ในขณะเดียวกัน ภายในดินแดนต่างๆ ของโลกเบื้องบน ไม่ว่าจะเป็นสำนักใหญ่ นิกายชั้นสูง ตระกูลโบราณ หรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ปกติจะปิดตัวเงียบอยู่ตลอด กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย พลังวิญญาณไหลย้อน สัตว์วิเศษโผบินหนี บรรยากาศทั่วทั้งฟ้าราวกับกำลังแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน
ต้นตอมาจากเพียงหนึ่งเดียวการปรากฏขึ้นของร่างกายแห่งกาลเวลา
มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ร่างกายประเภทนี้เป็นสิ่งที่เทพเจ้าบรรพกาลยังพูดถึงด้วยความหวาดหวั่น เพราะมันเกี่ยวพันกับพลังแห่งกาลเวลา มันไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะปลุกมันขึ้นมาได้ง่ายๆ นี้คือร่างกายที่จัดอยู่ใน 3 อันดับแรกที่แข็งแกร่งที่สุด และมันจะมีเพียงแค่ 1 คนเท่านั้นที่ครอบครองร่างกายเทพเจ้าแห่งกาลเวลาได้ใน 1 ยุค และร่างกายนี้ไม่สามารถขโมยต้นกำเนิดหรือใช้วิธีใดๆ ดึงออกมาจากร่างของผู้ครอบครองได้
ทุกกองกำลังเคลื่อนไหวกันอย่างบ้าคลั่งแต่เมื่อพลังอันมหาศาลนั้นถูกตรวจพบว่าแผ่ออกมาจากภายในเขตของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ ทุกกองกำลังก็หยุดนิ่งทันที
ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไป สถานที่ที่แม้แต่ผู้นำพันธมิตรหมื่นสวรรค์ก็ยังต้องสงวนท่าที
ณ มิติพิเศษแห่งหนึ่ง ที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างรอยแยกของกาลเวลาและอวกาศ เสียงเย้ยหยันของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันและมันเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองป่นความอิจฉา
“หึ...ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะนี่มันเริ่มจะแข็งแกร่งเกินไปแล้วจริงๆ แม่งโคตรโกง ยุคไหนๆ ก็มีแต่คนเก่งๆ เต็มนิกายไปหมด ข้าละเบื่อจริงๆ”
ภายในหุบเขาลึกลับแห่งหนึ่งที่มีรูปแบบระดับเทพเจ้าคุ้มกันเอาไว้อยู่ “โอ้ น่าสนใจจริงๆ ผู้อาวุโสผู้พิทักษ์เตรียมเดินทางไปทางใต้กับข้าทันที”
…..
…..
ไม่กี่ชั่วยามหลังจากนั้น ภายในร้านอาการเล็กๆ ที่กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความปั่นป่วน มู่ ซือซ่านก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
นางรับรู้ได้ทันทีว่าร่างกายแห่งกาลเวลาของนางได้ถูกปลุกขึ้นอย่างสมบูรณ์โดยที่ไม่ตั้งใจ นางพยายามจะหยุดมันแล้ว แต่ร่างกายของนางนั้นกลับตอบสนองต่อคำพูดของหานหมิงจนเกินควบคุม
เดิมที นางตั้งใจว่าจะใช้เวลาอีกสองสามวันเพื่อเตรียมพร้อมให้ถึงขีดสุดก่อนจะปลุกมันขึ้นด้วยตนเอง แต่ทุกอย่างกลับพังพินาศเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ
คำพูดของหานหมิงยังคงสะท้อนอยู่ในหัวนางไม่หยุด มู่ ซือซ่านกัดฟันแน่น พึมพำในใจอย่างขุ่นเคือง
“ท่านอาจารย์ ท่านบอกข้าว่าอย่าลงไปว่ายในน้ำแต่สิ่งที่ท่านทำกับข้าในวันนี้คือท่านใช้เท้าถีบข้าลงไปเลยต่างหาก”
นางกลอกตาเบาๆ แล้วแสร้งทำหน้ามึนงง พลางเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เหนือหลังคาที่พังทลายของร้านอาหาร และทันใดนั้นเอง ใบหน้าหลายใบก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มเมฆ
บางคนเป็นผู้ที่นางคุ้นหน้าคุ้นตาในอดีต บางคนเป็นผู้ที่นางให้ความเคารพ บ้างก็เป็นคนที่นางอยากหลีกหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
บนท้องฟ้า มีทั้งผู้นำดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ปรมาจารย์แห่งยอดเขาทั้งสิบ ผู้อาวุโสหลักระดับสูง แม้กระทั่งบรรพบุรุษบางคนที่ควรจะหายสาบสูญไปแล้วก็ยังปรากฏตัวขึ้นมา และหนึ่งในนั้น...คือคนที่นางไม่อยากเจอที่สุด มู่หนานซือ
หญิงสาวผู้เป็นดั่งเงาคอยบดบังนางตลอดชีวิตในชาติก่อน ที่กำลังลอยเคียงข้างอยู่กับชายชราผู้หนึ่งที่เป็นถึงผู้อาวุโสหลักลำดับที่สองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์
มู่ ซือซ่านสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วรีบคุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่ลังเล โดยไม่แม้แต่จะคิดถึงอดีตของตนเองที่เคยเป็นถึงเทพเจ้ามาก่อน
เสียงหานหมิงผุดขึ้นมาในใจของนางอีกครั้ง คราวนี้เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
“พระเจ้าไม่ได้สร้างให้ปีกกับมนุษย์…”
มู่ ซือซ่านส่ายศีรษะทันทีเพื่อไล่เสียงนั้นออกจากหัวให้เร็วที่สุด
“พอแล้วววว...” นางบ่นในใจ แล้วหลับตาลง ตั้งสติให้มั่น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่หนักแน่น
“คารวะ...ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน”
ทันทีที่นางพูดจบ ไม่ใช่แค่นางเพียงผู้เดียวที่คุกเข่าลง ศิษย์ทั้งร้าน รวมถึงศิษย์ที่มุงดูอยู่โดยรอบต่างก็คุกเข่าตามอย่างเป็นระเบียบ
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากกลางอากาศ
“เจ้ามีนามว่าอะไร สาวน้อย...”
เสียงนั้นสงบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยพลังที่กดดันให้หัวใจของศิษย์หลายคนเต้นสะดุด
มู่ ซือซ่านที่ก้มหน้าอยู่แสร้งเบือนหน้ามองไปทางซ้ายทีขวาที เหมือนเด็กน้อยไม่แน่ใจว่าถูกเรียกอยู่หรือไม่
ชายผมขาวที่ลอยอยู่บนอากาศยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เจ้านั่นแหละ สาวน้อย ไม่ต้องมองหาใครหรอก ข้าเรียกเจ้า”
มู่ ซือซ่านกัดฟันแน่นเล็กน้อย กลั้นใจแล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นแต่พยายามทำเหมือนให้มันสงบที่สุด
“ข้า...ข้าเป็นเพียงศิษย์รับใช้ มีนามว่า มู่ ซือซ่าน เพคะ”
เสียงของนางเบา แต่ชัดเจนพอให้ทุกคนได้ยิน และในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศทั่วทั้งร้านอาหารก็เงียบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง
ก่อนที่ชายผมขาวหน้าตาหล่อเหลาจะพูดขึ้น “ดี...งั้นตามข้ากลับไปที่ตำหนักหลักเพื่อที่จะได้คุยกันสะดวกๆ”
เมื่อเขาพูดจบชายผมขาวก็ใช้พลังวิญญาณพา มู่ ซือซ่านลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าและพาบินไปที่ตำหนักของผู้นำดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะทันที ขณะเดียวกันแหวนมิติก็หล่นลงมาที่ร้านอาหารแห่งนั้นจากช่องหลังคาที่พังไปแล้ว เจ้าของร้านรีบเขาไปเก็บทันทีก่อนจะพูดขึ้น
“ขอบคุณท่านผู้นำดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะขอรับ”
…….
…….
ผ่านไปไม่นาน ภายในวังสวรรค์ของผู้นำดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ ภายในพื้นที่พิเศษในมิติที่แม้แต่ศิษย์หลักก็ไม่มีทางเหยียบย่างเข้ามาได้ง่าย ๆ กำลังเต็มไปด้วยแรงกดดันที่หนักอึ้งจากเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุด
ผู้อาวุโสหลัก ผู้นำยอดเขาสำคัญต่างๆ ปรมาจารย์ที่เคยผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน ล้วนมานั่งรวมตัวกันอยู่ตรงนี้ บนเก้าอี้ไม้วิญญาณหรูหราประจำตัวของแต่ละคน เสียงสนทนาเบา ๆ ปะปนกับลมหายใจที่มีเพียงผู้มีพลังขั้นสูงเท่านั้นที่รับรู้ได้
ท่ามกลางแรงกดดันนั้น ชายคนหนึ่งยกมือขึ้นเล็กน้อย ทุกเสียงเงียบลงทันที ชายผู้นั้นมีใบหน้าสงบนิ่งแต่แฝงด้วยอำนาจ เขาคือ ซือเทียน ผู้นำคนปัจจุบันของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ
ซือเทียนหันมามองหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าจะเริ่มจากแนะนำตัวก่อน เพราะเจ้าอาจยังไม่รู้จักข้า… ข้าชื่อซือเทียน ผู้นำคนปัจจุบันของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ”
เพียงชื่อเดียวชื่อนี้ก็ทำให้ทั้งมิติเงียบสนิท
“คารวะ ท่านจ้าวแดนศักดิ์สิทธิ์” มู่ซือซ่านทรุดกายลงคุกเข่าด้วยความเคารพอย่างถึงที่สุด เสียงของนางแม้จะแผ่วเบา แต่หนักแน่นในความจริงใจ
ซือเทียนเพียงโบกมือเบา ๆ เป็นเชิงอนุญาตให้นางลุกขึ้น “ลุกขึ้นเถอะ ทำตัวตามสบาย”
นางลุกขึ้นด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ยากจะอธิบาย เพราะคนตรงหน้านี้... ไม่ใช่แค่จ้าวแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาคือคนที่นางสนิทมากพอๆ กับศิษย์พี่และศิษย์น้องคนอื่นๆ ในชีวิตก่อน
และที่สำคัญกว่านั้นในวันที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะเกิดการต่อสู้กันภายในและแตกแยก เขาคือหนึ่งในดาบที่เฉียบคมที่สุดของหานหมิง ไม่ว่าหานหมิงจะมอบหมายภารกิจใด ซือเทียนก็สามารถทำสำเร็จได้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อบกพร่อง
ขณะนั้น จู่ ๆ ซือเทียนยกมือขึ้นอีกครั้ง วาดอักขระกลางอากาศเพียงไม่กี่จังหวะ รูปแบบพลังบางอย่างก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันบิดเบี้ยวเล็กน้อยก่อนจะคงรูปเป็นประตูมิติสีแดงสดที่เปล่งแสงรางๆ แผ่กลิ่นอายข่มขู่ราวกับมันสามารถกลืนกินวิญญาณของมู่ซือซ่านได้
เขามองไปยังมู่ซือซ่านพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าอยากทดสอบเพื่อเลื่อนขั้นตำแหน่งของเจ้าหรือไม่ หากเจ้าสนใจก็เดินเข้าไปได้เลย”
ประโยคนี้ไม่ได้ดังออกมาเหมือนคำประกาศทั่วไป หากแต่ส่งตรงเข้าไปในจิตสำนึกของมู่ซือซ่านโดยตรง
ผู้อาวุโสทั้งหลายที่นั่งล้อมรอบต่างไม่กล่าวสิ่งใด ไม่มีเสียงคัดค้าน ไม่มีการขัดขวาง ใบหน้าทุกคนสงบนิ่ง... แต่นัยน์ตาแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลายรวมกันอยู่
มู่ซือซ่านยิ้มบาง ๆ นางรู้ดีว่านี่คือบททดสอบของ ธิดาศักดิ์สิทธิ์ มันได้ทั้งการตรวจสอบตัวตน ความภักดี ความสามารถ และอื่นๆ ซึ่งในตอนนี้นางไม่มีทางเลือกใดๆ อีกแล้วนางก้าวเข้าสู่ประตูมิติสีเลือดนั้นทันที
……..
……..
……..
……..
เวลาเพียงหนึ่งนาทีผ่านไป
แสงสีแดงสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง ก่อนร่างของนางจะก้าวออกมาจากอีกฟากของประตูด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีบาดแผลแม้แต่รอยขีดข่วน
ทั่วห้องประชุมเงียบงันลงอีกครั้ง
ดวงตาของเหล่าผู้อาวุโสมากมายเบิกกว้างขึ้น บางคนถึงขั้นลุกขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง
แม้แต่ซือเทียนเองก็ชะงักไปเสี้ยวลมหายใจ ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะขยายยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
เขากล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “ต่อจากนี้ไป มู่ซือซ่าน... จะกลายเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งของธิดาศักดิ์สิทธิ์”
เสียงของเขาไม่ได้ดังแค่ในห้อง หากแต่ถูกส่งผ่านอักขระสื่อสารระดับสูงออกไปยังโลกภายนอกในทันที มันกระจายไปทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ยอดเขาใหญ่ ยอดเขาเล็ก สถานที่ต่าง ๆ ทั้งเมืองลอยน้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยของมู่ซือซ่านในอดีตแม้แต่พื้นที่ห่างไกลในหุบเขาและแนวป่าก็ยังได้ยินเสียงของซือเทียน
ข่าวที่มู่ซือซ่านผ่านบททดสอบธิดาศักดิ์สิทธิ์สร้างความสั่นสะเทือนให้ทั้งดินแดนอย่างรุนแรง
ไม่ใช่แค่ศิษย์หลัก ไม่ใช่แค่ศิษย์แท้จริง แต่แม้กระทั่งผู้ท้าชิงตำแหน่งของธิดาศักดิ์สิทธิ์... ต่างพากันตกตะลึง
บางคนไม่อยากจะเชื่อ บางคนหัวเราะ บางคนเริ่มรู้สึกว่าคู่แข่งคนนี้น่าจะไม่ใช่คนที่ควรประมาณ
ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองรอบนอกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ มู่หนานซือจ้องมองไปที่กระดาษที่เขียนข้อมูลของใครบางคนเอาไว้ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขี้เล่น
“มู่ซือซ่าน….”