“เรือนแม่อยู่ที่ใดฤา ข้าจักไปส่ง”
“ขะ ข้า...มิใช่หญิงดอกหนา ใยจึงเรียกเช่นนั้น”
อินทรีเปลี่ยนจากวิ่งมาเดินตามก้าวย่างปกติ เพราะเสียงเอ็ดตะโรของชาวบ้านที่วิ่งตามมานั้นเงียบไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้วางดรุณให้ลงเดิน ตาคมปราดมองไปที่ดวงหน้าหวานของผกาเล็กน้อย ก่อนจะลอบสูดหายใจลึกเพื่อเอาความหอมหวานจากเขาเพื่อเติมพลัง
“ผกาก็ท้องได้ ต่างจากแม่หญิงทั่วไปอย่างใดกัน ใบหน้าฤาก็งามฉะนี้”
ประโยคหลังเขากระซิบเสียงเบาเพื่อไม่ให้ชุ่มที่เดินตามมาข้างหลังได้ยิน ดวงหน้าขาวร้อนผ่าวของผกาตอนนี้ปรากฏเป็สีแดงระเรื่อ ดวงตาโตผลุบลงมองไปยังอักขระยันต์ที่แผงอกของภมรแทนด้วยความเขินอาย เพศรองที่อยู่ต่ำที่สุดของเขาทำให้ไม่ค่อยจะมีใครให้เกียรติสักเท่าไหร่นัก เห็นทีก็จะมีแต่พวกบ่าวไพร่ที่ยอมกราบไหว้และให้ความเคารพตามหน้าที่และฐานะของพวกมันก็เท่านั้น (บางคน) พอมาเจอภมรสุภาพแบบนี้แล้วมันก็ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ อันห่อเหี่ยวได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“ภมรที่ไวต่อกลิ่นผกาเยี่ยงท่านใยจึงมิกำหนัดเยี่ยงธราที่อยู่ในวัดเมื่อครู่”
เสียงหวานเอ่ยถามขึ้นเพื่อกลบความเขินอาย มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแต่ตาคมยังคงจ้องมองฝ่าความมืดไปยังเบื้องหน้า
“พระครูที่ข้าเรียนมาด้วยท่านสอนเสมอว่าสิ่งที่มนุษย์พึงมีคือสติ และท่านก็ให้ข้าฝึกสมาธิเสมอ ทำให้สามารถประครองสติอยู่ได้ แต่หากถ้า...ถ้าเข้า่กลัดมัน ข้าก็คงจักเหมือนภมรทั่วไปนั่นแหละหนา”
ดวงตาของทั้งสองจ้องประสานกันอย่างไม่วางตาคล้ายกับว่าจะสามารถสื่อสารกันได้ผ่านดวงตาคู่สวยนี้ ทั้งรูป กลิ่นและเสียงของภมรมันทำให้สติของผกาได้หลุดลอยไปไกลแล้ว ก่อนที่อินทรีจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง เสียงทุ้มน่าฟังของเขามันช่วยเรียกสติของดรุณให้กลับมาดังเดิม
“แล้วจักตอบข้าได้หรือยังว่าเรือนของแม่อยู่ที่ใด คงมิให้ข้าอุ้มเดินไปเยี่ยงนี้เรื่อยๆ จนเช้าดอกหนา ข้าจักต้องรีบกลับไปเปรียบมวย”
“เอ่อ...ขะ ข้าอยู่ที่เรือนของนายบ่อนทองขาว”
ตาคมปราดมองดวงหน้าหวานด้วยความใ ก่อนจะเอ่ยคำถามที่ไม่ควรถามออกไป ทำให้เ้าของดวงหน้าหวานนั่นมีอารมณ์โกรธขึ้นมาทันที
“แม่เป็...อนุของนายบ่อนรึ”
ถามพลางรีบวางร่างบางให้ลงเดินกับพื้นเช่นเดิม
“อนุเยี่ยงนั้นรึ! ถึงแม้นข้าจักเป็ผกา ข้าก็มิลดทอนศักดิ์ศรีตนเองไปเป็เมียน้อยของผู้ใดดอกหนา เป็เมียบ่าวเสียยังดีกว่าต้องไปแย่งผัวของผู้อื่น!”
“เดี๋ยวก่อน! ข้าก็แค่ถาม ใยถึงได้โกรธข้าถึงเพียงนี้”
มือหนาคว้าเอาข้อมือเล็กไว้ในขณะที่ดรุณกำลังกระทืบเท้าปึงปังจะเดินหนีด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะสะบัดออกอย่างแรงจนเกือบโดนหน้าของชุ่มที่เดินมาตามหลัง
“เปล่า ท่านส่งข้าแค่กงนี้แหละ เดี๋ยวข้าจักเดินกลับเอง”
“ได้เยี่ยงไร เดินนำไปเถิดหนา เดี๋ยวข้าจักไปส่ง เรือนของนายบ่อนอยู่อีกตั้งไกล”
ดรุณไม่ตอบ แต่กอดอกแน่นพลางสะบัดหน้าหนี ท่าทางคล้ายกับเมียงอนผัวก็ไม่ปาน
ทั้งสามเดินตามกันมาเงียบๆ จนถึงเขตเรือนของนายบ่อนทองขาว เนื้อที่บ้านกว้างขวางติดริมคลอง มีเรือนไทยหลังใหญ่ตรงกลางเป็ของนายทองขาวและนายหญิงนวล รอบนอกมีเรือนไทยหลังเล็กๆ อีก 4 หลังที่เป็เหล่าเมียน้อยของเขา และเรือนทาสที่ปลูกเป็กระท่อมอยู่อีกหลายหลัง
แต่มีเรือนไทยหลังหนึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเรือนอนุของเขาเล็กน้อย มันซ่อนอยู่ด้านในสวนดอกไม้นานาพันธุ์ มีรั้วรอบขอบชิดแบ่งแยกออก คล้ายกับว่าไม่ได้อยู่ร่วมกันเป็ส่วนหนึ่งของบ้านนายบ่อน ถ้าหากไม่สังเกตดีๆ ก็คงจะมองไม่เห็นว่ามีเรือนอยู่ในดงดอกไม้เ่าั้
“ถึงแล้ว ท่านกลับไปเถิด ขอบน้ำใจที่ช่วยข้าเอาไว้แล้วยังเดินมาส่ง!”
ดวงหน้าหวานยังคงมีสีหน้าที่เง้างอนหลงเหลืออยู่ มันเชิดรั้นขึ้นเล็กน้อย แขนเรียวทั้งสองข้างยังกอดประสานกันอยู่ที่หน้าอกนูน ดรุณใช้หางตาปรายมองไปยังคนร่างสูงเล็กน้อย
“แม่เป็ทาสอยู่ที่นี่รึ ชื่อเสียงเรียงใดกัน”
“คิก!”
หมดแรงที่จะปั้นหน้าโกรธอยู่ต่อ ดรุณเผลอปิดปากหัวเราะคิกคักออกมาเมื่อชายหนุ่มเอ่ยถามจบประโยค หัวคิ้วหนาของอินทรีขมวดเข้าหากันเป็ปมคล้ายกับกำลังตั้งคำถามในใจว่า
ข้าพูดอันใดผิดไปเยี่ยงนั้นรึ? ...
“อะแฮ่ม! อื้ม...ข้าชื่อดรุณ”
ปากหยักยกยิ้มขึ้นจนเห็นไรฟันสีขาว ก่อนจะเอ่ยประโยคหวานทำให้ดรุณใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นอีกครั้ง
“ดรุณ ชื่อช่างเสนาะหูเสียจริง ข้าจักขอเก็บไปฝันถึงได้หรือไม่เล่า”
“ปากหวานเยี่ยงนี้คงจักเกี้ยวเหล่าธราแลผกาไปทั่วสิหนา”
“หากข้าเกี้ยวไปทั่วคงจักมิครองตนเป็โสดเยี่ยงนี้จนอายุ 27 ดอกหนา ข้าคงจักมีเมียเป็ยุ้งเป็ฉาง”
“นั่นใครน่ะ!”
เสียงตวาดลั่นดังมาจากทางด้านเรือนของนายบ่อน แสงไฟจากปลายคบเพลิงเข้ามาใกล้ทุกทีช่วยไล่ความเขินอายของผกาไปได้เป็ปลิดทิ้ง มือเล็กดันหลังหนาให้รีบออกไปจากบริเวณ
“ทาสชายที่เรือนคงจะออกมาเดินเวร ท่านรีบไปเถิด”
“ข้าจักแวะเวียนมาหาแม่อีกได้หรือไม่”
เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังไม่วายจะมีกะจิตกะใจมาเกี้ยวต่อ ทั้งๆ ที่รู้ว่านายบ่อนไม่ชอบให้คนนอกเข้ามาเหยียบย่างในบริเวณเรือนแบบนี้ นรกกำลังมาเยือนแท้ๆ หากเขาถูกจับได้คงจะโดนซ้อมจนอ่วม
“เถิดน่า รีบไปก่อน!”
ไม่วายแอบหยิบเอาดอกสายน้ำผึ้งที่ทัดอยู่บนซอกหูขาวมาเหน็บไว้ที่เอวผ้าเตี่ยวสั้นโดยไม่ให้เ้าของได้รู้ตัว ก่อนจะรีบวิ่งกลับออกไปยังวัดเพื่อเปรียบมวยต่อ
“ไอ้อินทรี! ข้าก็นึกว่าตายคาตีนพวกธราไปแล้วเสียอีก เอ็งหายไปที่ใดมา รู้หรือไม่ว่ากรรมการเขาให้อ้ายเอี้ยงชนะไปแล้ว”
ร่างผอมเกร็งของลุงหวังถลาเข้ามาเขย่าแขนเขาอย่างแรง สีหน้าเป็กังวลเพราะเกรงว่าเงินรางวัลจะไม่พอปลดหนี้ให้ผีพนันอย่างพ่อกับแม่ของเขา แล้วจะพาลเอาไอ้เหล็กที่เขารักและเอ็นดูเหมือนหลานอีกคนหนึ่งไปขาย
“เหลืออีก 2 คู่ใช่หรือไม่ลุง”
“เออสิวะ ชกคู่ถัดไปจากคู่นี้นี่แหละ”
“9 คู่ก็ เกือบๆ 3 ตำลึง2 เหลือๆ เลยจ้ะลุง”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ระบบสกุลเงิน (ตำลึง2) คือ 1 ตำลึง มีค่าเท่ากับ 4 บาทในปัจจุบัน (ในสมัยร.5 ทองบาทละ 6-9 บาท ใน่ก่อนที่อังกฤษจะปฏิวัติ หลังจากปฏิวัติแล้วราคาทองก็พุ่งไปถึงบาทละ 23 บาท) ก่อนจะมีการประกาศเปลี่ยนสกุลเงินเป็เงินบาทใน่ต้นรัชกาล