ณ สถานที่พักของขุมกำลังทิศเหนือ ตอนนี้ไป่หนี่กำลังนั่งดื่มชา ด้านหน้าของนางคือโฉมงามสะคราญผู้ได้ฉายาว่าเจ้าหญิงน้ำแข็งไป่หลี่เอ๋อร์ที่กำลังมองไปที่ผู้เป็นอาจารย์และท่านป้าอย่างนิ่งเฉยไร้ซึ่งคำถามใด
"หลี่เอ๋อร์ หากมีอะไรก็ถามมาได้เลย ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็ข้องใจกับการตัดสินใจของข้าไม่น้อยเลยใช่หรือไม่"ไป่หนี่เปิดฉากกล่าวออกไปเช่นนั้น ไป่หลี่เอ่อร์ส่ายหัวไปมาก่อนกล่าว "ไม่มีสิ่งใดสงสัยเจ้าค่ะ ข้าเชื่อมั่นในการตัดสินใจของท่าน"
"เห้อ หลี่เอ่อร์ เจ้าน่ะพรสวรรค์ก็โดดเด่นรูปโฉมเองก็งดงามเกือบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ข้อเสียอย่างเดียวของเจ้าคือทุกสิ่งที่เป็นคำของข้าเจ้าล้วนแต่ทำตามอย่างเคร่งครัดเกินไปจนไม่มีเป้าหมายของตนเอง"
"เหตุผลที่ข้าให้เจ้าแต่งงานกับลั่วอู่หลินนั้นเพราะเขาเป็นเหมือนขั่วตรงข้ามของเจ้า แม้เขาจะเป็นราชวงศ์แต่ก็ถือว่าใช้ชีวิตได้อิสระที่สุดไม่ค่อยถูกผูกติดกับคำสั่งใดๆ เจ้าเองก็ต้องเรียนรู้จากเขาให้มาก"
"ส่วนอีกข้อหนึ่งไม่ค่อยเกี่ยวกับตัวเจ้าเองเท่าไรนัก เจ้าจิ้งจอกเปลวเพลิงนั่นถึงขนาดยกลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนให้ชายคนนั้นย่อมมีเหตุผลแอบแฝง ซึ่งรางสังหรณ์ของข้าบอกว่าเรื่องนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน"ไป่หนี่กล่าวเหตุผลให้หลานตนเองได้ฟัง นอกจากสองข้อนี้มันยังมีเหตุผลย่อยๆต่างๆอีกมากมายซึ่งต่อให้บอกกล่าวไปคืนเดียวก็คงจะไม่จบไม่สิ้น
ทางด้านไป่หลี่เอ๋อร์เองก็นั่งฟังท่านป้าของนางอย่างตั้งใจราวกับเป็นผู้ฟังที่ดีและครุ่นคิดตามไปด้วย ปรากฏว่านางเข้าใจเพียงเหตุผลข้อที่สองเท่านั้นแต่ยังไม่เข้าใจเหตุผลข้อเเรกเท่าไร การเชื่อฟังป้าแท้ๆของตนเองที่เลี้ยงนางมามันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือเหตุใดต้องไปคิดอะไรให้มากความเช่นนั้น
ตัดกลับมายังที่พักของราชวงศ์เมิ่งที่ตอนนี้เกิดความอึกทึกครึกโครมครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นมา เจ้าหญิงน้อยเมิ่งอี้หรานตอนนี้กำลังต่อว่าพี่ชายของนางยกใหญ่ ส่วนจักรพรรดิเมิ่งนั้นเขาได้หนีไปร่ำสุรากับลั่วไห่เฟิงแล้ว ดังนั้นเมิ่งจินเหอจึงต้องรับหน้าน้องสาวของเขาอยู่ในเดียวอย่างช่วยไม่ได้
หากสังเกตุดีๆในที่พักมักจะมีประกายไฟวาบไหว แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ใช้สันติวิธีในการตัดสินกันเป็นแน่แท้
"เมิ่ง จิน เหอ เจ้าพี่ชายเฮงซวย เจ้าขายข้าจนได้นะ แถมยังขายให้คนที่ไม่รู้จักมักคุ้นด้วยซ้ำ"เมิ่งอี้หรานกล่าวขณะที่ไล่จัดการพี่ชายด้วยกำปั้นของตน
"น้องสาวข้า ไม่เห็นต้องเป็นกังวลขนาดนั้น ข้าได้พูดคุยกับเขาแล้ว เขาบอกศึกษากันไปก่อนน่ะได้ หากทั้งเจ้าและเขาไม่พึงใจกันก็แค่แยกย้ายเท่านั้นก็จบสิ้น"เมิ่งจินเหอกล่าว เมิ่งอี้หรานถึงกับชะงักค้างและคิ้วกระตุกในทันที เหตุใดพี่ชายของนางถึงได้พูดง่ายนัก
"ถ้าเป็นแบบนั้นไม่ใช่ว่าข้าเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เรื่องจนเขาไม่ต้องการหรืออย่างไร พี่ชายตัวดีเจ้าช่างสร้างปัญหามากนัก"หมัดของนางพุ่งเข้าใส่พี่ชายจนกระเด็นไปติดกับผนัง ก่อนที่นางจะเดินออกไปด้วยท่าทางหงุดหงิด
"อ๊า เจ็บๆๆ น้องสาวตัวดีแล้วเจ้าจะต้องขอบคุณข้า"เมิ่งจินเหองัดตัวเองออกจากผนังและกล่าวขึ้นด้วยท่าทีสนุกสนานเกินบรรยาย หากน้องสาวของนางรู้ว่าแท้จริงแล้วคนที่นางกำลังจะแต่งด้วยคือจักรพรรดิน้ำแข็งที่ตนเองคลั่งไคล้ เขาก็อยากจะรู้เช่นกันว่านางจะทำสีหน้าเช่นไรออกมา
หลังจากวันงานจริงๆผ่านไปเหล่าจักรพรรดิพากันแยกย้ายกันกลับไปยังอาณาจักรของตนเอง และปล่อยให้ทั้งไป่หลี่เอ่อร์และเมิ่งอี้หรานอยู่ที่นี่เพื่อศึกษาดูใจกับลั่วอู่หลินต่อไป
ในขณะนี้หญิงสาวทั้งสองอยู่ในความดูแลขององค์ราชินีหลินอี้เฟยเพื่อเรียนรู้กฏเกณฑ์ของวังแห่งนี้เหมือนกับที่ลู่ฟางหนิงและลู่ฟางเยว่เคยเรียน
"ฟุ๊บ!"
"นายท่านตอนนี้ขุมกำลังของทั้งสองอาณาจักรได้ออกจากเมืองไปแล้วขอรับ แต่กลับมีขุมกำลังหนึ่งตามขุมกำลังจักรพรรดินีหิมะขาวไป ซึ่งข้ามิอาจที่จะประเมินพลังของพวกมันได้น่าจะมีระดับพลังมากกว่ากษัตริย์ขึ้นไปอย่างแน่นอน"ด้านในตำหนักของลั่วอู่หลิน หลันฮ่าวโผล่ออกมากล่าวรายงาน ซึ่งมันทำให้ลั่วอู่หลินต้องหันมองด้วยความจริงจัง
"จำนวนละ?"
"สิบคนขอรับ"
"น่าแปลก?? จักรพรรดิที่มายังที่นี่มีสองคน แต่กลับลงมือกับจักรพรรดินีหิมะขาวแค่คนเดียว ทั้งๆที่นางเก่งกาจที่สุดในจักรพรรดิทั้งสี่คน"ลั่วอู่หลินกล่าวกับตนเองด้วยความแปลกใจ หากสถานการณ์ปกติเพื่อความแน่ใจมันสมควรที่จะลงมือกับจักรพรรดิที่อ่อนแอที่สุดก่อนมิใช่หรือ
"เจ้าไปสังเกตุการณ์ดูจักรพรรดิเมิ่งต่อไป หากเกิดอะไรขึ้นให้ช่วยเหลือพวกเขาซะ ส่วนจักรพรรดินีหิมะขาวไป่หนี่ข้าจะไปสังเกตุการณ์ด้วยตนเอง"ลั่วอู่หลินกล่าว เขาหยินเสื้อคลุมของจักรพรรดิน้ำแข็งมาสวมใส่ในทันที ก่อนที่จะพุ่งทะยานออกไป ไหนๆพวกมันก็เคลื่อนไหวแล้วชายหนุ่มมิอาจที่จะพลาดได้ ยิ่งรู้อีกฝ่ายเป็นระดับกษัตริย์ขึ้นไปถึงสิบคนชายหนุ่มยิ่งสังหรณ์ใจแปลกๆว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ตามมา
ณ เขตป่าใกล้กับชายแดนระหว่างทิศตะวันออกและทิศเหนือ รถม้าที่ถูกลากด้วยอาชาสีขาวอยู่ดีๆก็หยุดชะงักลง จักรพรรดินีหิมะขาวไป่หนี่ออกมาจากรถม้าสายตากวาดมองไปทั่วทั้งบริเวณที่บัดนี้มีสายตานับสิบกำลังจ้องมอง
"ตามมานานแล้วไฉนยังไม่เปิดเผยตัว"ไป่หนี่เอ่ยปาก ทันใดนั้นชายชุดดำแปดคนปรากฏตัวขึ้นและปลดปล่อยปราณยุทธิ์ระดับกษัตริย์ออกมา เหล่าองค์รักษ์ของจักรพรรดินีก็ไม่รอช้าปลดปล่อยปราณออกมาต่อต้านอีกฝ่ายเช่นเดียวกันและพุ่งเข้าต่อกรกับอีกฝ่ายในทันที
การต่อสู้เริ่มทวีความรุนแรง ไป่หนี่ลอยอยู่บนฟากฟ้าเหนือการต่อสู้ทั้งปวงเบื้องหน้าของนางคือชายชุดดำอีกสองคนที่มีวงเวทย์เทียนจินสีม่วงเก้าวงอยู่ด้านหลัง นั่นแสดงถึงระดับจักรพรรดิขั้นเก้าที่หายากยิ่งในดินแดนแห่งนี้
"เทียนจินสีม่วงผู้บ่มเพาะปราณสายฟ้า คงมิใช่ใครอื่นนอกจากจักรพรรดิอัสนีเหล่ยอู๋ตี้กระมัง"ไป่หนี่กล่าวอย่างเรียบเฉยโดยไม่มีความหวั่นเกรง แต่ในขณะเดียวกันนางเองก็พึงระวังตัวจากอีกคนด้วยเช่นกันเพราะเห็นได้ชัดเลยว่าความหนาแน่นของลมปราณทั้งสองคนนั้นแต่งต่างกันมาก
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายล่วงรู้ในฐานะของตนชายชุดดำก็เปิดเผยตัวในทันที ใช่ หนึ่งในนั้นคือจักรพรรดิเหล่ยอู๋ตี้ แต่อีกคนนั้นกลับทำให้ไป่หนี่ใบหน้าเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มฉายแววพลันพลึงในดวงตา
"ไป่หนี่ ไม่ได้เจอกันนานเจ้ายังคงงดงามไม่เปลี่ยนแปลง"ชายอีกคนกล่าว น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยดังสายน้ำไม่ต้องลม ไป่หนี่ที่เห็นหน้าก็กระตุ้นวงเวทย์เทียนจินสีขาวของตนเองในทันทีและตั้งท่าพร้อมสู้รบ
"เหล่ยหง เจ้าถึงขนาดแหกกฏของนิกายลงมายังโลกเบื้องล่าง หรือว่าตระกูลเหล่ยคิดจะกบฏต่อนิกายเบิกฟ้ากัน"ไป่หนี่กล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม
นิกายเบิกฟ้าที่นางกล่าวถึงต้องอยู่ในดินแดนระดับกลางมีหน้าที่คอยดูแลประตูเข้าออกของดินแดนระดับต่ำแห่งนี้ ซึ่งถูกก่อตั้งโดยบรรพชนของราชวงศ์ทั้งสี่ดินแดน และแบ่งการปกครองเป็นหอคอนสายลมปกครองโดยตระกูลลั่ว หอคอยสายฟ้าตระกูลเหล่ย หอคอยหิมะตระกูลไป่ และสุดท้ายคือหอคอยเปลวเพลิงตระกูลเมิ่ง ซึ่งผู้นำสูงสุดของนิกายในตอนนี้มีนามว่าลั่วเฉินหรือก็คือบิดาของลั่วไห่เฟิง ซึ่งได้รับตำแหน่งมาจากการประลองที่ใสสะอาด
"กบฏ?? ดูเหมือนเรื่องนี้เจ้าจะเข้าใจผิดไป ข้าลงมาที่นี่เพื่อมายื่นข้อเสนอให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ"เหล่ยหงยกยิ้มบางๆวางตนราวกับผู้สูงส่งแต่ทว่ากลับแผ่แรงกดดันออกมาไม่ขาดสาย
"ข้อเสนอ?"
"ใช่ ไป่หนี่เจ้าเป็นคนฉลาดทั้งยังรูปโฉมงดงาม กลับไปแต่งงานกับข้า ด้วยที่เจ้าเป็บบุตรสาวของผู้นำหอคอยหิมะส่วนข้าเองก็เป็นบุตรชายคนโตของผู้นำหอคอยสายฟ้า เมื่อเราแต่งงานกันก็เหมือนการกระชับสัมพันธ์ของหอคอยทั้งสอง เมื่อเป็นเช่นนั้นต่อให้เป็นตระกูลลั่วที่กุมอำนาจส่วนใหญ่ของนิกายในตอนนี้ก็จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเราอีกต่อไป เป็นอย่างไรข้อเสนอของข้าถือว่าดีใช่หรือไม่"เหล่ยหงกล่าว
"เหอะ ไหนบอกไม่เป็นกบฏ สิ่งที่เจ้าทำเรียกว่ากบฏชัดๆ ข้าขอปฏิเสธ"
"งั้นหรือ ช่างน่าเสียดาย ในเมื่อพูดคุยกันดีๆไม่ได้ก็ต้องใช้กำลังบังคับเท่านั้น"เหล่ยหงกล่าว วงเวทย์เทียนจินหมุนเวียนอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีม่วงปะทุขึ้นและห้อมล้อมร่างกายเอาไว้ ขาของเขาก้าวออกไปเพียงเก้าเดียวเท่านั้นราวกับสายฟ้าที่กระพริบไหว ไป่หนี่ตื่นตระหนกยกใหญ่นางสัมผัสได้ถึงหมัดที่ปะทะเข้ากับร่างกายจนกระเด็นออกไปโดยที่นางไม่รู้ตัว
"บูมม!"
"ยอดเยี่ยมเหลือเกิน ความเร็วของท่านพี่"เหล่ยอู๋ตี้มองไปที่เหล่ยหงพี่ชายคล้ายกับว่าเคารพนับถือจากใจ
"บัดซบ! เหตุใดมันถึงได้แข็งแกร่งปานนี้กัน"ไป่หนี่ที่ลุกขึ้นมาได้กล่าวพร้อมปาดเลือดที่มุมปาก ต้องบอกก่อนว่านางค่อนข้างมั่นใจในฝีมือตนเองพอสมควร แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่ยหงมันก็ราวกับตัวนางเป็นเด้กน้อยอย่างไรอย่างนั้น
"อ๊าก!!!"
ในเวลาเดียวกันเสียงกรีดร้ององครักษ์ของนางดังขึ้นมาไม่ขาดสาย เมื่อหันกลับไปพบว่าบัดนี้นอกจากชายชุดดำแปดคนเมื่อครู่กับมีร่างที่ปกคลุมไปด้วยออร่าแห่งความมืดอีกสิบคนด้วยกัน
"ใช่ เวลาที่เจ้าจะหันไปมองคนอื่นหรือ"เสียงของเหล่ยหงกระซิบข้างหู ไป่หนี่ได้ยินก็พลันฟาดฝ่ามือออกไปอย่างแข็งกร้าว แต่กลับถูกสวนด้วยลูกเตะจนกระเด็นออกไปไกล
"ปั้ง!"
"อัก!!"
นางกระอักเลือดคำโตใบหน้าซีดราว ตั้งแต่การต่อสู้เริ่มขึ้นนางยังไม่ทันได้ใช้พลังปราณในการโจมตีเลย ใช้เพียงแค่ป้องกันเท่านั้นเพราะการโจมตีของอีกฝ่ายแม้มันจะเรียบง่ายแต่ก็รวดเร็วจนเกินไป
"หึ หอคอยสายฟ้าตกต่ำถึงขนาดร่วมมือกับพวกปีศาจมารอสูรแล้ว วันนี้ต่อให้ข้าตายก็จะไม่มีวันเป็นเครื่องมือของเจ้า!!"นางกล่าวเสียงแข็ง พร้อมปะทุพลังปราณน้ำแข็งออกมาจนทั่วทั้งป่ากลายเป็นน้ำแข็ง
เหล่ยหงได้เห็นพลันยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน ลมปราณเหมันต์ของไป่หนี่อาจจะดูน่าหวาดกลัวในสายตาของคนอื่นแต่กลับกันสำหรับเขามันก็ราวกับของเด็กเล่นก็ไม่ปาน
"วิหคผนึกราชัน!"ไป่หนี่ตะโกนกึงก้อง วิหคน้ำแข็งสีขาวปรากฏแผ่เสียงร้องคำรามไม่ขาดสาย เหล่ยหงแสยะยิ้มลมปราณสายฟ้าปะทุขึ้นทั่วร่างกาย จากนั้นถูกสร้างเป็นกระบี่สายฟ้าสีม่วงเล่มหนึ่งขนาดใหญ่เข้าปะทะกับวิหคน้ำแข็งของไป่หนี่จนมันแหลกสลายไปตามๆกัน
ทั้งสองเมื่อปะทะกันด้วยทักษะใหญ่ก็พลันถอยหล่นกันออกไปถึงสิบก้าวด้วยกัน ในขณะที่ไป่หนี่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวนั้น จักรพรรดิอัสนีเหล่ยอู๋ตี้ก็ปรากฏขึ้นด้านหลังและฟาดฝ่ามือที่เต็มไปด้วยปราณสายฟ้าที่หนาแน่นใส่ในทันทีจนร่างของไป่หนี่กระเด็นติดภูเขา
จักรพรรดินีหิมะขาวแห่งแดนเหนือที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนทั้งสี่บัดนี้กลับถูกระดับจักรพรรดิสองคนเล่นงานปางตาย เนื้อตัวนางเต็มไปด้วยรอยดำไหม้จากการถูกสายฟ้า สติตอนนี้เองเริ่มเลือนรางเต็มที
"บัดซบ! ข้าจะต้องมาตายที่นี่จริงๆหรือ"ไป่หนี่อุทานกับตนเอง ฝ่ามือที่จักรพรรดิอัสนีโจมตีนางเมื่อครู่ทำให้เส้นลมปราณของนางเสียหายอย่างหนักจนมิอาจที่จะดึงพลังปราณมาใช้ได้อีกต่อไป ร่างกายของนางอ่อนยวบและล้มลงในทันที
"พานางกลับไป ข้าจะนำนางไปต่อรองกับหอคอยหิมะ"เหล่ยหงกล่าวอย่างเรียบเฉย เหล่ยอู๋ตี้รีบทำตามที่พี่ชายสั่งในทันทีและค่อยๆเดินไปหาไป่หนี่ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่เย้ยหยันเต็มไปด้วยความสุขใจ