หลินอันเห็นท่าทางร้อนอกร้อนใจของสวีหว่านหนิงแล้วในที่สุดก็ทำในสิ่งที่ตนอยากทำมาโดยตลอด
เขายกมือลูบเส้นผมที่กระดกขึ้นมาบนศีรษะของสวีหว่านหนิงอย่างแผ่วเบา
“ฉันรู้ขอบเขตดีไม่กระทบกระเทือนบาดแผลหรอก”
สวีหว่านหนิงหน้าแดงก่ำ
เธอเบือนหน้าหนีสายตาของหลินอันแล้วบุ้ยปากบ่นว่า “พูดก็พูดสิ จะยกมือลูบหัวฉันทำไม”
ทำเอาเธอเขินไปหมด
สวีเม่าหนิงผลักประตูเข้ามาในห้องแล้วเห็นภาพตรงหน้าพอดิบพอดี
เขากำลังกังวลว่าตนมาไม่ถูกเวลาหรือเปล่าทันใดนั้นก็เห็นพี่สาวของตนเดินตรงมาควงแขนเขาอย่างกระตือรือร้น
“เม่าหนิงมาหาพี่งั้นเหรอ”
ต้องตอบว่าใช่ช่วยพาเธอออกจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้ที
สวีเม่าหนิงพยักหน้า“แม่ให้มาบอกว่า วันนี้หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ที่หมู่บ้านของเธอโทรมาหลายสายแล้วน่าจะมีธุระสำคัญ”
หลังสวีหว่านหนิงมาถึงปักกิ่งและจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเธอก็ใช้โทรศัพท์บ้านโทรไปหาฝ่ายคณะใหญ่ แม่หลิน และลูกอีกสองคน
ดังนั้นหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่จะโทรมาหาเธอที่บ้านจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
สวีหว่านหนิงครุ่นคิด“หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ตามหาฉัน น่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่โรงงานสาขา”
สวีเม่าหนิงฟังคำพูดพึมพำของพี่สาวไม่ชัดก่อนจะถามว่า “จะกลับบ้านหรือเปล่า แม่บอกว่าถ้าเธอไม่อยากรับสายครั้งหน้าถ้าเขาโทรมาอีกแม่จะช่วยบอกปัดให้”
“กลับสิจะไม่กลับได้ยังไง!”
สายตาของสวีหว่านหนิงหันไปมองที่เตียง
หลินอันนั่งอยู่ข้างเตียงพลางฟังสองพี่น้องคุยกันเขาพูดอย่างเข้าอกเข้าใจว่า “เธอกลับไปเถอะ คืนนี้นอนพักให้สบาย ไม่ต้องห่วงฉัน”
“ฉันแค่อยากถามคุณว่าอยากกลับบ้านกับฉันไหม”
“ลูกเขยอัปลักษณ์ [1] ยังไงก็ต้องเจอหน้าพ่อตาจริงไหมล่ะ”
อัปลักษณ์?
หลินอันยกมือลูบใบหน้าตัวเองทันที
ระหว่างพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเขาไม่ได้โกนหนวดโกนเครา รอบริมฝีปากเริ่มมีหนวดเคราขึ้นเต็มไปหมด
มันคงน่าเกลียดมากสินะ?
“พ่อน่าจะอยู่บ้านใช่ไหม”
“อืม”สวีเม่าหนิงตอบ พลางจ้องมองไปที่หลินอันตาวาว
เขารู้ว่าพ่อกับพี่ชายรู้สึกผิดกับหลินอันมาโดยตลอดตอนหลินอันหมดสติอยู่ พวกเขาสองคนมาที่โรงพยาบาลเป็นประจำแต่หลังหลินอันฟื้นแล้วกลับไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับหลินอันอย่างไรพวกเขามาเยี่ยมหลินอันแค่ครั้งเดียวในวันที่หลินอันเพิ่งฟื้นเท่านั้นหลังถามคำถามไม่กี่คำก็ไม่เคยแวะมาที่โรงพยาบาลอีกเลย
หลินอันแวะไปที่บ้านสักครั้งก็ดีพวกเขาจะได้พูดคุยเปิดอก ครอบครัวสุขสันต์
หลังคิดได้ดังนั้นสวีเม่าหนิงก็รีบก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้วหยิบชุดไปรเวทในตู้หัวเตียงออกมาให้หลินอัน“พี่เขย รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า พวกเราจะกลับบ้านกัน”
หลินอันกลืนคำพูดปฏิเสธลงไปทันที
คำว่าพี่เขยทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังฝัน
มันทำให้เขาขาดสติจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จตอนไหน
รู้ตัวอีกทีเขาก็มานั่งอยู่บนโซฟาบ้านตระกูลสวีแล้ว
บ้านตระกูลสวีนั้นใหญ่มากเป็นบ้านเดี่ยวหนึ่งหลังที่ด้านนอกมีสวนส่วนตัว เพียงแต่ในสวนไม่ได้ปลูกดอกไม้มีเพียงต้นหญ้าเท่านั้น
การตกแต่งภายในบ้านก็สวยจับตาโซฟาที่เขานั่งอยู่ดูก็รู้ว่าราคาแพงมาก สัมผัสของมันช่างนุ่มสบายเหลือเกิน
หลินอันรู้สึกแปลกแยกจากบรรยากาศรอบตัวด้วยเหตุนี้จึงนั่งเกร็งท่าเดิมตลอดเวลา ไม่กล้าหายใจแรงเกินไปด้วยซ้ำ
แม่สวีรับรู้ได้ถึงความประหม่าของหลินอันเธอวางแก้วชาสีชมพูลงตรงหน้าเขา “นี่คือแก้วที่อาหนิงซื้อมายังไม่เคยมีใครใช้มาก่อน”
“ขอบคุณครับแม่”
เพื่อคลายความประหม่าหลินอันยกแก้วขึ้นมาจิบชาทันทีโดยไม่ทันสังเกตเห็นมือของแม่สวีที่ยกขึ้นห้าม
จนกระทั่งน้ำชาร้อนลวกลิ้นของเขา
สวีหว่านหนิงยื่นผ้าเช็ดหน้าไปที่จ่อริมฝีปากของเขาอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นเขาบ้วนน้ำชาออกมาแล้วจึงกระซิบถามว่า “ลิ้นไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ไม่เป็นไร”
“เด็กคนนี้จะรีบร้อนไปทำไมกัน!”แม่สวียิ้ม “คุยกับพ่อและพี่ชายไปก่อนนะ แม่จะไปเตรียมอาหารเย็นคืนนี้จะเรียกลุงใหญ่กับลุงรองของลูกมาทานข้าวด้วยกัน”
“แม่คะ หนูขอตัวโทรศัพท์กลับไปที่หมู่บ้านก่อนแล้วเดี๋ยวจะไปเป็นลูกมือแม่เองค่ะ”
สวีหว่านหนิงตะโกนไปทางฝั่งห้องครัวจากนั้นก็ตบไหล่หลินอันเบาๆ “วางใจได้ พ่อกับพี่ชายฉันเป็นคนคุยด้วยง่ายอย่าประหม่าไปเลย”
ทางด้านพ่อสวีกับสวีเม่าเหยียนที่ถูกชมว่าเข้ากับคนอื่นง่ายขณะนี้กำลังพยายามคิดหาหัวข้อสนทนา
สวีเม่าหนิงเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของพวกเขาสามคนแล้วก็ตัดสินใจเป็นผู้เปิดบทสนทนา
“พี่เขยพี่เคยคิดอยากให้พี่สาวผมกลับมาอยู่ที่ปักกิ่งบ้างไหม”
หลินอันวางแก้วชาแล้วประสานมือสองข้างวางบนตักเขานั่งหลังตรงกว่าเดิม ก่อนตอบว่า
“เคยฉันรู้อยู่เสมอว่าหว่านหนิงคิดถึงครอบครัวมากแต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างทำให้หลายปีที่ผ่านมาไม่อาจทำให้สมปรารถนาดังนั้นฉันเลยพยายามสร้างผลงานเพื่อขอโอกาสโยกย้ายสังกัด”
“ฉันรู้ว่ามีใครหลายคนนินทาฉันลับหลังว่าเป็นคนทะเยอทะยานมากเกินไปแต่ความตั้งใจแรกและเป้าหมายสุดท้ายของฉันคือการทำเพื่อหว่านหนิง”
“ถ้าฉันอยู่ที่มณฑลเฮยไปตลอดหว่านหนิงก็คงอยู่ที่มณฑลเฮยกับฉันเช่นกันต่อให้ได้กลับมาปักกิ่งก็คงกลับมาแค่ครั้งคราวเท่านั้นแต่ถ้าฉันได้ย้ายมาสังกัดหน่วยงานที่ปักกิ่งเธอก็จะมีเหตุผลให้ย้ายกลับมาอยู่ปักกิ่งเหมือนเดิม”
สวีเม่าหนิงลูบคางตัวเองเบาๆเขารู้สึกข้องใจกับคำพูดของหลินอัน
“พี่เขยย้ายมาสังกัดกองทหารที่ปักกิ่งไม่ใช่เพื่อตัวเองจริงหรือ”
พ่อสวีตวัดสายตาปรามลูกชายแล้วชิงพูดว่า “ถ้าหลินอันอยู่ที่มณฑลเฮยต่อไปป่านนี้คงได้เป็นผู้บังคับการกองพันไปแล้ว แต่หลังจากย้ายมาสังกัดที่ปักกิ่งเขาต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีกว่าจะได้ขึ้นเป็นระดับผู้บังคับการ”
สวีเม่าหนิงทำหน้าตกใจ“พี่เขยอายุมากกว่าผมแค่ไม่กี่ปี แต่จะได้เป็นผู้บังคับการกองพันแล้วหรือ?”
พี่สาวบอกว่าตอนนี้หลินอันเพิ่งอายุ 27-28ปีเท่านั้น อายุใกล้เคียงกับพี่ห้า
ตอนนี้พี่ห้าได้เป็นผู้บังคับการกองพันเพราะเขาเคยปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายมาหลายครั้ง รวมถึงใช้เส้นสายของที่บ้านด้วย
หลินอันไม่มีครอบครัวคอยหนุนหลังแต่กลับจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับการกองพัน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเป็นคนเก่งแค่ไหน
สวีเม่าหนิงเลิกคิดดูแคลนหลินอันทันที
“คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างขอแค่บริสุทธิ์ใจและซื่อสัตย์กับตัวเองก็พอแล้ว”
“คุณพ่อพูดถูกแล้วครับ”
“แต่ฉันคงต้องเตือนไว้ก่อนว่าทุกอย่างต่อจากนี้เธอจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อแลกมันมา แม้ฉันจะมีตำแหน่งสูงแต่ก็ไม่อาจให้ความช่วยเหลือกับเธอได้”
หลินอันพยักหน้า“วางใจได้ครับ ผมจะใช้ความสามารถของตัวเองทำให้หว่านหนิงกับลูกๆอีกสองคนมีชีวิตที่ดีให้ได้ คุณพ่อแค่ช่วยให้ผมได้ย้ายมาสังกัดหน่วยงานที่ปักกิ่งก็ถือว่าช่วยผมได้มากแล้วละครับ ผมคงไม่กล้ารบกวนคุณพ่ออีกแล้ว คุณพ่อกับพี่ห้าแค่คอยเฝ้ามองผมก็พอผมรับรองว่าจะไม่ทำให้ทุกคนต้องขายหน้าครับ”
น้ำเสียงของหลินอันนิ่งสงบมากราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องทั่วไปเท่านั้น
ทว่าความมุ่งมั่นและแน่วแน่ในคำพูดที่เขาเอ่ยออกมาทำให้พ่อสวีหัวเราะเสียงดัง
“พูดได้ดี! ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเธอคือหนึ่งในตระกูลสวีของพวกเรา!”
สวีเม่าหนิงอยากจะกลอกตาใส่พ่อตัวเองเหลือเกิน
เชิงอรรถ
[1]คำว่าอัปลักษณ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหน้าตาน่าเกลียดแต่เป็นการพูดถ่อมตนอย่างหนึ่ง