บทที่ 5
อารมณ์ที่เดือดพล่าน
รถเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมอย่างรวดเร็ว โดยที่หญิงในรถยังคงนั่งเหม่อมองกระจกด้านข้าง ภายในใจส่วนหนึ่งก็ยังรู้สึกเดือดพล่านจากเื่เมื่อครู่ไม่หาย แต่จำต้องพยายามอดกลั้นความรู้สึกเอาไว้
มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่เธอเจออะไรแบบนี้
“เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น”
ขับออกมาได้ไม่เท่าไหร่เสียงโทรศัพท์ของไลลาก็ดังขึ้น ในตอนนี้ธนัทได้โทรมาหาลูกสาวของตน ทั้งที่เขาเองก็รู้ดีว่าไลลามีงานในวันนี้การที่เขาโทรมานั้นแสดงว่าต้องมีอะไรที่้าจะพูดกับเธอเป็แน่
“ค่ะพ่อ”
“ฉันรู้เื่ของภวิศแล้วนะ”
“ข่าวไปไวจังเลยนะคะ”
“เอาผู้หญิงเข้ามางั้นรึ ฮ่าๆๆ ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ .....ไลลา”
“...” จู่ๆโทนเสียงของธนัทก็เปลี่ยนไปเสียงต่ำไร้ความลังเลแม้ไม่ได้เห็นหน้าก็รู้ว่าคนที่พูดสายกำลังมีเื่ที่สำคัญจะพูด
“ฉันให้แกไปแต่งงานก็จริงแต่ไม่ได้ส่งให้แกไปอยู่ภายใต้อาณัติของตระกูลนั้น...ดังนั้นแกอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องไปสนใจอะไรทั้งนั้น ฉันโทรมาแค่เพื่อจะย้ำเตือนข้อนี้ งั้นแกก็ทำงานเถอะ”
สิ้นสายรอยยิ้มร้ายกาจก็ถูกฉีกบนใบหน้าชายที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน สิ่งที่อยากจะบอกกับลูกสาวก็ได้บอกไปแล้ว
ทีนี้ก็เหลือแค่....รอดูสิ่งที่จะตามมา
“ฮึฮึ พ่อนี่ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ”
แม้จะไม่ใช่คนที่ดีเด่นอะไรหากแต่ถามถึงความรักที่มีกับลูกสาวนั้นก็ไม่น้อยไปกว่าวิไลรัตน์เลย
การแต่งงานในนามที่ทำให้สองตระกูลนั้นเชื่อมโยงกัน หากดีได้เขาก็พร้อมที่จะดีด้วย แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่คนดีขนาดนั้น
.
.
.
แอร์รถฉ่ำๆกับการเดินทางที่แสนนาน พาให้หญิงด้านในเริ่มประคองสติไม่อยู่ เมื่อคืนเธอเองก็ทำงานจนแทบจะไม่ได้นอน แล้วเมื่อตื่นมาก็ต้องมาเจอกับสามีไม่ได้เื่
ไลลาผงกหัวไปมาสมองมันตื้อไปหมดจนในที่สุดเธอก็ผล็อยหลับไป สายตาของกันต์บอดี้การ์ดที่นั่งข้างคนขับเหลือบมองใบหน้าสวยที่กำลังหลับใหลอย่างเงียบเชียบ ผ่านกระจกมองหลังบานเล็กๆที่ติดอยู่
มันเป็สายตาที่ยากจะคาดเดาแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม
ร่างของเธอถูกพาไปจนถึงเป้าหมาย กว่าจะเดินทางถึงก็กินเวลาไปเกือบสามชั่วโมง ในขณะที่กันต์เปิดประตูข้างออกไลลาก็ยังคงไม่ได้สติ ความเหนื่อยที่เธอได้รับมันทับถมตัวเธอจนเ้าของร่างไม่อยากตื่น
“บางทีคุณควรจะระวังผมให้มากกว่านี้”
มือสากััไปที่หน้าของไลลาไล่ลงมาถึงลำคอ คำพูดที่ว่าเธอเชื่อใจเขาแค่ไหนยังคงกึกก้องอยู่ภายในใจ
หากเป็ไปได้เขาก็อยากให้ไลลาระวังตัวจากเขาไว้ให้มากที่สุด
เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาจะทนไม่ไหว...
เปลือกตาของสาวตรงหน้าเริ่มขยับเหมือนกับััได้ถึงบางอย่างที่โดนใบหน้าอยู่
“คุณหนูครับถึงแล้วนะครับ” กันต์เอ่ยทักจึงทำให้ไลลาลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
เธอจับที่สันจมูกเบาๆในตอนนี้เธอควรจะมีสติให้มากที่สุดแต่กลับเผลอหลับไปเสียได้ “ขอบคุณมากค่ะ”
ด้านหน้าเป็สถานที่ที่ติดต่อคุยงานที่ลูกค้าได้เช่าเอาไว้ สถานที่ถูกจัดเตรียมอย่างดีและมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากเหมาะแก่การคุยงานที่เป็แบบส่วนตัว เมื่อไลลาทำให้ตัวเองตื่นเต็มตัวก็เดินเข้ามาด้านในทันที
หญิงที่ยืนรออยู่คือลูกสาวของบริษัทที่ติดต่อมา ผมดำประบ่าหน้าตามีภูมิฐานแบบนี้ต้องเป็เธอไม่ผิดแน่
“ขอโทษที่ทำให้รอนะคะ พอดี่เช้าติดธุระด่วนกะทันหัน”
ไม่รอช้าเมื่อเห็นหน้าลูกค้าไลลาก็รีบเข้าไปขอโทษ แม้เวลาจะเลทมาเพียงสิบนาทีแต่อย่างไงสายก็คือสาย
“ไม่เป็ไรค่ะเราไปคุยงานด้านในกันเถอะค่ะ” น้ำหนึ่งเอ่ยบอกเธอคลี่ยิ้มจนตาตี่
“ได้ค่ะ” ไลลาให้สัญญาณลูกน้องที่เตรียมมาให้เฝ้าระวังอยู่ด้านนอก แม้ในใจจะคิดว่าคงไม่มีอะไรแต่กันไว้ย่อมดีกว่าแก้
ในตอนนี้มีเพียงกันต์เท่านั้นที่เดินเข้ามาด้านในกับเธอ แต่ก็อยู่ด้านนอกประตูห้องที่คุยงานกันอยู่ดี
ภายในห้องกว้างขวางมีเพียงหญิงสามคนอยู่ด้านใน มีไลลา น้ำหนึ่งและหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวที่เป็ผู้ช่วยของเธออีกคน
การพูดคุยลากยาวอยู่พอสมควรแต่มีเพียงไลลาและผู้ช่วยเท่านั้นที่คุยกัน น้ำหนึ่งนั่งเฝ้ามองทั้งสองที่คุยกันอยู่ไม่ห่าง มันน่าแปลกที่ลูกสาวคู่ค้าอุตส่าห์มาด้วยตัวเองแต่กลับให้ผู้ช่วยพูดแทน
แต่ก็ใช่ว่าไม่มีโอกาสที่เป็ไปได้
น้ำหนึ่งอาจจะเป็คนที่ถูกตามใจจนไม่อยากทำอะไร หรือไม่ก็เป็คนที่ไม่สนใจงานด้านนี้แต่โดนบังคับให้ทำ
แม้การพูดคุยจะเป็ไปอย่างราบรื่นแต่ก็กินเวลาไปถึงสามชั่วโมง เนื้อหาของงานที่ค่อนข้างใหญ่จึงทำให้กว่าจะลุล่วงก็เล่นเอาไลลาเหนื่อยพอควร
หลังจากพูดคุยตกลงกันเรียบร้อยก็ถึงเวลาที่จะต้องแยกย้ายกันกลับ เธอหยัดตัวขึ้นยืนเตรียมไปทักทายบอกลาและหวังว่าจะกลับไปพักผ่อนเสียที
แต่ดูเหมือนโชคจะยังไม่อยากให้เธอได้พักมากนัก เมื่อเธอลุกขึ้นยืนน้ำหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมา
“อย่าพึ่งกลับสิคะ เรามาพูดคุยผูกสัมพันธ์ระหว่างสาวๆกันดีกว่า”
อายุของเธอน่าจะน้อยกว่าไลลาอยู่นิดหน่อย น้ำหนึ่งพูดเสียงใสมองมาทางไลลา และราวกับผู้ช่วยสาวเธอจะเข้าใจสถานการณ์เดินออกไปด้านนอกโดยที่เธอไม่ต้องสั่ง
การผูกสัมพันธ์เอาไว้ก็ใช่จะแย่ ในอนาคตอาจจะต้องทำงานร่วมกันอีกมาก เป็พันธมิตรกันไว้เสียแต่เนิ่นๆคงเป็เื่ที่ดีไม่น้อย
ไลลายิ้มรับนั่งลงที่เดิมสื่อให้รู้ว่าเธอจะอยู่ต่อ
“ได้ข่าวว่าคุณแต่งงานแล้วงั้นเหรอคะ กับคุณภวิศคนนั้น” ทั้งที่หน้ายังคงยิ้มอย่างเป็มิตรแต่กลับยิงคำถามอย่างหนักหน่วง
“ใช่ค่ะ” ไลลาทำเพียงยิ้มบางๆเป็มารยาทตอบกลับไป
“ฉันก็เคยพบกับเขาอยู่บ้างนะคะ แต่เขาอาจจะจำไม่ได้ เขาค่อนข้างที่จะดูน่ากลัวอยู่พอสมควร...ไม่ทราบว่าตอนอยู่กับคุณเขามีนิสัยอย่างไงเหรอคะ”
ฟังเผินๆอาจจะเหมือนไม่มีอะไรแต่ดูเหมือนเธอคนนี้จะอยากรู้จักกับภวิศอยู่ไม่น้อย ใบหน้าที่ยิ้มแย้มราวสนอกสนใจมันออกนอกหน้าเสียจนไม่ต้องจับสังเกตก็รู้ได้ทันที
ว่าเธอคนนี้้าที่จะรับรู้เื่ราวของเขาขนาดไหน
“นั่นสินะคะ...เขาเป็คนที่มักจะยิ้มอยู่เสมอและยังรู้ใจผู้หญิงเป็อย่างมาก”
ถึงรอยยิ้มนั้นจะเป็รอยยิ้มที่ไม่ได้ออกมาจากใจก็เถอะ แต่เื่ที่เขารู้ใจผู้หญิงนั้นไม่ใช่เพียงการณ์คาดเดา
ั้แ่การเลือกสถานที่ไปจนกิริยาท่าทางที่แสดงออกมา เธอไม่รู้หรอกว่าเขาทำแบบนี้กับหญิงมากี่คน แต่เท่าที่เธอเห็นเขาค่อนข้างที่จะรู้ใจสาวๆอยู่พอตัว
ไลลามองดวงตาตรงหน้า ดวงตาที่มีแววสนใจประกายอยู่ด้านใน น้ำหนึ่งดูสนใจเื่ของภวิศมากเสียกว่าเื่งานในก่อนหน้านี้เสียอีก ในระหว่างที่เธอพูดหญิงสาวตรงข้ามเองก็เงียบสนิทรอฟังคำตอบด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าแบบนั้นคุณคงจะรักเขามากเลยสินะคะ”
“...” เมื่อสิ้นคำพูดไลลาก็นิ่งเงียบครู่หนึ่ง หากจะให้บอกถึงความรู้สึกในตอนนี้คำว่ารักนั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน
เขาเองก็ดูหาได้แคร์ความรู้สึกของเธอเสียด้วย แต่หากตอบออกไปอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่เสียกับเสียดังนั้นสิ่งที่เธอควรจะพูดในตอนนี้....
“ใช่ค่ะ ฉันรักเขา”
“กรรร โฮ่งๆๆ”
เสียงหมาเห่าดังลั่นเข้ามาจนถึงภายในห้องคุยงาน หลังจากนั้นไม่นานเสียงคนเอะอะโวยวายก็ดังออกมาจากด้านนอกอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ประตูห้องถูกเปิดออกและพบว่าเป็กันต์เองที่เปิดเข้ามา
“คุณหนูครับตอนนี้ไม่ปลอดภัยต้องรีบออกจากที่นี่” กันต์พูดจริงจังเสียงเข้มเมื่อเห็นอย่างนั้นเธอก็ไม่รีรอใ ร่างนั้นลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับน้ำหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลกัน
ปัง ปัง ปัง
เสียงะุปืนลั่นดังสนั่นจนหูแทบชา หัวใจเต้นสูบฉีดอย่างรวดเร็วเมื่อเจอกับสถานการณ์นี้ ภาพตรงหน้าที่มีคนของเธอนอนอยู่บนพื้น เืที่ไหลออกจากอกมันเนืองนองจนย้อมพื้นสีขาวให้เปลี่ยนสี
กันต์เข้ามาจับแขนเธอเอาไว้แน่นและดึงเข้าหาตัวเพื่อปกป้องนายของตน เขาไม่มีท่าทีสนใจหญิงที่เดินตามมาด้วยกันอย่างน้ำหนึ่ง
แต่ถึงอย่างนั้นสายตาที่เธอมองกันต์นั้นมันช่างแปลกประหลาด แม้จะเห็นเพียงครู่เดียวแต่มัน.....
ราวกับว่าเจอคนที่รู้จักหน้าค่าตากันอย่างดี
แต่นั่นก็เป็เพียงของน้ำหนึ่งเพียงคนเดียวเท่านั้น กันต์นั้นไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามองที่เธอเสียด้วยซ้ำ
เหล่าคนสวมผ้าปิดปากเดินเข้ามาด้านในอย่างว่องไวพร้อมเสียงปืนที่มาพร้อมๆกัน ในตอนนี้เหลือเพียงอีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงประตูทางด้านหลัง เมื่อหันหลังกลับไปมองคนของเธอช่างเหลือน้อยเต็มที
“คุณรีบไปหาที่ปลอดภัยก่อน” กันต์หยุดวิ่งแล้วหันหลังกลับไปขวางคนกลุ่มที่บุกเข้ามา แม้จะไม่อยากทิ้งเขาเอาไว้แต่อยู่ไปก็มีแต่จะเป็ตัวถ่วง
“ฉันไม่อนุญาตให้นายตายนะ” ไลลาพลิกตัวกลับวิ่งมุ่งออกไปโดยที่มือเธอก็คว้าข้อมือของน้ำหนึ่งมาด้วย
ร่างสูงใหญ่ในผมสีดำเผยยิ้มออกมาก่อนจะควักปืนอย่างช่ำชำนาญ ะุที่ถูกปล่อยออกไปก็เข้าเป้าทุกเม็ดราวกับเขาใช้มันเป็เื่ปกติ คนที่เข้ามาก็ยังไม่หยุดหย่อนแต่ยังดีที่วิสัยทัศน์ของเขานั้นดีกว่าจึงทำให้เขาได้เปรียบเื่สถานที่
เวลานั้นเองสาวทั้งสองก็วิ่งออกมาจากประตูด้านหลัง รถที่จอดเอาไว้ยามฉุกเฉินอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นักทว่าคนที่อ้อมมาดักก็มีไม่น้อย
“คุณควรไปคนละทางกับฉัน พวกเขาไม่ได้ตามคุณดังนั้นไม่ต้องกังวล”
ไลลารวบรวมสติบอกน้ำหนึ่งที่วิ่งมาด้วยกัน เธอปล่อยมือนั้นและวิ่งแยกไปอีกทาง หากโชคยังดีพอเธอก็หวังว่าจะรอดจากสถานการณ์นี้ไป
“จะไปไหน!” มือหยาบของชายแปลกหน้าจับที่ข้อมือของเธอเอาไว้จนแน่น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาเป็ใครและ้าอะไรแต่ดูเหมือนจุดประสงค์ของพวกเขานั้นจะเป็เธอ
“โอ๊ยย!”
เมื่อได้ยินเสียงผู้เป็นายร็อตก็วิ่งเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว มันงับเข้าที่ขาชายคนนั้นอย่างจังจนเขาผละมือออกจากเธอ
คงเป็สัญชาตญาณของสัตว์บวกกับการถูกฝึกมาอย่างดีมันจึงรีบวิ่งเข้ามาปกป้องเธอเมื่อรู้ว่าเธอมีอันตราย
อย่างที่เธอคิดไว้ไม่มีผิดว่าหากเธอนำร็อตมาด้วยมันต้องเป็การดี มันทั้งถูกฝึกมาอย่างดี รวดเร็ว และประสาทััยังเฉียบแหลม
“วอนหาที่จริงๆ” ชายฉกรรจ์ดูน่ากลัวเอื้อมหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมาจากด้านหลังกางเกงของตนเอง
ดวงตาคู่งามเบิกโพลงด้วยความใ พลันหัวใจของเธอเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก
“ร็อต!”
ปัง