“เช่นนั้นที่ข้าคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้ก็ถูกต้องแล้ว” หลี่มู่เซิงดูเหมือนจะไม่แปลกใจกับเื่นี้เลย
“จวนแม่ทัพอู่่อันลอบตามหาเบาะแสขององค์ชายเจ็ดที่หายสาบสูญอย่างลับๆ ส่วนพวกเขาสองคนก็ปลอมแปลงตัวตนและจงใจให้ถูกพบเข้า ถึงได้ติดตามคนของจวนแม่ทัพอู่อันไปยังเมืองซ่างหยาง”
ชางอิ๋นเยว่กล่าวพลางปรายตามองหญิงสาวอัปลักษณ์ที่อยู่บนพื้นปราดหนึ่ง
ยามนี้หญิงสาวละสายตาจากร่างไร้ิญญาของบัณฑิตหนุ่ม แววตาเปี่ยมด้วยความตื่นตระหนก รีบกล่าวว่า
“เื่องค์ชายเจ็ดแห่งราชสำนักต้าหลีเป็ที่รู้กันไปทั่วทั้งยุทธภพ ข้ากับศิษย์น้องเพียงแค่อยากลองเสี่ยงดูว่าพอจะตบตาได้หรือไม่ คิดว่าหากสำเร็จขึ้นมาจริงๆ ภายหน้าย่อมมีลาภยศสรรเสริญให้เสวยสุขไม่รู้จบ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็ทำสีหน้าเข้าใจในทันที
“ที่แท้ นายพรานที่ยอดเยี่ยมมักจะปรากฏตัวในฐานะเหยื่อเสมอ”
สายตาของชางอิ๋นเยว่ไหววูบ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาทันทีว่า
“เมื่อครู่ดูเหมือนเ้าจะรู้อยู่แล้วว่าบัณฑิตหนุ่มคนนี้มีพิรุธ เ้าสังเกตเห็นได้อย่างไร?”
หลี่มู่เซิงลูบคางพลางกล่าวว่า
“การปลอมตัวของบัณฑิตผู้นี้ยังไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็ยามเดินบนทางเขาที่ลาดชันมาตลอดทาง หรือยามถูกคนของพันธมิตรโลหิตไล่ล่า แม้ภายนอกจะแสร้งทำเป็เหนื่อยล้าอ่อนแรง แต่แท้จริงแล้วกลับรับมือได้อย่างสบายๆ”
“ไม่เพียงแต่ตามร่างกายจะไม่มีาแแม้แต่นิดเดียว แต่หลังจากตรากตรำมาทั้งวันเขายังดูเหมือนคนปกติทั่วไป ซึ่งมันผิดปกติอย่างมาก”
“และแน่นอนว่ายามที่ศิษย์พี่หญิงของเขาถูกคนจากพันธมิตรโลหิตไล่ล่า เขาอาจจะกังวลเื่นางจนเผลอเปิดเผยกลิ่นอายออกมาเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ นั่นทำให้ข้าแน่ใจว่าเขามีปัญหา”
เมื่อฟังจบ ชางอิ๋นเยว่ก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด
หลังจากได้ยินคำพูดของหลี่มู่เซิง ศีรษะของหญิงสาวอัปลักษณ์ผู้นั้นก็ก้มลงทันที พลางพึมพำว่า
“ข้าว่าแล้วว่าศิษย์น้องไม่มีทางไร้น้ำใจต่อข้า... พวกเราเป็รักครั้งเยาว์วัยที่เติบโตมาด้วยกัน ตอนเด็กเขายังเคยบอกว่าจะแต่งงานกับข้า”
“หากไม่ใช่เพราะฝึกวิชาพิษจนเสียโฉม ข้าคงไม่รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับเขา บางทีป่านนี้พวกเราคงเป็สามีภรรยากันไปแล้ว...”
สายตาของหญิงสาวอัปลักษณ์มองไปที่ซากศพอาบเืของบัณฑิตหนุ่ม ก่อนจะหัวเราะออกมากะทันหัน
“ศิษย์น้องยังเคยบอกอีกว่า เมื่อเขาได้เป็องค์ชายเจ็ด จะให้หมอหลวงที่มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศที่สุดในวังมารักษาใบหน้าให้ข้า ให้ข้ากลับมางดงามดังเดิม...”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ หญิงสาวอัปลักษณ์ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้น นางก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา สายตาเ็าจ้องมองไปที่หลี่มู่เซิงพลางกล่าวอย่างอาฆาตแค้นว่า
“เ้าเป็คนฆ่าศิษย์น้อง ข้ารู้ว่าคืนนี้ข้าคงไม่อาจรอดพ้นความตายไปได้ แต่ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะทำให้เ้าต้องชดใช้!”
พูดจบ หญิงสาวอัปลักษณ์ก็ดูเหมือนจะกัดอะไรบางอย่างจนแตก จากนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย
“ท่านอาจารย์จะล้างแค้นให้พวกเรา!”
เห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าใบหน้าของนางเริ่มเน่าเปื่อยและละลายจากภายในสู่ภายนอก จากนั้นก็ลามไปทั่วทั้งร่าง
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ิั เนื้อ และกระดูกของหญิงสาวอัปลักษณ์ก็กลายเป็น้ำสีดำและควันหนาทึบ ส่งกลิ่นเหม็นคาวรุนแรงกระจายไปทั่ว ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือป่าเขา
เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าของชางอิ๋นเยว่ก็ดูแย่ลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า
“นางทำเช่นนี้ คงเป็การส่งสัญญาณพิเศษบางอย่าง นางกำลังส่งข่าวถึงผู้าุโไร้ลักษณ์ผู้นั้น”
หลี่มู่เซิงโบกมือไล่กลิ่นพลางขมวดคิ้ว
“เหม็นเหลือเกิน พวกเราเดินทางต่อกันเถอะ”
ชางอิ๋นเยว่หันมามองเขา
“เ้าไม่กังวลเลยหรืออย่างไร?”
หลี่มู่เซิงเหลือบมองศพของบัณฑิตหนุ่ม ก่อนจะะโขึ้นหลังล่อพลางหัวเราะเบาๆ
“สิ่งที่ศิษย์ไม่ได้มอบให้ข้า กลับให้ผู้เป็อาจารย์เดินทางไกลมาส่งให้ ก็นับว่านางมีน้ำใจแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็นิ่งเงียบจ้องมองหลี่มู่เซิงอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วเรียวงามขมวดมุ่นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกล่าวว่า
“เ้าสามารถฆ่าบัณฑิตหนุ่มผู้นี้ได้ เช่นนั้นอย่างน้อยเ้าก็ต้องมีพลังในระดับปรมาจารย์วิถียุทธ์ แม้ข้าจะรู้ว่าไม่ควรละลาบละล้วงเื่ของเ้าจนเกินงาม”
“แต่ข้าเดาว่าเ้าต้องมีวาสนาบางอย่าง และต้องเป็วาสนาครั้งใหญ่ที่ทำให้คนในยุทธภพมากมายต้องแย่งชิงกันจนนองเื มิเช่นนั้น ด้วยอายุเพียงเท่านี้เ้าไม่มีทางมีตบะที่น่าทึ่งเพียงนี้ และยังมีวิชายุทธ์หายากอย่างการสกัดจุดจากระยะไกลได้”
ขณะที่กล่าว แววตาของชางอิ๋นเยว่ก็ปรากฏความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้นมาพลางว่า
“อย่างไรก็ตาม ข้ายังมีเื่อยากจะเตือนเ้าสักประโยค ก่อนที่จะยืนยันฐานะองค์ชายได้อย่างแน่นอน หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ พยายามอย่าเปิดเผยความสามารถของตนเองออกมา”
“เมืองหลวงนั้นซับซ้อนกว่าที่เ้าคิดมาก ก่อนที่ฝุ่นจะหายตลบ ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้ เ้าอาจต้องสังเวยชีวิตได้ทุกเมื่อ”
“อีกอย่าง เมื่อถึงเมืองซ่างหยางแล้ว ก็อย่าได้เชื่อใจใครโดยง่าย แม้แต่ข้า... เ้าก็ห้ามเชื่อ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็แสดงสีหน้าแปลกใจ เอ่ยถามอย่างสงสัยว่า
“เพราะเหตุใด?”
“ไม่มีเหตุผล ข้ากล่าวเพียงเท่านี้ เ้าแค่จำคำของข้าในคืนนี้ไว้ให้ดี ต่อไปข้าจะไม่พูดมันอีก”
พูดจบ ชางอิ๋นเยว่ก็หันหลังเดินกลับไปยังหุบเขา ลงมือบั่นศีรษะของยอดฝีมือทั้งสามจากพันธมิตรโลหิตที่าเ็สาหัสด้วยตนเอง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทั้งสามคนนี้ย่อมอยู่ในรายชื่อที่ต้องกำจัดของราชสำนักเช่นกัน
จากนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็เหลือบมองเิซานและหยวนเหมยทั้งสองคน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือ นางเดินกลับมาที่ริมทางเขาแล้วะโขึ้นหลังล่ออย่างแ่เบา
“ไปกันเถอะ”
นางเอ่ยเรียกอย่างสงบ ก่อนจะเริ่มออกเดินทางไปตามทางเขาเป็คนแรก
หลี่มู่เซิงยักไหล่ คำพูดมากมายที่นางเพิ่งกล่าวมานั้น เขาฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
เขาตบบั้นท้ายล่อที่ขี่อยู่เบาๆ แล้วก้าวสู่เส้นทางเขาท่ามกลางความมืดมิด ยามนี้แสงจันทร์ปรากฏขึ้น สาดส่องผืนป่าเบื้องหน้าให้ดูเงียบสงบและผ่องใสเป็พิเศษ
ม้าค่อยๆ ห่างไกลจากหุบเขาที่เต็มไปด้วยซากศพสภาพน่าเวจนา ราวกับเป็โลกคนละใบ
……
เวลาผ่านไปสองวัน ชางอิ๋นเยว่และหลี่มู่เซิงไม่พบอุปสรรคใดๆ ตลอดทาง และเข้าสู่เขตจิงโจวได้อย่างราบรื่น
ทันทีที่เข้าสู่จิงโจว หลี่มู่เซิงก็ััได้ถึงความแตกต่างจากมณฑลอื่นๆ ของต้าหลีอย่างเห็นได้ชัด
บ้านเมืองที่นี่เป็ระเบียบเรียบร้อย ทั้งเกษตรกรรมและการค้าล้วนรุ่งเรืองยิ่ง แม้จะยังเห็นคนในยุทธภพที่ถือดาบพกกระบี่อยู่ไม่น้อย แต่ตลอดทางที่ผ่านมา กลับไม่เห็นเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทหรือเข่นฆ่ากันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ขุมกำลังยุทธภพที่นี่ดูเหมือนจะเปลี่ยนนิสัยไป ยามพบเจอเหล่ามือปราบของทางการต่างก็พากันสุภาพนอบน้อม
พวกเขายังเคยพบกลุ่มทหารของทางการที่ยกพลไปปราบโจรป่าบนเขาอย่างเอิกเกริก ซึ่งในนั้นยังมีจอมยุทธ์ผู้กล้าหาญหลายคนที่อาสาเข้าร่วมช่วยเหลือระหว่างทางด้วย
“แม่นางชาง จิงโจวแห่งนี้ดูไม่เลวเลยนะ เมืองซ่างหยางนั่นก็อยู่แทบเบื้องพระยุคลบาท จะเลวร้ายอย่างที่เ้าว่าจริงๆ หรือ”
นับจากคืนนั้นเป็ต้นมา ไม่ว่าหลี่มู่เซิงจะพยายามชวนคุยเพียงใด ชางอิ๋นเยว่ก็ดูไม่ใคร่อยากจะเสวนาด้วยนัก นางเอาแต่ทำหน้าตาเหมือนมีเื่หนักอกอยู่ตลอดเวลา
หลี่มู่เซิงรู้สึกว่า สาเหตุหลักของเื่นี้น่าจะเป็หลังจากที่เขาฆ่าบัณฑิตหนุ่มคนนั้นและเปิดเผยฝีมือออกมาเล็กน้อย
ในตอนนั้น แม้ชางอิ๋นเยว่จะพูดกับเขามากมายและเขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก แต่ท่าทีที่เปลี่ยนไปของนางที่มีต่อองค์ชายเจ็ดอย่างเขานั้น เขาก็มองเห็นมันอย่างชัดเจน
แม่นางผู้นี้ต้องมีความลับบางอย่างปกปิดข้าอยู่แน่ๆ
หลี่มู่เซิงมองแผ่นหลังของชางอิ๋นเยว่พลางครุ่นคิด
ในตอนนั้นเอง ชางอิ๋นเยว่ก็หันกลับมาอย่างกะทันหันแล้วกล่าวว่า
“จิงโจวสงบสุขจริงๆ หากเ้าเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา ก็คงสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างสงบไปตลอดชีวิต”
“แต่น่าเสียดายที่เ้าไม่ใช่ อีกอย่าง เสือโคร่งกับอสรพิษ ใครเล่าจะยอมเปิดเผยเล็บและเขี้ยวพิษออกมาง่ายๆ?”
“เมื่อพวกมันเผยเล็บและเขี้ยวพิษออกมา นั่นย่อมเป็เวลาที่จะขย้ำเหยื่อ และในเมืองซ่างหยางแห่งนั้น มีเสือโคร่งและอสรพิษซุกซ่อนอยู่มากเกินไป”