ไม่นานนักทุกคนในบ้านก็มานั่งล้อมวงกินข้าวเช้ากัน
จ้าวหงเหมยซดโจ๊กข้าวฟ่างคล่องคอพร้อมกับคีบผักผัดปราศจากซอสปรุงรสขึ้นมากินด้วยอีกเล็กน้อย
เมื่อวานซืนเพิ่งซดน้ำแกงปลาชามโตไปนับว่าเป็การสนองความอยากของจ้าวหงเหมยไปได้มากทีเดียว
หลันเยวี่ยหยิบแป้งจี่ทำจากข้าวโพดขึ้นมาแผ่นหนึ่งแล้วคีบมะเขือม่วงผัดใส่ลงไปม้วน
แป้งจี่ที่ค่อนข้างแข็งเมื่อมีไส้ผักอยู่ข้างในก็อ่อนตัวลงเล็กน้อยทำให้เคี้ยวได้ง่ายขึ้น
จ้าวหงเหมยยังคงเป็กังวลว่าหลันเยวี่ยจะกินไม่ไหวจึงพูดกับสามีว่า "นี่พ่อในบ้านเราไม่มีแป้งแล้ว เดี๋ยวพ่อเอาข้าวสาลีไปโม่หน่อยนะฉันจะได้ทำแป้งทอดให้เยวี่ยเยวี่ยกิน"
หูฉางหมินขานรับคำอย่างรวดเร็ว
หลันเยวี่ยจึงรีบพูดขึ้น"พ่อคะ แม่คะ หนูบอกแล้วไงว่าหนูกินแป้งจี่กับทุกคนได้ถ้าหนูทำตัวพิเศษอยู่ตลอดเวลาคงไม่ดีแน่ๆย่ากับป้าก็เพิ่งตำหนิว่าหนูทั้งี้เีทั้งตะกละ แม่กับพ่อก็ได้ยินหมดแล้วนี่คะ"
"ในบ้านไม่มีแป้งแล้วเดี๋ยวให้พ่อของหนูเอาข้าวสาลีไปให้โรงโม่เขาช่วยสีสักหน่อยทีนี้เราอยากกินอาหารที่ทำจากแป้งเมื่อไหร่ก็กินได้" จ้าวหงเหมยพูดอย่างนั้นเพื่อไม่ให้หลันเยวี่ยรู้สึกว่าเป็ตัวภาระ
เมื่อเข้าใจความหวังดีของแม่แล้วหลันเยวี่ยก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ก้มหน้าก้มตากินแป้งจี่ต่อไป
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จหลันเยวี่ยก็ช่วยถิงถิงเก็บกวาดบ้าน แล้วชวนถิงถิงขึ้นเขาไปด้วยกัน
หลันเยวี่ยบอกแค่ว่าอยู่ในบ้านแล้วอึดอัดอยากขึ้นไปเดินเล่นบนเขา ดูนั่นดูนี่บ้าง
ถิงถิงไม่ได้คิดอะไรมากจึงขึ้นเขาไปกับพี่สาว
ที่จริงแล้วการขึ้นเขาของหลันเยวี่ยไม่ได้มีแค่การชื่นชมความงามของูเาเขียวขจีแต่เป็การขึ้นเขาไปหาขุมทรัพย์ต่างหาก
สมัยที่หลันเยวี่ยอยู่ในเมืองเธอชอบตามปู่ย่าของพ่อแม่อุปถัมภ์ไปตลาด
สองผู้เฒ่าตระกูลเฉินที่เกษียณแล้วก็มีความสุขกับการพาหลานๆไปเดินตลาด
ในบรรดาหลานๆหลันเยวี่ยเป็คนที่ชอบตามพวกเขาไปตลาดมากที่สุดดังนั้นเมื่อไหร่ที่พวกเขาไปตลาดใหญ่ก็มักจะพาหลันเยวี่ยไปด้วย
ตอนไปตลาดหลันเยวี่ยไม่ได้แค่เดินเล่นกินลมชมวิวเท่านั้นแต่ยังสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างในตลาดอย่างตั้งใจอีกด้วย
หลันเยวี่ยจำได้ว่าในตลาดขนาดใหญ่บางแห่งจะมีคนรับซื้อสมุนไพร เช่น เหลียนเฉียว [1]ตานเซิน [2] เจี๋ยเกิ่ง [3] เหอโส่วอู [4] และอื่นๆ
สมุนไพรเหล่านี้จะขึ้นอยู่บนูเาสูง
หมู่บ้านซิ่วสุ่ยมีูเามากมายแถมพืชพรรณบนูเาก็อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง
หลันเยวี่ยคาดเดาว่าบนูเาจะต้องมีสมุนไพรที่เธอเคยเห็นในตลาดซึ่งสามารถนำไปขายได้อยู่แน่นอน
บ้านสกุลหูอยู่ท้ายหมู่บ้านดังนั้นการขึ้นเขาจะต้องเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ตามถนนลูกรังในชนบทที่ไม่เรียบหรือเป็หลุมเป็บ่อ
สำหรับถิงถิงที่คุ้นเคยกับการเดินบนถนนแบบนี้การเดินจึงไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไรเลย
หลันเยวี่ยใช้ชีวิตมาสองชาติแต่เพิ่งเคยเดินบนถนนที่เดินยากขนาดนี้เป็ครั้งแรกแถมเธอยังมีรูปร่างค่อนข้างอ้วน และไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอีกไม่นานเธอก็เหนื่อยจนเดินต่อไปไม่ไหว
"พี่คะ จากตรงนี้ไปถึงบนเขายังอีกไกลเลยนะคะ หนูว่ากลับกันเถอะ"ถิงถิงเห็นหลันเยวี่ยเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัวใบหน้าแดงก่ำก็รู้สึกเป็ห่วง
ถึงแม้จะอยากกลับบ้านเต็มแก่แต่หลันเยวี่ยก็อยากจะกัดฟันพยายามต่อไป "ถิงถิงพี่แค่ไม่ค่อยได้เดินเท่านั้นเอง พี่ต้องทำความคุ้นเคยหน่อยสิ"
ถิงถิงคิดว่าที่พี่สาวพูดก็มีเหตุผลจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
ทั้งสองคนเดินๆหยุดๆ หยุดๆ เดินๆ ประมาณสองชั่วโมงก็ขึ้นมาบนเขาได้ในที่สุด
บนูเาเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มและพืชพรรณหนาแน่น
พวกเธอยืนอยู่ใต้ร่มไม้ลมเย็นๆ พัดมาเบาๆ ช่างสบายอะไรเช่นนี้
หลังจากพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้วหลันเยวี่ยก็เริ่มมองไปรอบๆ และอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา"บนเขาสวยจังเลย!"
ถิงถิงกะพริบตาปริบๆ"บนเขามีอะไรสวยกันนะ นอกจากต้นไม้ก็มีแต่หญ้า"
หลันเยวี่ยหันไปยิ้มให้ถิงถิง"นั่นเป็เพราะเธอโตที่นี่ั้แ่เด็กเลยไม่รู้สึกว่าูเาเขียวขจีและสายน้ำที่เห็นสวยงามเป็พิเศษไงละ"
"ถ้าพี่ว่าที่นี่สวย แล้วทำไมตอนเพิ่งกลับมาพี่ถึงไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วอยากกลับเข้าไปในเมืองอย่างเดียวล่ะคะ?" ถิงถิงพึมพำเสียงเบา
ถึงแม้หลันเยวี่ยจะได้ยินสิ่งที่ถิงถิงพึมพำแต่ก็แกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน
เธอยอมรับว่าเมื่อสองวันก่อนเธอยังฝันว่าจะได้กลับเข้าไปในเมืองแต่ตอนนี้เธอไม่คิดอย่างนั้นแล้ว
ถึงแม้ในชนบทจะยากจนแต่ที่นี่มีความรัก มีูเาเขียวขจีและสายน้ำที่งดงามราวกับอยู่ในบทกวี
ทันใดนั้นหลันเยวี่ยก็เห็นต้นไม้ที่เต็มไปด้วยผลไม้ทางมุมตะวันตกเฉียงเหนือเธอรีบวิ่งเข้าไปอย่างไม่รอช้า
"ถิงถิง มานี่เร็ว"
ถิงถิงชะงักไปครู่หนึ่งแล้วตามหลันเยวี่ยไปที่ต้นไม้ต้นนั้น
นี่คือต้นไม้ที่สูงประมาณไหล่นอกจากใบสีเขียวสดเล็กๆ ที่ขึ้นอย่างหนาแน่นแล้วยังมีผลสีเขียวที่ใหญ่กว่าเมล็ดข้าวเล็กน้อยอยู่ด้วย
ผลไม้บนต้นไม้นั้นหนาแน่นยิ่งกว่าใบไม้เสียอีก
หลันเยวี่ยเด็ดผลสีเขียวเ่าั้ลงมาสองสามผลแล้วก็นำมาพิจารณาอย่างละเอียด จากนั้นก็ดีใจเป็อย่างยิ่ง"ถิงถิง เธอรู้ไหมว่านี่คืออะไร?"
ถิงถิงส่ายหน้าแสดงออกว่าไม่รู้
หลันเยวี่ยชี้ไปที่ผลสีเขียวเล็กๆเ่าั้ แล้วพูดกับถิงถิงอย่างตื่นเต้น "นี่เรียกว่าเหลียนเฉียวเป็ยาจีนชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณในการบำรุงโลหิตสลายเืคั่ง ขจัดความร้อนและล้างพิษผลไม้ชนิดนี้ถ้านำไปตากแห้งแล้วเอาไปขายที่ตลาดในเมือง จะขายได้จินละสองสามหยวนถึงถูกที่สุดก็ได้ราคาจินละหนึ่งหยวนเชียวนะ"
พอได้ยินว่าผลไม้เล็กๆนี้สามารถขายได้ แถมยังแพงกว่าเนื้อหมูเสียอีกดวงตาของถิงถิงก็เป็ประกายขึ้นมาทันที "พี่คะพี่แน่ใจนะว่าเ้านี่ขายได้จริงๆ?"
หลันเยวี่ยพูดด้วยสีหน้าหนักแน่น"พี่ไม่หลอกหรอก เ้านี่ขายได้จริงๆ ถิงถิง พี่เอาถุงผ้ามาด้วยเรารีบเด็ดเหลียนเฉียวใส่ถุงกัน!"
หลันเยวี่ยรู้สึกว่าการขึ้นเขาในครั้งนี้จะไม่เสียเที่ยวเธอจึงเอาถุงผ้าที่สามารถบรรจุของได้ห้าหกจินเป็อย่างน้อยมาด้วย
หลังจากนั้นถิงถิงก็เด็ดเหลียนเฉียวกับหลันเยวี่ยไม่นานนักผลไม้ทั้งหมดบนต้นเหลียนเฉียวที่อยู่ตรงหน้าก็ถูกสองพี่น้องเด็ดจนหมด
พวกเธอเดินหาต้นไม้ต้นอื่นต่อไปผ่านไปไม่นานก็เจอต้นที่ใหญ่และมีผลไม้เยอะกว่าเดิม
หลังจากใส่เหลียนเฉียวจนเต็มถุงแล้วทั้งสองคนก็นั่งลงเพื่อพักเอาแรง
หลันเยวี่ยที่เหนื่อยล้าเหลือเกินก็เอนตัวนอนลงบนพื้นหญ้า
หญ้านุ่มๆปูอยู่ใต้ร่างราวกับนอนอยู่บนที่นอน กลิ่นหอมของหญ้าอ่อนก็ลอยอบอวล
หลันเยวี่ยพลิกตัวไปมาบนที่นอนธรรมชาติที่ปูด้วยหญ้าอย่างสบายใจกลิ้งไปมาสองสามตลบ
ขณะที่กลิ้งไปกลิ้งมาหลันเยวี่ยก็ค้นพบของดี
ใกล้ๆกับหน้าผามีต้นเหอโส่วอูอยู่ต้นหนึ่ง
สาเหตุที่หลันเยวี่ยรู้จักสมุนไพรหลายชนิดเพราะว่านอกจากจะเคยเห็นตอนตามปู่ย่าทางตระกูลเฉินไปตลาดแล้วมันยังเกี่ยวข้องกับชีวิตแต่งงานในชาติที่แล้วของเธอนั่นเอง
หลันเยวี่ยในชาติที่แล้วแต่งงานกับสกุลสวีซึ่งบรรพบุรุษเป็ตระกูลหมอ
ในห้องหนังสือของสกุลสวีมีหนังสือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแพทย์แผนจีนเล่มหนึ่งสมุนไพรจีนแต่ละชนิดจะมีภาพประกอบที่เกี่ยวข้องอยู่ด้านล่างและที่บรรยายอยู่ด้านข้างก็เป็สรรพคุณพื้นฐานของยาชนิดนั้นนั่นเอง
หลันเยวี่ยชอบอ่านหนังสือดังนั้นเมื่อเธอแต่งงานกับสวีคังแล้วอารมณ์ไม่ดีก็จะขลุกอยู่ในห้องหนังสือตราบใดที่มีตัวอักษร เธอก็จะหยิบมาอ่าน
สมุนไพรมีเป็พันๆชนิด หลันเยวี่ยไม่สามารถรู้จักได้ทั้งหมด แต่ยาบางชนิดที่ค่อนข้างพบเห็นได้บ่อยๆเธอไม่เพียงแต่รู้จักเท่านั้น แต่ยังจำสรรพคุณพื้นฐานได้ด้วย
หลันเยวี่ยไม่คิดว่าโชคของตนจะดีขนาดนี้การขึ้นเขาครั้งแรกไม่เพียงแต่เด็ดเหลียนเฉียวได้ถึงห้าหกจินเท่านั้นแต่ยังเจอต้นเหอโส่วอูอีก
เหอโส่วอูต้นนี้อย่างน้อยก็ต้องมีอายุสิบกว่าปีแล้วด้วยความที่มันเตี้ยเกินไป ต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นหนาแน่นโดยรอบจึงบดบังเอาไว้ทำให้ยากที่จะสังเกตเห็น
เชิงอรรถ
[1]เหลียนเฉียว (连翘) หรือเหลี่ยงเคี้ยวผลของต้นฟอร์ซีเทียเป็สมุนไพรที่ใช้บรรเทาหวัดจากการกระทบลมร้อนหรือตัวร้อนระยะแรกเริ่ม
[2]ตานเซิน (丹参) หรือตังเซียมสมุนไพรช่วยให้เืไหลเวียน ระงับปวดแน่นหน้าอก
[3]เจี๋ยเกิ่ง (桔梗) หรือกิ๊กแก้มีฤทธิ์ขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับปอด
[4]เหอโส่วอู (何首乌) สมุนไพรเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกันมีฤทธิ์ลดระดับคลอเลสเตอรอล