ในที่สุด เช้าตรู่ของวันทดสอบคัดเลือกเป็ตัวแทนของสำนักก็มาถึง ... ณ ลานกลางสำนักผู้คนมากมายมารอทดสอบและมารอดู ผู้าุโตงเจ๋อเดินออกมาพร้อมเต้าสุรา พร้อมกล่าว "วันนี้เป็วันทดสอบ ท่านจ้าวสำนักจะมาทดสอบพวกเ้าเอง ... ในรอบปีนี้ มีคนมาสมัครมากกว่าที่ข้าคิดไว้ พวกเ้าหลายคนมาสมัครวันสุดท้าย มีคนมาสมัครถึงเกือบสามร้อยคนทีเดียว"
สักพักใหญ่ กลางอากาศชายสูงอายุ รูปร่างสง่างามเหมือนชายหนุ่มวันประมาณสี่สิบปีทะยานลงมาจากท้องฟ้า ผู้ที่ลงมาไม่ใช่คนอื่นไกล หากเป็จ้าวสำนักอัคคีไห่เหิง นาม หว่อเสินเจียง ในพริบตาก็มาปรากฏอยู่บนลานกลางของสำนัก
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... ปีนี้ช่างคึกคักดียิ่งนัก ข้าพึ่งกลับมาจากการชุมนุมของกลุ่มเ้าสำนักที่จะเข้าร่วมในงานเปิดหุบเขาอสูร์ ข้ารู้มาว่าในปีนี้ จะมีสำนักใหญ่น้อยมากมายสนใจเข้าร่วม อย่างที่อ่านาุโตงเจ๋อบอกพวกเ้า ในปีนี้มีคนสมัครร่วมสามร้อยคน แต่เราต้องคัดเลือกให้เหลือหนึ่งร้อยคนเพื่อทดสอบในสนามที่สอง และคัดเลือกให้เหลือเพียงสิบคนสุดท้ายเป็ตัวแทนสำนัก พวกเ้าจงพยายามให้ดีละกัน
ในกลางปีนี้หรืออีกสี่เดือน จะครบกำหนดรอบ 10 ปี ทุกสำนักในชางไห่และบริเวณใกล้เคียง จะมาเข้าร่วมงานเปิดหุบเขา จ้าวสำนักจะเปิดหุบเขาอสูร์เข้าไปเพื่อฝึกวิชาและแข่งขันกัน การต่อสู้าเ็ล้มตาย มีทุกครั้งแม้จะเป็กฏ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ มาควบคุมได้ และในวันนี้ ทางสำนักจะคัดเลือกศิษย์สายในและสายนอกจำนวนหนึ่งเข้าร่วมในครั้งนี้ แต่จะเปลี่ยนจากเดิม คือ ข้าจะคัดเลือกจากศิษย์สายในห้าคนและศิษย์สายนอกอีกห้าคนเป็สิบคน ทั้งสิบคนที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการถ่ายทอดวิชายุทธ์ในระดับระดับิญญาพลังตะวันแดงในหอยุทธ์ชั้นห้าซึ่งไม่ได้เปิดมานานแล้ว และ 1 ใน 10 หากมีวาสนา จะได้เข้าไปในหอปรมาจารย์าอีกด้วย นี่คือกฏเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงในรอบปีนี้ " จ้าวสำนักอัคคีไห่เหิงหว่อเสินเจียงกล่าวออกมาด้วยพลังเสียงกระจายออกมาต่อหน้าศิษย์หลายหมื่นคนที่เข้ามาบริเวณลานกลางและรายล้อมอยู่รอบหุบเขา ศิษย์ที่อยู่รายรอบล้วนได้ยินเสมือนฟังอยู่ใกล้ ๆ จ้าวสำนัก
"สำหรับรายละเอียดการทดสอบในสนามทดสอบแรก พวกเ้าจะต้องใช้พลังที่มีในการต่อสู้ ในสนามนี้ พวกเ้าจะถูกสุ่มชื่อจากป้ายอัคคีขึ้นไปสนามประลอง พวกเ้าจะต้องพยายามกำจัดคนอื่นออกไป แม้จะเป็การต่อสู้กัน แต่ห้ามทำให้เสียชีวิตโดยเด็ดขาด ด้วยในสนามนี้ พวกเ้าจำเป็ต้องดิ้นรนที่จะอยู่รอดในสนามให้นานที่สุด าเ็น้อยที่สุด เพื่อความอยู่รอดนั่นเอง เพราะในป่าอสูร์ เ้าต้องต่อสู่กับผู้คนมากมาย สัตว์อสูตร หรือสิ่งต่าง ๆ ในมิติในป่านั้น ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรบ้าง หากเ้าไม่สามารถเอาตัวรอดได้ในสนามทดสอบ แสดงว่าเ้าไม่เหมาะที่จะเข้าสู่ป่าอสูร์นั้นเอง หากพวกเ้าคนไหนไม่ไหว เ้าสามารถออกจากสนามได้ทันที หรือใครที่ออกมาแล้ว ้าแก้มือ พวกเ้าสามารถกลับเข้าไปใหม่ได้ ตราบใดที่หินอัคนีส่งชื่อเ้าขึ้นไป" เหิงหว่อเสินเจียงกล่าวออกมาอีกครั้ง
"เพื่อเป็การลดการโกง ในปีนี้ ทางสำนักจัดให้มีสองสนามทดสอบพร้อมกัน พวกเ้าต้องไปลงสนามที่ป้ายอัคคีประกาศแจ้งให้ทันเวลา ถ้าพวกเ้าพร้อมแล้ว ข้าจะให้าุโสูงสุดช่วยดำเนินการต่อจากนี้" หว่อเสินเจียงกล่าวและมองไปที่าุโสูงสุด ฟงห้าวหนาน
"เอาละ ท่านจ้าวสำนักประกาศไปละเอียดดีแล้ว ข้าจะขอเสริมกฏเกณฑ์ให้พวกเ้าอีกด้วย ในการทดสอบ พวกเ้าต้องดูที่ป้ายอัคคีประกาศแจ้ง เมื่อชื่อของพวกเ้าขึ้นบนป้าย หินอัคคีหยกที่พวกเ้าได้รับตอนนี้ จะส่งพวกเ้าไปยังสนาม อัคคีหยกเหล่านี้ จะเก็บพลังที่เ้ามีอยู่ เมื่อเ้าถูกทำร้าย พลังของเ้าในหยกก็จะลดลงไปด้วย ที่สำคัญพวกเ้าเมื่อเข้าสู่สนามจะมีเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปที่จะต้องอยู่ในสนามให้ได้ และพวกเ้าจะถูกแปลงโฉมใหม่โดยค่ายกลมิติของสำนัก พวกเ้าจะจดจำตัวตนของอีกฝ่ายไม่ได้รายชื่อถูกสุ่มขึ้นมารอบละสามสิบถึงห้าสิบคนในสนาม หญิงชายปะปนกัน เมื่อะโเข้าไปในสนามที่มีมิติคลุมอยู่ ภายนอกเห็นเป็หมอกสีขาวกระจายเต็มสนาม เมื่อเข้าไปภายใน รูปร่างหน้าตาล้วนถูกเปลี่ยนโดยหินมิติ" ฟงห้าวหนานประกาศและกดป้ายหินอัคคีเพื่อประกาศชื่อคนลงในสนามทันที
รายชื่อผู้คนปรากฏพร้อมแสดงรายชื่อร่วมร้อยคนแรกให้ไปทดสอบในสนามที่หนึ่งและสอง ผู้คนต่างแตกตื่นเพราะยังไม่เคยเข้าทดสอบมาก่อน หินอัคคีหยกส่งผู้คนลงสู่สนามที่ตนเองมีชื่อ เมื่อเข้าไปแล้ว รูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็ใคร อีกทั้งหมอกสีขาวทึบที่กระจายอยู่เต็มลานสนามทดสอบมีมาก บางแห่งมองเห็นเลือนลาง บางจุดมองไม่เห็นอะไรเลย ต่างต้องใช้วิธีการฟังเสียง หรือใช้จิตัั ใครจิตััดี ก็จะรู้ว่ามีใครอยู่ใกล้ ๆ บ้าง
เมื่อเหตุการณ์เป็เช่นนี้ พวกที่ลงสนามจึงพยายามทำร้ายผู้คนเมื่อััได้ว่าในบริเวณใกล้เคียงมีคนอยู่ใกล้ ๆ พวกเค้าต้องใช้กำลังตนเอง พลังปราณของตัวเองในการทำให้ผู้อื่นาเ็และออกจากสนาม เพราะอาวุธเป็สิ่งต้องห้ามในสนามทดสอบนี้
ผู้คนมากมายถูกทำร้ายกระแทกออกนอกสนามทดสอบคนแล้วคนเล่า โดยผู้มีพลังเหนือกว่า แสดงถึงความโเี้ของผู้คนมากมายในการดิ้นรนและทำร้ายผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด ผู้ที่มีพลังมีอำนาจเท่านั้นที่จะอยู่รอด มันคือกฏเกณฑ์ที่รับรู้กันมาช้านานนับล้านปีแล้ว
ในส่วนของลี้เฟยและจ้าวหยานเอ๋อ ยังไม่ได้ถูกส่งขึ้นไป ทั้งสองยืนรอดูป้ายอัคนีที่มีรายชื่อคนที่ถูกส่งเข้าและส่งออกเปลี่ยนแปลงแทบจะตลอดเวลา ลี้เฟยลองใช้จิตมายามองผ่านเข้าไปที่สนามทดสอบที่มีม่านมิติและหมอกขาวทึบ พบว่า ตนเองสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ เคลื่อนไหวได้ ทำให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
สักพักใหญ่ ๆ หลงชิงเอ๋อ ก็ถูกส่งตัวไปสนามหนึ่งอย่างรวดเร็ว จ้าวหยานเอ๋อหายวับไปในพริบตาหลังจากเสียงจากหินอัคนีหยกร้องเสียงดัง ลี้เฟยมองเข้าไปที่สนามแรกเพื่อมองหาจ้าวหยานเอ๋อ นางถูกแปลงเป็ชายหนุ่ม ลี้เฟยสามารถมองตัวตนได้จากจิตมายาที่กล้าแข็งมากขึ้น
"ในสนามนี้ข้าไม่ค่อยห่วงท่านเท่าไหร่ ข้าเชื่อว่าท่านใช้จิตััและปราณบินช่วยลดการปะทะได้ พลังของท่านที่แสดงในหินอัคนีหยก ถ้าท่านคงอยู่ในนั้นได้หนึ่งก้านธูปท่านก็ผ่านแล้ว เพียงแต่ท่านต้องรักษาพลังปราณของท่านให้เหลือมากกว่าผู้อื่นในตอนท้าย" ลี้เฟยส่งกระแสเสียงไปยังหลงชิงเอ๋อในสนาม
"ข้ารู้แล้ว ลี้เฟย ขอบใจเ้ามาก" หลงชิงเอ๋อส่งกระแสเสียงกลับมา เป็เสียงที่สื่อสารรับรู้ได้เพียงคู่สนทนาเท่านั้น
ลี้เฟยยืนดูสลับไปสลับมาสองสนาม ทันใดนั้น ก็ถูกส่งตัวเข้าไปสนามที่สอง ลี้เฟยถูกแปลงเป็ชายหนุ่มเช่นกัน แต่หน้าตาเปลี่ยนไป ใครมองดูก็จะไม่รู้ว่านี้คือใครอยู่ดี เมื่อเข้าไปแล้ว ลี้เฟยก็ใช้ปราณบินทันที ลี้เฟยบินไปมาสลับกับการยืนดูอยู่บนอากาศเหนือสนาม จะมีใครคาดคิดว่าจะมีใครบินอยู่เหนือหัวที่ยืนกันตอนนี้ เพราะที่ผ่านมา ไม่มีปรากฏว่าจะมีศิษย์สายในหรือศิษย์สายนอกคนไหน สามารถบินได้ โดยไม่มีอาวุธเป็ตัวขับเคลื่อน
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ก็ยังมีศิษย์สายในจำนวนหนึ่ง ััได้ถึงตัวตนของลี้เฟย จึงทะยานเข้าไปกระแทกและทำร้ายลี้เฟยเพื่อให้หลุดออกจากสนาม ด้วยพลังของศิษย์สายในหลายคนที่เริ่มเข้าสู่ระดับกึ่งราชัน หรือชั้นราชัน ทำให้ัักล้าแข็งกว่าระดับิญญา ทำให้ลี้เฟยได้รับาเ็อยู่หลายครั้ง ระดับพลังในอัคนีหยกจึงลดลงไปหลายครั้ง ทว่า ลี้เฟยก็ใช้เจตจำนงการเคลื่อนย้ายในการดึงพลังธรรมชาติรอบตัวเข้ามา ก่อเกิดเป็กระแสธาตุหลากหลายพุ่งเข้าสู่ลี้เฟย
อากาาราเ็ทุเลาอย่างรวดเร็ว ด้วยปราณธาตุในบริเวณนี้มีพลังมิติที่สำนักเปิดไว้ ทำให้มีการดึงพลังธรรมชาติเข้าสู่สนามเพื่อเป็พลังนั่นเอง และลี้เฟยก็ดึงพลังธรรมชาติจากสนามมิติส่งเข้ามาอีกที ถือได้ว่าเป็ประโยชน์โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน
พลังธาตุถูกส่งเข้าไปซึมซับผ่านิั ผ่านจุดอุณาโลมเข้าสู่จุดตันเถียน จุดจักระั และจุดจักระกิเลนไม่หยุด ในระหว่างนี้ ลี้เฟยก็เคลื่อนย้ายไปที่ต่าง ๆ รอบสนาม แต่ก็ยังมีคนจับััและทำร้ายได้ แม้ไม่มาก แต่ก็มีไม่น้อยทีเดียวที่มีระดับพลังที่สูงกว่าลี้เฟยในยามนี้
ลี้เฟยสังเกตเห็นว่า พลังธาตุธรรมชาติถูกส่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่จุดจักระั พลังธาตุไหลต่อเนื่องเข้าไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากกว่าที่อื่น ในขณะที่ลี้เฟยส่งจิตมองเข้าไปในร่างตนเอง ก็พบว่า ในจุดจักระกิเลน สิ่งที่ดูเหมือนก้อนหินมีการเปลี่ยนแปลง มันคือต้นกล้าของต้นไม้ที่เริ่มงอกออกมา และยึดอยู่ในหินก้อนใหญ่หนึ่งในสองก้อนที่ลี้เฟยได้มาจากถ้ำของจักรพรรดิกิเลนทอง มันคือต้นอะไร ทำไมมันมางอกในร่างกายข้าได้ ไว้ข้าต้องศึกษาเ้าแล้ว ลี้เฟยคิดพร้อมมองดูการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเห็นชัด
"เ้าดูเด็กหนุ่มคนนั้น อายุยังน้อยนัก สามารถบินได้แล้ว น่าจะเป็พลังปราณบินหรือไม่นะ เ้าเด็กนี่ฉลาดมีไหวพริบ กฏที่จะผ่านไม่ได้ระบุว่าต้องทำร้ายผู้อื่น แม้นว่าจะทำร้ายได้ เพียงแต่จะผ่านได้ต้องมีพลังในอัคนีหยกมากกว่าคนอื่นเเละอยู่ได้นานถึงหนึ่งก้านธูป ... " เหิงหว่อเสินหัวเราะและหันไปมองไปที่าุโสูงสุด ฟงห้าวหนาน และทั้งสองคนก็มองไปที่าุโตงเจ๋อเพื่อสอบถามอีกครั้งเื่ปราณบิน
"เ้าหนุ่มนั่นชื่อ ลี้เฟย ข้าพึ่งจะถ่ายทอดปราณบินให้มันไปพร้อม ๆ กับหยานเอ๋อศิษย์สายใน เมื่อสองวันก่อนนี้เอง" าุโจงเต๋อตอบรับด้วยความภาคภูมิใจ
"หลงชิงเอ๋อหัวไหว มีไหวพริบ ได้ท่านสอนถือเป็วาสนาของนาง ส่วนลี้เฟย เป็ศิษย์สายนอกหรือไม่ ข้าไม่คุ้นหน้ามาก่อนเลย" าุโฟงห้าวหนานสอบถามต่อ
"เป็ศิษย์ใหม่ เข้ามาเดือนก่อนนี้เอง แต่ข้าััถึงพลังในตัวเด็กคนนี้หลายอย่าง ถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว มีอีกเื่ที่ท่านจำเป็ต้องรู้ พวกท่านลองเข้าไปที่หอยุทธ์ และไปดูภาพัาในหอยุทธ์ละกัน ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น ข้าบอกได้ว่า เกี่ยวกับเ้าเด็กคนนี้แน่นอน" าุโตงเจ๋อกล่าวย้ำให้จ้าวสำนักและฟงห้าวหนานฟัง
ในที่สุดเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป สนามพลังมิติของทั้งสองสนามปิดลง อัคคีหยกของแต่ละคนถูกส่งกลับไปที่ป้ายอัคนีทันทีเมื่อพลังมิติที่สนามถูกปิด จากนั้นรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบ โดยการวัดระดับพลังที่เหลือก็แสดงขึ้นมาบนป้าย ผู้คนรายล้อมดูรายชื่อด้วยความตื่นเต้น
ในรอบนี้มีผู้ผ่านการทดสอบ โดยมีศิษย์สายในจำนวนมากและส่วนศิษย์สายนอกเองก็ผ่านหลายคนเช่นกันแม้จะน้อยกว่าจำนวนของศิษย์สายใน และหนึ่งในนั้น คือ จ้าวเวย ศิษย์สายในที่เป็ศัตรูกับลี้เฟยนับั้แ่แรกเจอรวมอยู่ด้วย แน่นอนว่า ลี้เฟยและจ้าวหยานเอ๋อก็ผ่านการทดสอบนี้ด้วยเช่นกัน
ในที่สุด ... หนึ่งวันของการทดสอบก็ผ่านไป หนึ่งร้อยคนของผู้ที่สอบผ่าน จะต้องเข้าทดสอบในสนามทดสอบที่สองที่บริเวณหุบเขาอสูรส่วนในด้านตะวันออกของสำนัก ที่ถือเป็เขตต้องห้ามของสำนัก
รายชื่อหนึ่งร้อยคนวิ่งขึ้นไปบนป้ายอัคนี แยกเป็ส่วนของศิษย์สายในและศิษย์สายนอก รายชื่อนี้ไม่ได้บอกระดับพลังที่เหลือ หากแต่ขึ้นคละกันไปไม่ได้แสดงระดับพลังแต่อย่างใด สำหรับในส่วนของศิษย์สายในที่ลี้เฟยรู้จัก คือ หลงชิงเอ๋อ ก็มีเว่ยหัวอีกคนแม้นจะไม่ถูกกัน สำหรับในศิษย์สายนอก ลี้เฟยก็รู้จักอีกคนหนึ่ง ก็คือชายหนุ่มที่ฝึกทวนอยู่ที่ถ้ำด้านหน้าของลี้เฟย หงฟงหมินนั่นเอง