สองภพ

    บทที่ 33 ความฝันเป็นจริง 2

            ไป๋หลงหลานให้ทหารคนหนึ่งไปเชิญผู้ตรวจการต้าหลี่ซื่อ มู่หย่งอี้ มาเพื่อหารือร่วมกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ใหญ่โตกว่าครั้งที่แล้วนัก พวกมันไม่เพียงต้องการลดทอนอำนาจของเขา หากต้องการเล่นงานเขาให้ถึงโทษประหารชีวิตเลยทีเดียว

            หากนายทหารคนนั้นยังไม่ทันหันหลังพ้นประตูห้องทรงพระอักษร พ่อบ้านของจวนท่านผู้ตรวจการมู่ก็มาขอเฝ้าองค์ชาย 

            “ท่านพ่อบ้าน ท่านเร่งรุดมาเช่นนี้ ท่านมู่มีเหตุอันใดหรือ ข้ากำลังจะให้ทหารไปเชิญท่านมู่อยู่พอดี” เขาเริ่มใจไม่ดี เพราะเหตุการณ์ในฝันของจ้าวรั่วซีเริ่มเป็นจริงแล้ว 

            “ทูลฝ่าบาท ท่านมู่ถูกทหารวังบุกมาเชิญไปสอบสวน ท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏร่วมกับท่านแม่ทัพ ข้าไม่รู้จะไปพึ่งผู้ใด เลยมากราบทูลขอความช่วยเหลือจากฝ่าบาทพะย่ะค่ะ”

            ... สองเหตุการณ์แล้ว ซีซี ฝันเจ้าจะไม่เป็นจริงบ้างไม่ได้หรือไร... ชายหนุ่มทอดถอนอยู่เพียงในใจ อีกไม่เกินหนึ่งวัน พวกนั้นต้องมีราชโองการมาหาเขาแน่นอน


            ณ ห้องทรงพระอักษร ไป๋หลงหลานนั่งครุ่นคิดอยู่เพียงลำพังด้วยความเครียด เพราะเรื่องราวเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เขาคิดไว้มาก แสดงว่าพวกนั้นเตรียมการมานานแล้ว 

            จ้าวรั่วซีเดินเข้ามาพร้อมบ่าวสองคนที่เดินถือถาดอาหารตามเข้ามา 

            “เสวยอาหารเย็นก่อนนะเพคะ”

            แต่แรกชายหนุ่มจะปฏิเสธ แต่เมื่อมองสีหน้าแกมบังคับของหญิงสาวก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ เขาคงไม่สามารถปฏิเสธนางได้แน่นอน

            ระหว่างทานอาหาร จ้าวรั่วซีเห็นชายหนุ่มเครียดมาก เธอจึงพยายามเอาใจ ตักอาหาร แล้วรินชาส่งให้

            “นี่ชาสมุนไพรเพคะ ช่วยให้จิตใจสงบ”

            ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อได้ยินคำว่า ‘จิตใจสงบ’ เพราะความรู้สึกห่างไกลจากคำนั้นมาก

            “มีอะไรให้หม่อมฉันช่วยคลายความกังวลของฝ่าบาทได้บ้างไหมเพคะ” หลังจากรอดพ้นจากคดีฆาตกรรมแล้ว หญิงสาวก็ไม่ได้เข้ามาที่ห้องทรงพระอักษรทุกวันเหมือนเช่นเคย เพราะไป๋หลงหลานให้เธอได้ทำอะไรตามใจชอบ แต่ส่วนใหญ่ หญิงสาวก็จะขลุกอยู่ในห้องหนังสือของเขาในเรือนชู่ซิน อ่านหนังสือมากมายอยู่ในนั้น พร้อมกับฝึกคัดอักษรจีนจนตอนนี้เธอคุ้นเคยกับการใช้พู่กันเขียนตัวอักษร และเขียนได้สวยมากขึ้นแล้ว 

            แต่เธอก็มิได้ละทิ้งหน้าที่พระสนม เธอตั้งใจดูแลเรื่องอาหารและสุขภาพของเขาเป็นอย่างดี อย่างน้อยเธอก็อยากตอบแทนที่เขาให้ที่พักพิงอย่างสะดวกสบายในระหว่างที่เธอยังติดอยู่ที่นี่ ในวันที่องค์ชายหนุ่มทรงงานอยู่ในจวน ทุกยามบ่ายเธอจะเตรียมน้ำส้มคั้นสด หรือน้ำผลไม้อื่นๆ ที่เธอพยายามดัดแปลงเท่าที่จะทำได้ แล้วนำไปให้เขาด้วยตัวเอง ซึ่งหากไป๋หลงหลานมีปัญหาที่คิดไม่ตก เขาก็มักจะใช้เวลาช่วงนั้นปรึกษากับเธอเสมอ

    ไป๋หลงหลาน สบตากับหญิงสาว แล้วค่อยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ 

    “ฝันของเจ้ามันเป็นจริงแล้ว”

            จ้าวรั่วซีถึงกับทำแก้วน้ำชาตกจากมือ เธอมีทีท่าตื่นตระหนก ความหวาดกลัวในคืนนั้นกลับเข้าครอบงหัวใจเธออีกครั้ง จนเขาต้องเอื้อมมือมาคว้ามือเธอไปกอบกุมเอาไว้

            “ยังไม่มีราชโองการมาถึงข้า แต่ก็คงเร็วๆ นี้ ตอนนี้เรายังพอมีเวลาคิดหาทางรับมือ” 

            น่าแปลกที่ความอุ่นของมือใหญ่ที่ถ่ายทอดสู่มือน้อยๆ ของเธอ กลับทำให้ใจเธอสงบนิ่งลงมากพอที่จะกลับมาตั้งสติ แล้วตั้งค่าสมองสู่โหมดการทำงานอย่างจริงจังได้อีกครั้ง

            “เช่นนั้น ทรงเสวยก่อน แล้วค่อยเล่าเรื่องที่เกิดให้หม่อมฉันฟังทั้งหมดนะเพคะ”


            หลังมื้ออาหาร ไป๋หลงหลานจึงเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่เจียงเว่ยลอบเข้าจวนมาตั้งแต่ช่วงเช้ามืด จนถึงเรื่องของมู่หย่งอี้ถูกจับตัวไป 

            “จากทั้งหมดที่ฝ่าบาทเล่า หลักฐานสำคัญชิ้นเดียวที่สามารถจับกุมท่านแม่ทัพและท่านมู่ได้ ก็คือจดหมายสั่งการจากฝ่าบาทหรือเพคะ”

            “ใช่ ข้าถึงบอกว่า แม้วันนี้จะยังไม่มีราชโองการมา แต่ก็คงไม่เกินวันสองวันนี้หรอก” 

            หญิงสาวซักถามเขาถึงอำนาจและขั้นตอนการออกจดหมายสั่งการ เพื่อทำความเข้าใจและหาช่องโหว่ ในการแก้ต่างให้กับเขา

            เมื่อซักถามจนได้ความว่าการสั่งการเคลื่อนทัพนั้น ฮ่องเต้ได้มอบอำนาจให้กับองค์ชายรองเป็นผู้ดูแลกองทัพ เขาจึงสามารถเป็นผู้ออกคำสั่งได้ เช่นนั้นการเคลื่อนทัพใกล้เมืองหลวงโดยที่องค์ชายไม่ได้ออกคำสั่ง และท่านแม่ทัพก็ไม่ได้เป็นผู้กบฎ แสดงว่าเป็นการปลอมแปลงจดหมายสั่งการ โดยที่แม่ทัพน้อยที่เคลื่อนพล อาจจะเป็นเพียงการทำตามจดหมายสั่งการปลอม หรืออาจจะรู้เห็นเป็นใจด้วยก็เป็นได้

    “จดหมายสั่งการทหารเป็นแบบไหนเพคะ มีตัวอย่างให้หม่อมฉันดูหน่อยได้หรือไม่เพคะ”

            ไป๋หลงหลานจึงนำตัวอย่างจดหมายสั่งการในอดีตมาให้เธอดู เป็นเพราะเขาเป็นคนรอบคอบ ทุกครั้งที่ทำจดหมายสั่งการ เขาจะทำสามสำเนาเสมอ คือ ฉบับแรกส่งให้ผู้รับคำสั่งซึ่งส่วนใหญ่ก็คือท่านแม่ทัพ ฉบับที่สองส่งเข้าหอจดหมายของสำนักยุทธศาสตร์ทหารตามระเบียบราชการเพื่อให้ตรวจสอบได้ และฉบับที่สามเขาจะสำเนาไว้เป็นบันทึกเก็บเอาไว้เอง

            “ทรงรอบคอบดีจังเพคะ” เธอเอ่ยชม 

    “หากฝ่าบาทมีสำเนาจดหมายสั่งการเก็บไว้แบบนี้ ขอหม่อมฉันดูหลายๆ ฉบับที่แตกต่างกันทั้งเนื้อหา รูปแบบ และวันเวลาที่สั่งการได้ไหมเพคะ”

            จ้าวรั่วซีขอตัวอย่างจดหมายสั่งการหลายๆ แบบ ที่ต่างกันด้วยวันและเวลา นำมาเปรียบเทียบ เพื่อหาบางอย่างที่เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่จากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกับตำรวจสืบสวนมาพอสมควร เธอจึงคิดว่ามันอาจจะมีอะไรที่สามารถหาเบาะแสเพิ่มเติมได้ เช่น พวกลายมือ ลายเซ็น เป็นต้น

            เธอกำลังนึกถึงลายเซ็น จึงถามเขาว่าการลงนามขององค์ชายมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เขาจึงอธิบายและชี้ให้เธอดูในส่วนที่เป็นตราประทับประจำตัวเขา ซึ่งเป็นชื่อไป๋หลงหลาน และมีลายเส้นรูปมังกรและดอกกล้วยไม้ เหมือนกับป้ายหยกของเขา ร่วมกับตัวอักษรลายมือชื่อของเขา ซึ่งจะเห็นได้ว่าลายมือจะต่างจากเนื้อความในจดหมาย เพราะเขาจะลงนามในจดหมายสั่งการด้วยลายมือตนเองเสมอ จะไม่ใช้เพียงตราประทับเพียงอย่างเดียวเหมือนราชวงศ์และขุนนางคนอื่นๆ

    -------------------------------------------

    ได้เวลาแสดงความสามารถของคุณหมออีกแย้วววว เอาใจช่วยกันค่ะ ว่าจะมีหลักฐานอะไรบ้าง? อ่านเพลิน อย่าลืมกดไลก์ กดเลิฟ กดติดตาม หรือเมนท์ให้กำลังใจไรท์บ้างนะคร้า ~ เลิฟๆ

    คล้ายกับเรื่องสองภพ ที่คุณอ่าน