บริเวณหน้าประตูทางเข้าของสถาบันใบไม้เขียว โม่เฟิง ปิงหยุนและตงห่าว ยืนเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มผมสีแดงท่ามกลางเด็กคนอื่น ๆ ที่รายล้อมอยู่หลายสิบคน
“นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็เ้าขยะจากตระกูลปิงนี่เอง ฮ่า ๆ ๆ ๆ ”
เด็กหนุ่มผมแดงเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงฟังดูคล้ายจะมีเจตนาดูแคลนให้ปิงหยุนได้อับอาย โดยมีเด็กคนอื่น ๆ ยืนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ปิงหยุนกำลังถูกอีกฝ่ายเหยียดหยาม ตงห่าวผู้ที่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นไรก็ไม่เคยห่างจากของกิน แต่ครานี้กลับขยับก้าวเดินออกมาด้านหน้าเพื่อปกป้องเพื่อนสนิท แววตาที่เคยสนใจแต่ขนมและของกิน มาบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็ดุดันอย่างเห็นได้ชัด
เห็นแววตาของตงห่าวที่จ้องหน้าอย่างไม่ลดละสายตา เด็กผมแดงจึงเอ่ยปากออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ทำไม? เ้าอ้วน..อยากจะมีเื่กับข้าหรือยังไง?”
ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงพูด ทันใดนั้นมีร่างหนึ่งกระโจนมาจากด้านหลังเด็กหนุ่มผมแดง เป็เด็กหนุ่มหัวเกรียนที่กระโจนออกมาพร้อมกับปล่อยหมัดขวาเข้าใส่ตงห่าว
ก่อนที่หมัดของอีกฝ่ายจะพุ่งตรงมาถึงตัว ตงห่าวยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันเอาไว้ได้ทัน
ปึก!
แม้จะป้องกันได้ แต่ด้วยพละกำลังที่มีมากกว่าของเด็กหนุ่มหัวเกรียนก็สามารถทำให้ทำร่างที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ของตงห่าวถึงกับซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว
เด็กหนุ่มหัวเกรียนมองตงห่าวที่ซวนเซเพราะแรงหมัดของตัวเองด้วยความสะใจปนดูแคลน
“บังอาจมาสามหาวต่อนายน้อยฮัวเจี่ย ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
ต่งห่าวพยุงกายกลับมายืนให้มั่นคงอีกครั้ง การที่เขาเกิดและเติบโตมาในตระกูลปิง ย่อมไม่อาจให้ผู้ใดมาดูถูกปิงหยุนที่เป็ถึงนายน้อยของตระกูลได้ อีกทั้งปิงหยุนยังเป็เพื่อนสนิทที่เกิดและเติบโตขึ้นมาด้วยกัน เขาย่อมต้องปกป้องอีกฝ่ายอย่างสุดความสามารถ
เมื่อตงห่าวสามารถตั้งหลักได้ เขาจึงเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มหัวเกรียนอย่างไม่เกรงกลัว
ปิงหยุนเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเป็ห่วง อีกทั้งไม่อยากให้เกิดเื่ราวใด ๆ จึงเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของตงห่าวเอาไว้ พร้อมกับส่ายหน้า “อย่าไปมีเื่กับพวกนั้นเลย พวกเราไปกันเถอะ”
แม้จะรู้สึกเจ็บใจอยู่บ้าง แต่ตงห่าวก็ทำตามที่ปิงหยุนบอก พวกเขาทั้งสามจึงเดินฝ่าวงล้อมออกไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ลอยตามหลังมา ฟังดูแล้วเหมือนจะภูมิใจที่ตนเองเป็ผู้ชนะในการเผชิญหน้ากันครานี้
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ เ้ามันก็เป็ได้แค่เพียงขยะเท่านั้นแหละปิงหยุ...!”
แพละ!
จังหวะที่ฮัวเจี่ยกำลังหัวเราะอย่างเมามัน พลันก็มีของเหลวเหนียวหนืดไม่ทราบว่าพุ่งมาจากทิศทางไหน พุ่งแหมะเข้าที่ใบหน้าของฮัวเจี่ยอย่างเหมาะเจาะ
ของเหลวบนใบหน้าของเด็กหนุ่มส่งกลิ่นเหม็นโชยออกมา ทำเอาเด็กหลายคนที่รายล้อมอยู่ต้องยกฝ่ามือขึ้นมาปิดจมูก แม้แต่เด็กที่คอยติดตามฮัวเจี่ยอยู่ข้างกายมาตลอด ยังต้องก้าวถอยหลังออกมา
“นี่มัน…ขี้วัว! อ๊ากกกกกก แหวะ ๆ ๆ ๆ” กลิ่นเหม็นจากของเหลวที่ติดอยู่บนหน้าทำให้ฮัวเจี่ยนั้นถึงกับอ้วกแตกจนหมดไส้หมดพุง
หลังจากหลบออกมา โม่เฟิงเกิดความสงสัยเกี่ยวกับฮัวเจี่ยที่เดินเข้ามาหาเื่จึงถามขึ้น “ฮัวเจี่ยกับเด็กหัวเกรียนผู้นั้นเป็ใครกัน ทำไมพวกนั้นถึงเข้ามาหาเื่เ้า?”
“ฮัวเจี่ยเป็บุตรชายคนเล็กของผู้นำตระกูลเฟิงสาขาเมืองตะวันดับ เป็หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่เช่นเดียวกับข้า ส่วนเด็กหัวเกรียนทีอยู่ข้างกายของฮัวเจี่ยคือต้าถง เป็คนที่คอยติดตามและรับใช้ฮัวเจี่ย”
เมื่ออีกฝ่ายเป็ถึงบุตรจากห้าตระกูลใหญ่เช่นเดียวกับปิงหยุน เช่นนั้นแล้ว..เหตุใดจึงต้องหาเื่กันด้วยเล่า เมื่อได้ครุ่นคิดยิ่งทำให้โม่เฟิงรู้สึกประหลาดใจจึงต้องเอ่ยถาม “แล้วทำไมเ้านั่นถึงต้องมาหาเื่เ้าด้วย?”
“แม้ห้าตระกูลใหญ่ของเมืองตะวันดับจะร่วมมือกันปกป้องเมืองแห่งนี้มาหลายร้อยปี แต่นั่นเป็เพียงแค่ฉากหน้า ั้แ่ที่ตระกูลปิงของข้าได้ก่อตั้งเมืองตะวันดับโดยมีตระกูลหลินคอยให้การช่วยเหลือ ตระกูลเล็กตระกูลน้อยต่างก็ทยอยกันมาเข้าร่วม ตระกูลเฟิงเองก็เป็หนึ่งในนั้น”
“ตระกูลที่ทยอยเข้ามาส่วนมากมีจุดประสงค์คือ้าที่อยู่อาศัย เพื่อให้ตนเองปลอดภัยจากสัตว์อสูรดุร้าย แต่จุดประสงค์ของตระกูลที่ทรงอำนาจย่อมแตกต่างออกไป ตระกูลเฟิงนั้นมีอิทธิพลมาก ถือเป็หนึ่งในขั้วอำนาจใหญ่ของอาณาจักรอรุณรุ่งที่พวกเรายืนอยู่ พวกเขา้าขยายอำนาจไปทั่วทุกพื้นที่ และเมืองตะวันดับเองก็เป็หนึ่งในนั้น”
“ผู้ที่ตระกูลเฟิงส่งมานั้นมีระดับพลังสูสีกับผู้นำตระกูลปิงรุ่นแรก ประกอบกับเมืองตะวันดับแห่งนี้อยู่ในเขตปกครองของสำนักปีกนภา การที่ตระกูลเฟิงจะใช้กำลังเพียงอย่างเดียวเข้ามายึดครองจึงถือเป็เื่ยาก”
“เนื่องจากไม่อาจใช้กำลังเข้ามา่ชิงได้ ตระกูลเฟิงจึงใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ตำแหน่งเ้าเมืองตะวันดับไป แต่ทุกครั้ง..แผนการของตระกูลเฟิงก็มักจะล้มเหลวไม่เป็ท่า”
เมื่อเล่ามาถึงจุดนี้ น้ำเสียงของปิงหยุนก็อ่อนลง “กระทั่งเมื่อห้าปีก่อน ท่านแม่ของข้าผู้ที่เป็เ้าเมืองคนล่าสุด ถูกพิษของพยัคฆ์เพลิงอสรพิษแทรกซึมเข้าสู่ร่าง ตระกูลเฟิงจึงฉวยโอกาสนี้กดดันตระกูลปิงของข้าอย่างหนัก หวังจะให้พวกข้าส่งมอบตำแหน่งเ้าเมืองตะวันดับให้”
ฟังจากที่ปิงหยุนเล่ามา โม่เฟิงจึงเดาว่าเมืองตะวันดับ อาจจะตกอยู่ในมือของตระกูลเฟิงไปแล้ว
“หรือว่าตอนนี้ตระกูลเฟิงจะได้ตำแหน่งเ้าเมืองตะวันดับไปแล้ว”
ปิงหยุนส่ายหน้า “ยังไม่ถึงนาดนั้น แม้ตระกูลเฟิงจะกดดันตระกูลปิงของข้าอย่างหนัก แต่ตระกูลหลินยังสนับสนุนตระกูลข้าอยู่ ประกอบกับตระกูลเฉียนยังคงถือตัวเป็กลาง การที่อีกฝ่ายจะได้ตำแหน่งเ้าเมืองตะวันดับไปจึงไม่ใช่เื่ง่าย”
สีหน้าของปิงหยุนเริ่มแสดงออกถึงความเจ็บใจ “แต่เพื่อให้ได้ตำแหน่งเ้าเมืองมา ตระกูลเฟิงได้หยิบยกเอากฏยุวชนผู้สืบทอดที่บรรพบุรุษของข้าได้บัญญัติเอาไว้ มาใช้คัดเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งเ้าเมืองคนถัดไป”
“กฏยุวชนผู้สืบทอด?”
แม้จะไม่รู้ว่ากฎยุวชนผู้สบทอดคือกฎเกณฑ์เช่นไร แต่โม่เฟิงพอจะเดาได้ว่ากฏยุวชนผู้สืบทอดที่ตระกูลเฟิงเสนอขึ้นมาจะต้องเอื้อประโยชน์ให้กับตระกูลเฟิงอย่างแน่นอน
ปิงหยุนอธิบายกฎยุวชนผู้สืบทอดให้โม่เฟิงต่อ “โดยปกติแล้ว..การจะขึ้นเป็เ้าเมืองตะวันดับได้ คนผู้นั้นจะต้องอยู่ในขอบเขตผสานิญญาเป็อย่างน้อย แต่ถ้าไม่มีใครสามารถไปถึงขอบเขตผสานิญญาได้ ทุกตระกูลจะหันมาใช้กฎยุวชนผู้สืบทอด”
“กฎยุวชนผู้สืบทอด คือการประชุมระหว่างผู้นำตระกูลทั้งห้าร่วมกับอาจารย์ใหญ่ของสถาบันใบไม้เขียว ทำการเสนอราชชื่อเด็กที่อายุไม่เกิน 15 ปี ที่มีระดับพร์และความสามารถโดดเด่นที่สุดในเมืองตะวันดับ เพื่อขึ้นเป็ผู้สืบทอดตำแหน่งเ้าเมืองคนถัดไปเมื่ออายุครบ 25 ปี โดยเด็กที่จะได้รับตำแหน่งนี้ ต้องมีผู้สนับสนุนในที่ประชุมไม่น้อยไปกว่าสามเสียง”
“หากเด็กคนไหนถูกยอมรับในที่ประชุม ตระกูลของเด็กคนนั้นจะได้ตำแหน่งรักษาการเ้าเมืองไป เพื่อรอวันที่จะส่งมอบให้กับเด็กที่ถูกยอมรับต่อไป ซึ่งเด็กที่มีพร์มากที่สุดตอนนี้มีอยู่สองคน”
“คนแรกคือฮัวหนาน อยู่ชั้นปีที่สามของสถาบันใบไม้เขียว เป็พี่ชายคนรองของฮัวเจี่ยที่มาหาเื่ข้า ส่วนอีกคนหนึ่งคือหลันหลันจากตระกูลหลิน นางอยู่ชั้นปีที่หนึ่งเหมือนกับพวกเรา แต่เมื่อดูจากอายุและระดับพลังตอนนี้แล้ว หลันหลันยังห่างไกลจากฮัวหนานอยู่อีกมาก”
เมื่อฟังปิงหยุนพูดถึงระดับพร์และความแข็งแกร่งของฮัวหนานแล้ว โอกาสที่ฮัวหนานจะถูกยอมรับในที่ประชุมดูจะมีสูงมาก
“แล้วตระกูลเฟิงจะจัดการประชุมขึ้นเมื่อไหร่?”
“การประชุมจะมีขึ้นในอีก 4 เดือนข้างหน้า”
พูดจบใบหน้าของปิงหยุนก็หดหู่ลงรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองนั้นมีพร์ต่ำต้อยกว่าผู้อื่น
ทันใดนั้นมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งมีผมสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าเริงร่า วิ่งเข้ามากอดคอปิงหยุนจากด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยทักทายอย่างสนิทสนม
“ปิงหยุน ข้าแก้แค้นให้เ้าแล้ว เ้าสบายใจได้ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”
นอกจากเด็กหนุ่มที่วิ่งมากอดคอปิงหยุนแล้ว ยังมีเด็กหนุ่มผมสีเทาอีกผู้หนึ่ง ใบหน้าเฉยชา เดินตามเด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มมาจากทางด้านหลัง
“แต่ก่อนที่เ้าจะแก้แค้นให้กับปิงหยุน ข้าเห็นเ้ากลัวหัวหด ไม่กล้าออกไปช่วย”
เสียงของเด็กหนุ่มที่ตามมา ทำให้เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มที่กอดคอปิงหยุนอยู่ ถึงกับต้องยกมืออีกข้างขึ้นมาเกาศีรษะอย่างเลี่ยงไม่ได้ “แฮะ ๆ ๆ ”
ทั้งสองคนเป็เพื่อนสนิทของปิงหยุน เขาจึงแนะนำโม่เฟิงให้กับทั้งสอง “นี่คือโม่เฟิง เป็แขกของบ้านข้าเอง”
เสี่ยวฟ่านฉีกยิ้มกว้างอย่างร่าเริง “ตัวข้าผู้เก่งกาจมีนามว่าเสี่ยวฟ่าน ส่วนเ้านี่ชื่อลู่หาน ถ้าเ้ามีปัญหาอะไร ก็มาบอกกับข้าได้ เดี๋ยวข้าจะช่วยจัดการปัญหาเ่าั้ให้เ้าเอง ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
เสี่ยวฟ่านนั้นพูดจาแนะนำตัวไปพลาง ส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานไปพลาง ส่วนปิงหยุนก็ไม่ได้หยุดฝีเท้าลงยังคงพาโม่เฟิงเดินมุ่งหน้าไปยังหอตำรา ปล่อยให้เสี่ยวฟ่านยืนหัวเราะอยู่อย่างนั้น
เห็นเพื่อนไม่ยอมรั้งรอเสี่ยวฟ่านจึงรีบวิ่งแจ้นตามตูดทุกคนพร้อมกับะโร้อง “รอข้าด้วยยยยย!”
----------------------------------------------------------------------------------------------------
พี่โม่ได้เจอตัวป่วนล่ะ เื่ปวดหัวชวนรกสมอง จะแห่เข้ามาไม่ขาดสายเลยทีเดียว 555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ