล้วสวีซิ่วและเหอเถาฮวาที่แยกออกมา แบ่งรายได้ออกเป็นสองส่วนแต่ละคนต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวดังนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงเป็นคนที่ได้กำไรมากที่สุด
เชิงอรรถ
[1] หวังเป่าฉวน (王宝钏)คือ ตัวละครเอกหญิง จากหนึ่งใน ตำนานพื้นบ้านและงิ้วคลาสสิกของจีนที่รู้จักกันในชื่อเรื่องว่า หวังเป่าฉวนกับเสวี่ยผิงกุ้ย เป็นเรื่องราวของหญิงสาวผู้ยึดมั่นในความรัก ซื่อสัตย์ อดทน แม้ต้องเผชิญความทุกข์ยากถึง 18ปี