"ข้าชิมได้หรือ?"
เมื่อฉินหลิงหลิงเห็นโจ๊กครึ่งชามที่ถูกส่งมาให้นางก็รู้สึกหวั่นไหวในใจ แต่สีหน้ายังคงสงวนท่าทีไม่ต้องการให้ซูอี้หว่านคิดว่าตนเป็นสตรีตะกละตะกลาม
บางทีนางอาจกังวลว่าตนเองจะทำให้ซูอี้หว่านไม่พอใจจนส่งผลกระทบต่อความประทับใจที่ซูอี้โจวมีต่อนางไปด้วย
เมื่อซูอี้หว่านเห็นเช่นนั้นก็ล่วงรู้ความคิดของสาวน้อยอดหัวเราะขำไม่ได้ พี่ชายของนางนี่ช่างสร้างกรรมโดยแท้ รู้จักกันได้เพียงไม่นานสาวน้อยตรงหน้าก็มอบหัวใจให้เสียแล้ว
"ไม่เป็นไร ท่านลองชิมดูว่าเป็นอย่างไรคุณหนูรองคุ้นเคยกับรสชาติที่คุณหนูใหญ่ชอบ สามารถให้คำแนะนำแก่ข้าได้"
ซูอี้หว่านกล่าวอย่างเข้าอกเข้าใจ
คำพูดของนางช่างตรงกับความต้องการของฉินหลิงหลิงนักได้ยินดังนั้นนางก็ดีใจยิ่ง ไม่รีรอที่จะรับชามมาเป่าให้เย็นลงเล็กน้อย แล้วค่อยๆเริ่มชิม
ฉินหลิงหลิงมีความอยากรู้อยากเห็นในฝีมือการทำอาหารของซูอี้หว่านเป็นอย่างยิ่งสตรีผู้นี้สามารถดึงดูดให้แขกเหรื่อมากมายต่อแถวยาวเหยียดเพื่อลิ้มลองอาหารที่นางทำทั้งยังสามารถทำให้พี่สาวที่ป่วยเรื้อรัง ไม่มีเรี่ยวแรง กลับเจริญอาหาร
นางสงสัยจริงๆว่าฝีมือการทำอาหารของซูอี้หว่านนั้นดีเพียงใดจะเก่งกาจกว่าวิชาแพทย์ของนางหรือไม่?
เพียงได้ลิ้มลองคำแรกรสชาติที่กลมกล่อมและคล่องคอก็ทำให้ฉินหลิงหลิงตกตะลึงสงสัยว่าตนเองไม่ได้กำลังกินโจ๊ก แต่เป็นอาหารทิพย์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน!
"นี่... นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?"
ฉินหลิงหลิงเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตมิอาจทราบว่าเมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้น นางเพียงรู้สึกว่าน้ำลายสอรสสัมผัสอันล้ำเลิศในปาก ทำให้นางต้องตกตะลึงงัน!
"นี่เป็นเพียงโจ๊กเค็มที่ปรุงจากวัตถุดิบธรรมดา คุณหนูรองก็เห็นกับตาตนเองมีปัญหาตรงไหนหรือไม่?"
มีสิปัญหามันใหญ่หลวงนัก!
ฉินหลิงหลิงอยากจะบอกว่ามันมีปัญหาแต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าปัญหาอยู่ที่ใด
เหมือนอย่างที่ซูอี้หว่านกล่าวนางเห็นกับตาว่าซูอี้หว่านเคี่ยวโจ๊กออกมา หากมีปัญหาใด นางคงรู้ได้ในทันที
แต่ถ้าเปลี่ยนวัตถุดิบเดียวกันนี้เป็นคนอื่นเกรงว่าจะทำอาหารที่อร่อยเช่นนี้ออกมาไม่ได้!
"คุณหนูซู ท่านทำอาหารเก่งจริงๆ!"
"คุณหนูรองกล่าวเกินไปแล้ว"
ซูอี้หว่านยิ้มเล็กน้อยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างนุ่มนวล
"ในเมื่อเคี่ยวโจ๊กเสร็จแล้ว พวกเราก็รีบนำไปให้คุณหนูใหญ่กันเถิด"
"ท่านกล่าวถูกแล้ว! ท่านพี่ต้องหิวมากแน่ๆ!"
เมื่อได้รับการเตือนสติจากซูอี้หว่านฉินหลิงหลิงก็ไม่ติดใจ รีบติดตามนางไปยังห้องของฉินหยวนหยวน
"หอมเหลือเกิน!"
ฉินหยวนหยวนได้กลิ่นหอมก็อดชมออกมาไม่ได้รีบรับโจ๊กมาเริ่มกินอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อจังหวะการกินของนางทวีความเร็วโจ๊กในชามใหญ่ก็พลันหมดเกลี้ยง แต่กินจนหมดชามแล้วนางก็ยังคงรู้สึกว่ายังไม่เพียงพอ
"คุณหนูซู ไม่ทราบว่าโจ๊กนี้ยังมีอีกหรือไม่?"
ฉินหยวนหยวนรู้สึกขวยเขินเล็กน้อยแต่นางหลงใหลในรสชาตินี้เสียแล้ว จึงหักห้ามใจไม่ให้กินอีกไม่ได้
"ไม่มีแล้วเจ้าค่ะช่วงนี้กระเพาะอาหารของคุณหนูใหญ่ก็ไม่เหมาะที่จะกินมากเกินไปยังต้องรอให้ฟื้นตัวอีกสักพัก ถึงจะสามารถกินอาหารได้ตามปกติ"
ได้ยินคำอธิบายของซูอี้หว่านฉินหยวนหยวนก็รู้สึกผิดหวัง แต่ก็รู้ว่าควรทำตามคำแนะนำของแพทย์จึงไม่กล่าวอะไรอีก
เจ้าเมืองฉินที่อยู่ด้านข้างถึงกับน้ำตาคลอเบ้านานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นภาพเช่นนี้!
ดูเหมือนว่าลูกสาวของเขาจะหายดีแล้วจริงๆ!
แต่เจ้าเมืองฉินก็คิดถึงเรื่องสำคัญอย่างรวดเร็วอดไม่ได้ที่จะมองไปยังสองพี่น้องตระกูลซู
"เรื่องในครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณหนูซูจริงๆ ข้าขอขอบคุณท่านทั้งสอง!เช่นนั้นแล้ว ขอเชิญท่านทั้งสองไปสนทนากันที่ห้องหนังสือด้วยเถิด"
สีหน้าของเจ้าเมืองฉินเคร่งขรึมพลางกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
"ท่านพ่อ มีอะไรที่ไม่สามารถพูดที่นี่ได้หรือ? คุณหนูซูและคุณชายซูเป็นผู้มีพระคุณของครอบครัวเรา ไม่ใช่คนอื่นคนไกล…"
ฉินเจ๋อซวนไม่เข้าใจความคิดของเจ้าเมืองฉินเขาเพียงรู้สึกว่าควรตอบแทนซูอี้หว่านและซูอี้โจวมิใช่เรียกพวกเขาไปที่ห้องหนังสือ
ห้องหนังสือของเจ้าเมืองฉินนั้นเป็นที่ใด?
นั่นคือที่ที่เขาทำกิจธุระพบปะแขกเหรื่อ!
ฉินเจ๋อซวนรู้สึกว่าพ่อของตนไม่ให้ความสำคัญกับซูอี้หว่านเท่าที่ควร ปฏิบัติต่อพวกเขาไม่ดีพอ
แต่เมื่อเห็นท่านพ่อจ้องมองตนเองด้วยความโกรธเคืองคำพูดที่กำลังจะหลุดออกมาก็รีบกลืนกลับลงไป
"ดูแลพี่สาวของเจ้าให้ดี เรื่องอื่นใดเจ้าอย่าได้เข้าไปก้าวก่าย"
เจ้าเมืองฉินเห็นท่าทีของบุตรชายเช่นนี้สีหน้าเริ่มบึ้งตึงขึ้นมาทันที
ทั้งที่เป็นเด็กหนุ่มวัยเดียวกันแท้ๆมองไปยังพี่น้องตระกูลซู แล้วหวนกลับมาพิจารณาบุตรชายผู้โง่เขลาของตนความอึดอัดใจแล่นริ้วเข้าสู่จิตใจของเจ้าเมืองฉิน
ได้ยินเจ้าเมืองฉินกล่าวเช่นนั้นฉินเจ๋อซวนซึ่งเกรงกลัวบิดาผู้นี้เป็นทุนเดิมก็ไม่กล้ากล่าวอะไรมาก
ซูอี้หว่านรู้ทันความคิดของเจ้าเมืองฉินไม่กล่าวอะไรมาก เพียงแต่ติดตามพี่ชายไปยังห้องหนังสือของเจ้าเมืองฉิน
เมื่อเข้ามาในห้องหนังสือซูอี้หว่านก็เห็นว่าห้องนี้ประดับประดาอย่างงดงาม ผนังทั้งสี่ด้านเป็นชั้นหนังสือด้านบนมิได้วางสิ่งอื่นใด มีเพียงม้วนสำนวนต่างๆ ของเมืองอวิ๋นเฉิง
"ท่านผู้ใหญ่ขยันขันแข็งดูแลประชาชนเช่นนี้เป็นโชคดีของชาวเมืองอวิ๋นเฉิงแล้ว"
ซูอี้โจวเห็นท่าทีเช่นนั้นก็อดชมเปลาะไม่ได้
ก่อนหน้านี้ความเข้าใจของเขาที่มีต่อเจ้าเมืองฉินล้วนมาจากการพูดคุยของชาวบ้านทั้งยังได้ข่าวสารจากฉู่อี้
ไม่ว่าใครต่างก็กล่าวว่าเจ้าเมืองฉินเป็นคนที่ไม่ยิ้มแย้ม เคร่งขรึมตลอดเวลา
แต่เพราะเมืองอวิ๋นเฉิงมีเจ้าเมืองเช่นนี้ปกครองเมืองอวิ๋นเฉิงจึงแตกต่างจากเมืองอื่นแม้ในสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวายในปัจจุบันก็ยังคงทำให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข
แต่ภายใต้รังที่แตกสลายจะมีไข่ฟองใดที่สมบูรณ์?
ซูอี้โจวคิดถึงตรงนี้สีหน้าก็หม่นหมองลงเล็กน้อย
ที่จริงแล้วเจ้าเมืองฉินคอยสังเกตการเคลื่อนไหวของพี่น้องคู่นี้มาโดยตลอดในตอนนี้อาการป่วยของฉินหยวนหยวนได้รับการรักษาหายดีในที่สุดหินก้อนใหญ่ที่ทับอยู่ในใจของเขาก็ถูกยกออก
เมื่อคลายความกังวลลงเรื่องราวที่เคยถูกปิดบังไว้เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้งเขาพิจารณามันอย่างละเอียดถี่ถ้วน
"เฮ้อ..."
เจ้าเมืองฉินชะงักไปครู่หนึ่งจู่ๆ ก็ยิ้มออกมา แล้วกล่าวว่า "ขอข้าทำตัวเป็นผู้สูงวัยสักหนถือเสียว่าข้าเป็นผู้อาวุโสของพวกเจ้าก็แล้วกัน!"
"อี้โจว อี้หว่าน พวกเจ้าคงตรึกตรองเรื่องนี้กันมาบ้างแล้วใช่หรือไม่?บอกมาตามตรง ข้าอยากรู้ความคิดเห็นของพวกเจ้า"
ซูอี้หว่านไม่นึกว่าเจ้าเมืองฉินจะรีบร้อนเข้ามาผูกมิตรนางหันไปมองพี่ชายด้วยความแปลกใจ แต่ซูอี้โจวกลับมีสีหน้าเรียบเฉยราวกับรู้ล่วงหน้าว่าเจ้าเมืองฉินจะเป็นเช่นนี้
หากจะกล่าวว่าก่อนหน้านี้เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอาการป่วยของฉินหยวนหยวนแต่หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เขาก็พอจะมองออกถึงเงื่อนงำบางอย่าง
"หากข้าคาดเดาไม่ผิด เรื่องนี้คงมีผู้ต้องการจะเล่นงานท่านเจ้าเมือง"
ซูอี้โจวมิได้ปิดบังความรู้สึกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
"เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเจ้าเมืองนั้นรักใคร่บุตรทั้งสามดั่งแก้วตาดวงใจคาดหวังในตัวพวกเขาเป็นอย่างมากกล่าวได้ว่านอกจากเรื่องการบริหารจัดการเมืองอวิ๋นเฉิงแล้วสิ่งที่ท่านให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือพวกเขา"
"หากเกิดอันใดขึ้นกับคุณหนูใหญ่ เกรงว่าท่านเจ้าเมืองคงจะท้อแท้สิ้นหวัง!"
"นี่เจ้ากำลังบอกว่า มีคนคิดร้ายหวังเล่นงานข้า แต่เมื่อหาช่องทางมิได้จึงหันเหความสนใจไปที่ลูกของข้าอย่างนั้นหรือ?"