ระหว่างที่ผมสะกดรอยตามรถตู้สีดำก็มีความคิดแปลกๆ ผุดขึ้นมา เพราะสถานที่ที่พวกนั้นมุ่งหน้าไปคือคังนัมแหล่งสถานบันเทิง
“บังเอิญเหรอ”
ผมนึกถึงแก๊งัดำเป็อย่างแรก อาจจะเกี่ยวข้องกับการที่ผมไปโกลด์บาร์และเห็นการตายของฮันซอลอาไม่ว่าอย่างไรผมก็เป็ผู้พบเห็นเหตุการณ์คนแรก แต่แก๊งัดำจำเป็ที่จะต้องมาสะกดรอยตามผมเหรอ
หรือว่า รู้ความสัมพันธ์ของผมกับฮันซอลอาแล้ว? เร็วขนาดนั้นเลย?
-กริ๊ก
ทันใดนั้นรถก็จอด มีผู้ชายใส่สูทสีดำลงมาจากที่นั่งข้างคนขับ ผู้ชายคนนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิมเหมือนกับกำลังสั่งการบางอย่างกับคนขับรถหลังจากนั้นเขาก็หายเข้าไปในลานจอดรถของโมเต็ลรถตู้เคลื่อนตัวออกไป และพวกการ์ดตัวใหญ่ทั้งหลายก็ค่อย ๆ ก้มหัวให้ทีละคน
“มองยังไงก็มาเฟียชัด ๆ ใช่แก๊งัดำหรือเปล่า...”
ไม่ใช่แค่ด้านนอก แต่พวกพนักงานตรงประตูทางเข้าก็ทำเช่นเดียวกัน ระหว่างนั้นรถเบนซ์สีดำก็ออกมาจากลานจอดรถโมเต็ล คนขับรถคือผู้ชายที่ลงมาจากรถตู้คันสีดำเมื่อครู่
“หมอนั่นเป็หัวหน้าใหญ่สินะ”
ผมใช้พลังจิตของผมเชื่อมกับเสื้อผ้าของผู้ชายคนนั้นทันทีและตามหลังเขาไปการสะกดรอยตามมันยังไม่จบแค่นี้
“เอาล่ะ จะจัดการมันที่ไหนดี”
เป็เื่ง่ายมากที่จะลงมือฆ่าเขา แต่ผม้าข้อมูล ถ้าตั้งใจจะทำแบบนั้นก็ต้องจับมา หาสถานที่เหมาะ ๆ แล้วรีดข้อมูล
“เขาขับแต่บนถนนใหญ่ ถ้าไปเส้นทางอื่นบ้างก็คงดี”
ดูท่าคงจะไม่จอดแวะพักที่ไหน รู้สึกเหมือนเขากำลังกลับบ้าน ปัญหาคือ ถ้าเขามีครอบครัว วันนี้ก็คงจบการสะกดรอยตามแต่เพียงเท่านี้
“ให้ตายสิ...”
ผมจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้แถว ๆ อพาร์ตเมนต์ที่เบนซ์คันนั้นขับเข้าไป เป็อพาร์ตเมนต์หรูหรากล้องวงจรปิดติดตั้งกันเรียงรายหน้าทางเข้า ไม่มีทางที่จะหลบได้เลย
“น่าเสียดาย...”
แต่ไหน ๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว ก็ลองดูเท่าที่ทำได้แล้วกัน
ผมตัดสินใจรอดูสถานการณ์ไปก่อนหากคิดว่าไม่สามารถลงมือได้ก็จะยอมลามือทันที
หลังจากนั้น
“มันกำลังขึ้นไป”
ในขณะที่ผมกำลังตัดสินใจ เขาก็จอดรถและขึ้นลิฟต์ไปแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวใดๆ
“ถึงบ้านแล้วสินะ”
ได้เวลาลงมือ
ก่อนอื่นผมสวมหมวกให้กระชับศีรษะและใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า สำรวจรอบ ๆอพาร์ตเมนต์ และค่อย ๆ เดินไปตรงที่เปลี่ยวปลอดคน
“มืดและไม่มีแสงส่องถึง ถ้าเป็ตรงนี้ล่ะก็ไม่เตะตาแน่”
ผมใช้พลังจิตทำให้ตัวผมลอยขึ้นไปบนดาดฟ้า หลังจากที่เช็กว่าบนดาดฟ้าไม่มีกล้องวงจรปิดผมก็ะโข้ามตึกจนไปถึงตึกอพาร์ตเมนต์ที่หมอนั่นอาศัยอยู่ เป็ตึกที่อยู่ริมด้านนอกสุดสามารถมองเห็นแม่น้ำฮันได้โชคดีที่เป็จุดที่ไม่มีใครเห็น ถึงแม้ว่าผมจะลงมาตรงระเบียงห้อง
ผมค่อย ๆ ลงมา และพิจารณาดูภายในห้องนั่งเล่น เมื่อเห็นว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ภายในห้อง ก็รู้สึกโล่งใจที่มันอาศัยอยู่คนเดียว
“ดีที่ไม่กลับไปก่อน”
มีโอกาสแล้ว
ผมปลดล็อกประตูตรงระเบียงแล้วแอบเข้าไปในห้อง จากนี้ไปต้องพึ่งพลังจิตผมระวังทุกอย่าง ใช้พลังจิตลอยตัวเองขึ้นเพื่อไม่ให้มีรอยเท้าบนพื้น
ผมได้ยินเสียงน้ำ แสดงว่าหมอนั่นกำลังอาบน้ำอยู่ ก่อนอื่นรีบปิดไฟในบ้านให้หมดก่อนและรีบหาบัตรประจำตัวนามบัตร ในกระเป๋าสตางค์จากเสื้อแจ๊คเกตที่มันถอดวางไว้ ต้องขอบคุณไฟสลัว ๆจากห้องน้ำที่ทำให้ไม่มีปัญหาในการสำรวจบัตร
“จางควอนอิล ผู้จัดการ บริษัทกระจายสินค้า บีดี กรุ๊ป”
บีดี กรุ๊ป
ผมลองเช็กในสมาร์ตโฟนดู พบว่าเป็ธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้างการเงิน โลจิสติกส์ ITมีความหลากหลายทางธุรกิจที่ดูน่าเชื่อถือได้ ถึงแม้ความเป็จริงจะไม่ได้เป็เช่นนั้น
“ดูแค่ชื่อ บีดี กรุ๊ป ก็พอจะรู้”
เอาตัวอักษรแรกของแก๊งัดำ แบล็กดราก้อน (Black Dragon) มาตั้งชื่อไม่ใช่หรือผมเริ่มเข้าใจถึงเหตุผลที่ผมถูกสะกดรอยตามแล้ว ในขณะเดียวกันประตูห้องน้ำถูกเปิดออก จางควอนอิลที่เห็นผมก็พูดขึ้นว่า
“คะ...ใครน่ะ!”
สายตาของจางควอนอิลมองผมก่อนจะมองซ้ายมองขวาเพื่อหาอาวุธ
“แล้วแกล่ะ เป็ใคร”
ระหว่างที่หมอนั่นละสายตา ผมใช้พลังจิตทำให้มันล้มไปนอนที่พื้นโดยใช้หลักการของคานใช้พลังจิตในการดันเท้าและดึง่ตัวส่วนบนของมันเข้ามาก็สามารถทำให้ล้มหน้าคว่ำได้อย่างง่ายดายผมจับแขนหมอนั่นไพล่หลัง และกดลงเบา ๆ ที่ต้นคอ แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้มันขยับไม่ได้แล้วแต่ก่อนผมใช้พลังจิตในการควบคุมไม่ให้เคลื่อนไหวแต่ในตอนนี้เกิดจากการสะสมประสบการณ์ ข้อดีของพลังจิตไม่ใช่พละกำลัง แต่เป็ความสามารถที่หลากหลาย
“ฉันจะถามคำถามแกสักสองสามข้อ”
ผมแอบอยู่ในความมืดเพื่อไม่ให้มันเห็นใบหน้าของผม
“แก ไอ้เวร แกเป็ใคร... อ๊อก!”
ทันทีที่มันเปิดปากพูด ผมใช้พลังจิตดันลิ้นเข้าไปกั้นหลอดลมของมัน
“มาพูดหยาบคายในสถานการณ์แบบนี้ แกเป็พวกไม่ชอบฟังคนอื่นสินะ”
ผมใช้พลังจิตปิดรูจมูกของมันเพื่อปิดกั้นการหายใจ
“คงไม่เคยเจอประสบการณ์ใกล้ตาย หายใจไม่ออกแบบนี้ล่ะสิ”
วิธีการทรมานแบบทารุณไม่ได้มีแค่การจับกดน้ำ การทรมานแบบนี้ต่างจากวิธีอื่นเพราะมันจะไม่เหลือร่องรอยอะไรที่ร่างกายเลย
โดยส่วนตัวแล้ว ผมสนุกกับวิธีนี้มากที่สุด
“30วินาที”
“เฮือก แฮ่ก”
“30 วิ พอไหม”
“ไอ้xxxเอ๊ย...อ๊อก!”
“ยังไงก็ไม่มีใครยอมง่าย ๆ ั้แ่ครั้งแรกหรอกเนอะ”
ผมมองนาฬิกาแล้วพูดต่อ
“ครั้งนี้ให้ 1 นาที ลองทนดูแล้วกัน เดี๋ยวจะค่อย ๆ เพิ่มเวลาให้”
“....!”
“นักกีฬาว่ายน้ำทนได้ตั้ง 5 นาทีสงสัยจังว่าแกจะทนได้เท่าไหร่”
“...อึก”
เขาเริ่มหายใจติดขัด สำหรับคนธรรมดาการกลั้นหายใจ 1 นาทีไม่ใช่เื่ง่าย
“ต่อไป 1 นาที 30 วิ”
“เฮือก แค่ก เดี๋ยว เฮือกกก แฮ่ก ๆ”
“ทำไมหายใจแปลก ๆ เหนื่อยแน่เลย”
“แฮ่ก ๆ คะ...คุณเป็ใคร”
ว่านอนสอนง่ายขึ้นมาซะอย่างนั้น
“คำถาม ฉันจะเป็คนถามเอง”
“...”
“ชื่อ”
“จะ...จางควอนอิลครับ”
“สังกัด”
“.....”
“เตือนแล้วนะ ถ้าให้พูดซ้ำอีกรอบจะเพิ่มเวลาไปอีก คิดดูให้ดี”
เขาพยักหน้าด้วยสีหน้าใกลัว
“สังกัด”
“บีดี กรุ๊ป ครับ”
“แล้วงานที่ทำกับแก๊งัดำล่ะ”
“ปะ...เป็หัวหน้าคอยดูแลจัดการธุรกิจละแวกคังนัมครับ”
ตำแหน่งหัวหน้านี่ดีขนาดอยู่อพาร์ตเมนต์หรูได้เลยเหรอ ผมไม่เชื่อว่าหมอนี่จะสะกดรอยตามผมด้วยตัวเองจึงยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่
“เหตุผลที่คนดูแลธุรกิจมาสะกดรอยตามคนธรรมดาคืออะไร”
“.....!”
“เตือนแล้วแต่ยังต้องให้พูดซ้ำ แกคงจะรู้จักชื่อ ยอมซอกฮุน สินะ”
“คะ...คือว่า...”
“มาเริ่มอีกครั้งกันดีกว่า”
“ดะ...เดี๋ยว...อ๊อก!”
ผมทำเป็ไม่ได้ยินและใช้พลังจิตปิดทางเดินหลอดลมกับจมูก
ครั้งนี้ 1 นาที 30 วินาที
ไม่ง่ายเลย
“อื้อออ”
“ทนไว้ เพิ่งจะผ่านไปแค่นาทีเดียวเอง”
“อ๊อก... อ๊อก”
“ยัง ๆ”
“อื้อ...”
จางควอนอิลครวญครางออกมาและพยักหน้าอย่างต่อเนื่องเป็การบอกว่าจะบอกหมดทุกอย่าง
“ดี 1 นาที 30 วิ”
“แค่ก ค่อก ๆ แค่ก ๆ”
เขาหายใจถี่หอบเหมือนคนใกล้ตาย
“ยังไม่ได้สติอีกเหรอ อีกทีไหม”
“ค่อก ๆ มะ...ไม่ครับ ได้โปรด...ค่อก”
“ต่อไป 2 นาที เพราะฉะนั้นรีบ ๆ ตอบมา แต่ถ้ามั่นใจว่าทนไหวจะลองดูก็ได้”
“มะ...ไม่ครับ ผมจะบอกทุกอย่างครับ สะกดรอยตามจริง...ครับลูกพี่ชิลซังเขาสั่งมาครับ”
คนที่สั่งให้จางควอนอิลสะกดรอยตามผมคือ ชเวชิลซัง เขาอยู่หนึ่งในสิบอันดับของแก๊ง
“ทำไมต้องสั่งสะกดรอยตามฉันด้วยล่ะ”
“อันนั้น ผะ...ผมก็ไม่ทราบครับ ลูกพี่สั่งมาผมก็แค่ทำตามครับ”
“ไม่รู้จริง ๆ เหรอ”
“จะ...จะ...จริงครับ”
น่าสงสัย อาจจะไม่รู้จริง ๆ แต่ก็ไม่มีหลักฐานพอให้เชื่อ
-วืบบบ
สมาร์ตโฟนที่เคยวางไว้บนโต๊ะห้องนั่งเล่นลอยขึ้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม มันถูกล็อกไว้และต้องใช้ลายนิ้วมือในการปลดล็อกผมเอามือของมันมาแตะเพื่อปลดล็อก แล้วเข้าไปดูอัลบั้มรูป ถึงจะมีไม่เยอะ แต่ก็มีรูปที่พวกมาเฟียถ่ายด้วยกันสองสามรูป
“ในนี้มีรูปไอ้คนที่ชื่อชิลซังไหม”
ผมเอารูปที่มีคนอยู่ในรูปเยอะที่สุดให้เขาดู จางควอนอิลพยักหน้าช้า ๆ
“คะ...คนตรงกลางที่ผมสั้นครับ”
“ไอ้นี่เหรอ”
“ครับ...”
“ถ้ามันเป็อันดับสิบของแก๊งก็ต้องมีคนที่อันดับสูงกว่า มันคือใคร”
“คะ...คือว่า”
ผมไม่พูดเตือนอีกต่อไป ใช้พลังจิตปิดจมูกมันก่อนเลย เพราะมันรู้ว่าต่อไปจะเป็หลอดลม
“คะ...คะ...คังชินแจ เขาเป็ลูกพี่ใหญ่ เป็อันดับ 2 ของแก๊งครับ”
เป็ชื่อที่เพิ่งเคยได้ยิน เขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับผมเลย ผมนึกว่าจะได้ยินชื่อคิมชอนซู เสียอีก
“คนที่สั่งให้สะกดรอยตามคือชเวชิลซัง จริง ๆ เหรอ”
“จริงครับ”
ผมขยายรูปใบหน้าของคิมชอนซูในอัลบั้มนั้น แล้วถามว่า
“ถ้างั้น ไอ้นี่มันอยู่อันดับที่เท่าไหร่”
“รู้จัก...ลูกพี่ชอนซูด้วยเหรอครับ”
“ฉันเป็คนถาม ส่วนแกแค่ตอบ”
“....”
“คิมชอนซูอยู่อันดับที่เท่าไหร่ ไอ้นี่ก็อยู่ในฝ่ายคังชินแจเหรอ”
“หลังจากอันดับของลูกพี่ชิลซังลงมาก็ไม่มีความหมายอะไรแล้วครับ เพราะในแก๊งมีการแบ่งฝ่ายลูกพี่ชอนซูเองก็อยู่ฝ่ายลูกพี่ใหญ่ครับ”
ไม่ใช่ไม่เกี่ยวกันเลย บางทีคิมชอนซูอาจจะฝากให้ชเวชิลซังทำงานนี้ก็เป็ได้
“รู้จักฮันซอลอาไหม”
“ครับ...?”
“อ่อ มาเรียใช่ไหม ผู้หญิงที่ทำงานที่โกลด์บาร์ คนที่พวกนายฆ่า”
“มาเรีย! เพราะว่ามาเรียตายเลยมาทำแบบนี้เหรอครับไม่ใช่นะครับ พวกเราไม่ได้ฆ่าเธอ!”
จริงเหรอ
สีหน้าก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ ถึงยังไงก็ยังไม่อยากจะเชื่อ
ในตอนนั้นมีเสียงดังขึ้นพร้อมกับข้อความเข้ามาที่โทรศัพท์ของเขา
“เครื่องปั้นมูซอง?”
คือชื่อของผู้ส่งข้อความ เครื่องปั้นคือเครื่องปั้นดินเผา
โรงงานหรือโรงปั้นดินเผา? หรือว่าคนขาย?
ไม่ว่าจะทางไหนก็เป็สถานที่ที่ไม่เหมาะกับพวกมาเฟีย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผมจึงเปิดข้อความนั้น
“....!”
หลังจากเปิดข้อความดู ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
“หัวหน้าคิมจองห้องไว้ให้แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา ฉันอยากเตือนอีกรอบนะ บอกนัมเบอร์ทูให้เพลาๆ บ้าง เผาคนเยอะ ๆ กลิ่นมันออก เื่จะบานปลาย”
“ที่พี่มินซองพูดเป็ความจริงหรือเนี่ย”
เื่ที่บอกว่าไม่ทิ้งศพไปเฉย ๆ แต่ต้องกำจัดทิ้ง พี่เขาบอกว่า สมัยนี้ไม่เผาทิ้งก็เอาเข้าเครื่องบดเพื่อกำจัดศพผมตรวจสอบกล่องข้อความของช่างปั้นเครื่องปั้นมูซองอีกที ทว่ากล่องข้อความสะอาดเกลี้ยงไม่มีแม้แต่ข้อความเดียว ชัดเลยว่าพอได้รับข้อความเสร็จก็ลบทิ้งทันที
“รอบคอบนะเนี่ย”
“ครับ...?”
“คิดว่าไม่น่าจะเป็ไปได้ ไม่มีทางที่จะไม่เหลือศพไว้เลย”
“พูดอะไร....อ่อก!”
ผมไม่อยากฟังอะไรอีกต่อไปจึงใช้พลังจิตปิดปากมันไว้ ทั้งเื่สะกดรอยตามทั้งเื่ที่ฮันซอลอาตาย ถ้าจับไอ้ชเวชิลซังมาก็คงได้รู้
“พวกแกมันเป็คนยังไงกัน”
“อึก....”
“ฆ่า เผา ทำให้หายสาบสูญ”
“.....!”
“เพราะงานแบบนั้นทำให้แกได้มีรถหรูอยู่บ้านดี ๆ แบบนี้?”
“อ่อก...”
ก่อนที่มันจะหมดสติไป ผมเอาปลั๊กพ่วงอันหนึ่งแขวนไว้กับเพดานห้องทำให้เป็บ่วงแล้วเอาศีรษะของจางควอนอิลใส่เข้าไป
“ร้องไห้ทำไมล่ะ อย่างน้อยแกก็ยังมีศพเหลืออยู่นะ”
“อึก... อึก”
ผมจดจ้องไปยังที่อยู่ของโรงปั้นดินเผาที่หาเจอบนอินเทอร์เน็ตขณะที่มันกำลังดิ้นรนก่อนตาย
“เครื่องปั้นมูซอง...”