ลงจากหอผู้ป่วยเช้าตรู่วันจันทร์ รัมภาเพียงพิศโดยสารเรือสาธารณะไปบ้านที่ธนบุรีของพี่สาว ลมแม่น้ำโบกผมหางม้าปลิวเย็นสดชื่นใบหน้าคลายอ่อนล้า
‘ไม่เหมือนขนมแม่’
เสียงทุ้มนุ่มล่องมาตามสายลมแม่น้ำ คุณชายหมอกคล้ายรำพึงเบาๆ มากกว่าทูลตอบองค์ย่าน้อยเมื่อมีรับสั่งถามว่าขนมที่น้องหญิงทำรสชาติเป็อย่างไรบ้าง ความคิดลอยไปพร้อมเรือแล่นบนผิวน้ำ เมื่อมีเวลาส่วนตัวไม่ต้องจดจ่อกับหน้าที่ระหว่างเข้าเวร เธอหวนรู้สึกได้ว่าคุณชายหมอกคิดถึงขนมของแม่จริงๆ
มิใช่เพียงการครัวของสตรี สำรับคาวหวานแสดงสายสัมพันธ์ของสองวัง เป็ที่รู้กันว่าพระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์ทรงรักพระมาตุจฉาสิรมารคมงคลและทรงสนิทสนมรักใคร่พระภคินีฉันท์ฉินจำรัสหล้ายิ่งนัก พระองค์หญิงทรงปูทางประสานเป็ทองแผ่นเดียว ทางเดียวกับที่คุณหญิงตาณโพยมกับคุณชายธภูมิและคุณหญิงสลิลทิชกับคุณชายธพุฒิ...เคยเดิน
มื้อกลางวันนั้นทรงเย้าว่าย่ามานั่งทานด้วยคงไม่ขัดหนุ่มสาว แต่เธอรู้ ทรงมากุมเชิงคุณชายหมอก ชิ ! กินข้าวกินขนมราวกับรับภารกิจแบกโลกไว้ หมั่นไส้น่ะหมั่นไส้แต่ก็ขำ นี่เราทำคุณชายหมอกหนักหนาสาหัสขนาดนั้นเชียว!
ระหว่างเขาเขี่ยๆ ขบ ๆ ยังกับฝืนกลืนดินทราย หน้าหงิกว่ากินขนมที่เธอทำฝืดคอแค่ไหน แม่บ้านฝึกหัดก็คอยดูอยู่ว่าจะมาเชิงไหน กระทั่งคุณชายเอ่ย ‘มีงานด่วนที่กองบิน’ จะว่าคุณชายหมอกผิดนัดก็ใช่ที่เพราะเขาไม่เคยรับปากจะพาไปฟังเพลง มีแต่องค์ย่าน้อยทรงหนุนให้พาน้องไป ได้ทีแล้วคุณชายหมอกควบเ้ามะกอกโกยแน่บประหนึ่งลี้ข้าศึก กลัวจริงกลัวจังกลัวเราเกาะติด ไม่ไปหรอกฟังเพลงที่แมนดาริน เอ็กซ์เทิร์นมีขึ้นวอร์ดตอนตี 4 ย่ะ คุณชายนายทหารอากาศ !
ภายหลังอยู่เวรเช้ามืดวันหนึ่งยันเช้าอีกวัน นักศึกษาปีสุดท้ายนอนหลับพักผ่อนเพียงพอแล้วลงไปลานใต้ถุนหลังบ้าน จกขนมดอกลำเจียกแถวนั้นรองท้องพลางถามพี่สาว
“พี่ตาณ ขนมหม่อมแม่คุณชายหมอกทำเป็แบบไหน”
“ขนมอะไรล่ะจ๊ะ”
“เล็บมือนาง”
“ถามทำไมล่ะ” คนถามอมยิ้ม
“จะให้พี่ตาณสอน”
“อยากเรียนรู้ไว้เพื่อใครคนหนึ่งเหรอจ๊ะ” พี่สาวสัพยอก
แม้ไม่อยากปิดกั้นความปรารถนาจะทำให้คุณชายหมอก หากคำตอบที่ออกไปคือ
“ก็น้ำว้าเคยคิดถึงกับข้าวหิวขนมที่แม่ทำ อย่าว่าแต่ยำทวายแค่ไข่พะโล้อยากกินจะหาจากไหนเหมือนเปี๊ยบ ของน้ำว้ายังดีมีพี่ตาณ”
เ้าตัวปากแข็งลดเลี้ยวตามเคย พี่สาวเบนไปซักถามเื่ในห้องเครื่องที่ตำหนักเมื่อวันเสาร์ สรุปว่าตัวเองไม่ได้หัดแต่ปล่อยแม่ปองทำทั้งหมด จะเล่นแผลงไปถึงไหน...น้องสาวฉัน
“ตัวสูตรไม่ยากนะ เล็บมือนาง” เธอเปรย
“ไม่ยากแล้วทำไมคุณชายหมอกว่าไม่เหมือน แม่ปองก็คนห้องเครื่องั้แ่หม่อมแม่คุณชายยังอยู่ ไม่ใช่เหรอพี่ตาณ”
“ใช่จ้ะ แม่ปองไม่ได้แย่ แต่จะเอาประณีตขั้นต้นฉบับแกมือห่างไป แล้วน้ำว้าจะหัดทำกับพี่เมื่อไหร่”
ด้วยตารางเรียนกับอยู่เวร เ้าตัวรู้ว่าเอาเข้าจริงจะไปอักขระกานต์ได้กี่มากน้อยเชียว
“เดี๋ยวนี้เลย”
นี่ล่ะน้องสาวฉัน พี่สาวแอบยิ้มเดินไปสั่งงานบุญถนอมผู้เป็พี่เลี้ยงแต่อ้อนแต่ออกและติดสอยห้อยตามมาจากวังวิมุขมาศ สั่งพี่เลี้ยงคุมลูกมือทำขนมเสร็จสรรพจึงกลับมาสอน เริ่มั้แ่เลือกส่วนผสมแป้งต้องใหม่ไม่มีกลิ่นอับหอมตามธรรมชาติ ที่แม่ปองทำไม่ได้ตามสูตรอาจเพราะหย่อนความถี่ถ้วนั้แ่จ่ายตลาด
ขั้นแรกผสมแป้งข้าวเ้า-แป้งเท้ายายม่อมตามด้วยน้ำเปล่า บางสูตรใช้น้ำลอยดอกมะลิ “บ้านโน้นไม่ชอบกลิ่นน้ำลอยมะลิก็ไม่ต้องใส่ คุณป้าหญิงสิริสรรพชอบแต่ท่านทำตามที่คุณชายกับท่านพ่อของคุณชายโปรด เพื่อลูกเพื่อสามีล่ะจ้ะ” ตาณโพยมเติมกะทิลงในชามผสม “ของเราใส่กะทิกลางด้วยตัวแป้งจะหอมกลมกล่อมขึ้น” แล้วส่งโถแก้วบรรจุน้ำใบเตยคั้นให้น้องสาว “แป้งของน้ำว้าใส่น้ำใบเตยแทนน้ำเปล่านะ”
“ทำไมล่ะคะ”
“นี่ล่ะ สำหรับคุณชายหมอกเลย คุณป้าหญิงเล่าให้พี่ฟังว่าลองใส่น้ำใบเตยเข้มข้นทำแป้งสีเขียวแยกต่างหาก คุณชายหมอกยังเล็ก ๆ ชอบกัดแทะเล่นเพราะเป็สีเดียวที่มีกลิ่นรสหอมในตัว ตัวสีขาวกับชมพูจะมันจืดตามรสแป้ง อันนี้คนนอกไม่รู้” ใช้พายคนส่วนผสมเข้ากันแล้วเทลงกระชอนตาถี่กรองไม่ให้เนื้อแป้งค้าง “แม่ปองอายุมากขึ้นความพิถีพิถันก็ถดถอย บางทีมองว่าส่วนผสมเข้ากันเนียนดีเลยไม่กรองแป้ง”
คนเรียนตั้งใจทำตาม ถัดไปตั้งกระทะทองเหลืองเพื่อกวนแป้ง แยกกวนสองกระทะบนสองเตา “ใช้ไฟร้อนปานกลาง กวนตลอดห้ามรามือกวนไปด้วยนวดไปด้วย” เมื่อแป้งเริ่มสุกให้ปรับเป็ไฟอ่อน “สุกพอดีแป้งจะใสทั่วกันหมดเหนียวหนึบนุ่มกำลังดี”
ขั้นนวดแป้งรอให้คลายความร้อน ระหว่างนั้นพี่สาวถาม
“คุณชายหมอกชิมขนมแล้วว่ายังไงอีกบ้าง”
“เขาไม่พูด เขาทำหน้าปั้นยาก”
“เหรอจ๊ะ งั้นไม่ใช่แค่ไม่เหมือนรสชาติก็ไม่ผ่าน แต่ฝีมือแม่ปองนะที่ไม่ผ่าน ไม่ใช่ฝีมือคุณหญิงเพียงพิศใช่ไหม” เธอล้อน้อง
น้องจีบปากทำเสียงหวานหยดย้อย “สุดฝีมือแล้วนะคะพี่ชายหมอก” พี่สาวใหญ่หัวเราะคิก “น้ำว้าเลียนแบบพี่น้ำหอมตอนฉอเลาะคุณชายธพุฒิ เขาทำท่าขนลุกด้วย”
“เรานี่ก็ไปแกล้งเขา” คนพูดโรยแป้งมันเป็นวลเริ่มนวดแป้งน้ำหนักมือพอดีๆ
นวดได้ที่แล้วแบ่งแป้งเป็สองก้อน คลุมผ้าขาวบางก้อนที่พักไว้ รินน้ำจากดอกเฟื่องฟ้าลงแป้งนวดให้เข้ากันเป็สีชมพู “จะเอาเหมือนเปี๊ยบต้องสีจากธรรมชาติ ดอกไม้ใบไม้พวกนี้วังเรามีหมด ที่อักขระกานต์ก็มี แต่พอไม่มีคุณป้าหญิงคุมแม่ปองแอบหยดสีผสมอาหารเรื่อย อ้อ...แป้งต้องคงความร้อนตลอดการนวดผสมสี”
เมื่อได้ครบสามสีขาว เขียว ชมพู คนสอนย้ำว่าอาหารตาอาหารปากไปด้วยกัน อาหารตาคือััด้วยตา คุณชายหมอกชินชอบสีสวยกำลังเหมาะคือเท่านี้ อีกอย่างคือขั้นปั้นแป้งต้องปั้นตัวเล็กกว่าที่เห็นทำขาย
“หม่อมแม่คุณชายขี้เล่นนะจ๊ะ ท่านว่าทำขนมให้เด็กต้องย่อส่วนเป็ขนาดเด็ก โต๊ะเก้าอี้ยังมีไซซ์เด็กเลย” คนเล่ามีรอยยิ้มเมื่อนึกถึงสตรีผู้เป็ทั้งครูที่ชื่นชมและญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรัก “ท่านเป็คนน่ารักอารมณ์ดี”
ปั้นแป้งตามครูทำให้ดูเป็ตัวอย่างได้สิบกว่าตัวศิษย์ชักโอด
“ทำเอง...กว่าจะได้กิน ยิ่งปั้นตัวเปี๊ยกอีก”
“สมัยก่อนคนมากเกณฑ์มาปั้นแป๊บเดียว มีห้องเครื่องใหญ่ทำเครื่องเสวยเ้านายและเลี้ยงข้าหลวงแยกจากตำหนัก พี่ยังทันเห็นพนักงานห้องเครื่องหุงข้าวกระทะใบบัวใหญ่ั์เลี้ยงคนทั้งวัง ห้องเครื่องชั้นล่างของตำหนักมีกุ๊กอาหารฝรั่งประจำ ยุคนั้นอาหารฝรั่งยังไม่แพร่หลาย ตอนพี่เล็ก ๆ ชอบไปดูทั้งสองครัว เด็กคนอื่นโดนไล่หมดคนห้องเครื่องว่าเกะกะ แต่เขาไม่ไล่คุณหญิง” คนเล่าหัวเราะน้อย ๆ
คุณหญิงเถาใหญ่คุ้นกับห้องเครื่องวังอักขระกานต์ ส่วนคุณหญิงกลางอย่าหวังให้อยู่หน้าเขียงหน้าเตา นโยบายของเธอคือทำไม่เป็ก็ไม่ต้องทำ ไม่เหนื่อยรับใช้ญาติวงศ์ทั้งตระกูล ทำเก่งให้ตายก็แม่ครัวดี ๆ นี่เอง คนห้องเครื่องวังนั้นรักคุณหญิงตาณโพยมทุกคนและเข็ดขยาดคุณหญิงสลิลทิชทั้งนั้นเช่นกัน
“พระองค์หญิงทรงเล่าประทานน้ำว้าว่า สมัยที่วังยังคึกคักนิยมให้ชนิดของหวานเท่าของคาว กับข้าวห้าหกอย่างของหวานก็ห้าหกชนิด เครื่องพานกับถ้วยกระจุ๋มกระจิ๋มไว้จัดสำรับหวานยังเก็บในห้องลายคราม”
“เมื่อก่อนวังเราก็ธรรมเนียมเดียวกันจ้ะ ตั้งเครื่องหวานประเภทนึ่ง ต้ม กวน อบ ทอด ปิ้งแช่อิ่ม เชื่อม ฉาบ สลับ ๆ กันไป ใช้เวลาใช้คนมาก แต่ไม่ยุ่งยากเพราะคนรับหน้าที่ทำเป็อย่าง ๆ ของตัวไปไม่ปนเป อันนี้ท่านย่าเราทรงเล่าประทาน ท่านว่าชีวิตในวังมีวิทยาการอยู่รอบตัว ดนตรีคณะพิณพาทย์ ร้อยดอกไม้ เย็บผ้า ปักสะดึง ถักลูกไม้ พี่พอทำอาหารฝรั่งได้เพราะลองทำตามกุ๊กที่ตำหนักใหญ่ของอักขระกานต์ แกเป็คนจีน”
แม่ครัวฝึกหัดปั้นแป้งสีเขียวกลางอุ้งมือให้ตัวนูนปลายเรียวแหลมแล้วโยนลงถาดโรยแป้งนวล ชีวิตในวังสมัยก่อนกลายเป็เื่เล่าฟังเพลิน มันแตกกระจายไปแล้ว เธอเองแอบทยอยขนเครื่องถ้วยชามพานงาม ๆจากวังวิมุขมาศมาให้พี่สาวเก็บรักษา แต่พี่ตาณให้เงินตีเสียว่าซื้อขายได้อัฐมาใช้จ่ายในวัง เธอเลยทูลท่านพ่อว่านำไปขายโดยไม่บอกว่าใครซื้อ
ปั้นแป้งเสร็จตั้งลังถึงต้มน้ำร้อน พี่กับน้องช่วยกันวางตัวแป้งบนผ้าขาวบางปูภาชนะที่เจาะรู เล็บมือนางของหม่อมแม่คุณชายเป็แบบนึ่งแล้วมูนกะทิ ร้านขนมไม่ค่อยมูนกันเลยหาซื้อที่ถูกใจไม่เจอ
“น้ำว้าลงมาทันเห็นแม่ปองต้มแล้วเคล้าๆ คลุก ๆ กะทิเอา”
“แกลัดเอาไว ต้มเร็วกว่ากัน” ตาณโพยมปิดผ้าขาวบางทับตัวแป้งก่อนปิดฝายกขึ้นเตา “ที่จริงไม่มีอะไรตายตัวแล้วแต่คนชอบ อย่างบ้านเราชอบแบบต้ม ตอนคุณแม่สอนพี่ทำพอน้ำเดือดพล่านใส่แป้งลงไม่ต้องคน แป้งลอยช้อนขึ้นได้เลย”
นั่นเป็เื่เดียวที่น้ำว้าอิจฉาพี่สาว เป็ลูกคนสุดท้องเธอมีเวลาอยู่กับแม่น้อยกว่าลูกทุกคน...เพียงสิบหกปี
นึ่งแป้งได้ที่แล้วนำมามูนในน้ำกะทิ ลานทำขนมอบอวลไอหอมละมุน เสียงเย็นรื่นเล่าเรื่อย ๆ “คุณชายหมอกกับคุณพี่ ๆทานแบบมูนกะทิมาแต่เล็ก น้ำว้าดูให้แป้งดูดกะทิอิ่มตัวแล้วเอาคลุกมะพร้าวขูดกันขนมติดหนืดไม่เป็ตัว”
ครูสาธิตการขูดมะพร้าวทึนทึกไม่อ่อนไม่แก่ ไล่มือแมวขูดจากข้างบน เบามือนิดเส้นจะได้สวย ๆ ไม่ขาด กดหนักจะเป็แผ่นไม่ใช่เส้น ตัวขนมเล็กมะพร้าวขูดก็ให้เล็กตามส่วน นำไปนึ่งแล้วโรยเกลือนิดเค็มมันเคล้าตัวแป้ง ส่วนเครื่องราดหน้าขนมขอเป็งาขาวไม่เอางาดำ ล้างผึ่งสะเด็ดน้ำก่อนคั่วจะยิ่งหอม คั่วไฟอ่อนให้สีเหลืองทองดีดในกระทะ งาคั่วใหม่ใส่ครกบุบให้แตกนิดหนึ่ง
“บุบนะจ๊ะไม่ใช่ตำ” ครูคุมให้ลงสากพอดี ๆ ได้ยินเสียงกรอบของงากลิ่นยิ่งออกหอมฟุ้ง ใส่งาคนคลุกน้ำตาลปริมาณสามต่อสอง “ขนมของเราไม่หวานโดดหวานแหลม ทำทานเองเราเลือกได้ ซื้อเขาไม่มีใครใส่งาเยอะกำไรจะน้อย”
แม่ครัวฝึกหัดตบมือป้าบ “ได้กินละ !”
“ยังจ้ะ เล็บมือนางแบบมูนไม่ต้องราดหัวกะทิ แต่ของคุณชายหมอกต้องเตรียมให้ด้วย หัวกะทิตั้งไฟอย่าแรง คน ๆ พอเดือดขึ้นควันไม่ถึงแตกมัน ไม่ใส่แป้งไม่โรยเกลือ ยิบย่อยแบบนี้แม่ปองถึงลืมบ้างตกหล่นบ้าง แกแค่ทำตามหน้าที่”
ทำเสร็จน้ำว้าหิวจัด ราดหัวกะทิโรยงาน้ำตาลคลุกแล้วหม่ำเลย ขนมทำสดใหม่หอมนุ่มลิ้น เห็นน้องเคี้ยวตุ้ย ๆ พี่สาวชื่นใจ
“ตัวสูตรดูไม่ยาก ความแตกต่างอยู่ที่สิ่งละอันพันละน้อย ถึงจะได้อาหารอิ่มเอมอิ่มตาที่ระลึกถึง”
พี่สาวจัดวางขนมให้สวยงาม “น้ำว้าอยากทำให้พี่ชายหมอกทาน...” เว้นจังหวะรอเ้าตัวจะขัดไหม ไม่แย้งแสดงว่ายอมรับ “ชนิดที่ร้องว่าเหมือนขนมแม่ ก็ลอง...”
“ตอนทำคลอดอาจารย์หมอว่าคล้ายพี่ตาณ กรีดช่องคลอดแล้วเย็บติดเหมือนกัน แผลสวยไม่สวยอยู่ที่ประณีตไม่เท่ากัน”
“อุ๊ย! ไม่เอาล่ะจ้ะ เปรียบเทียบแบบนี้พี่ใจสั่นจะเป็ลม”
“น้ำว้าเพิ่งเย็บมา อาจารย์ยังชมฝีเย็บสวย” เ้าตัวอวด
พี่สาวคันมืออยากหยิกนัก เสความจากทำขนมไปทำคลอดซะได้ อยากทำให้เขากินลีลามากเสียจริง...น้องสาวฉัน
“ที่น้ำว้าถาม ขนมหม่อมแม่คุณชายทำเป็แบบไหน ขนมเกินคำว่าฝีมือจ้ะ ใส่ใจทำด้วยรักจะอยู่ในขนม คุณชายหมอกเลยคิดถึงอยากกินขนมแม่ทำ...อิ่มใจว่าเป็ที่รัก”
“พี่ตาณรู้จักคนวังนั้นละเอียดลออแสนเหมาะเป็สะใภ้ใหญ่อักขระกานต์ ถ้าใช่ป่านนี้จบ ไม่ต้องมีคู่สองคู่สาม”
“อุ้ย!” ตาณโพยมมองซ้ายเมียงขวา “อย่าให้พ่อตาสลักคุณได้ยินเชียว เื่เก่าเข้าหูทีไรพี่ปลอบทีเป็ชั่วโมง”
น้ำว้าแย้มยิ้ม พี่ตาณเหมือนอาหารชาววังนี่เอง กลมกล่อมครบรสไม่จัดจ้านแต่ละมุน เยื้องย่างแช่มช้อยแต่ไม่เชื่องช้า กายงามตาวาจานุ่มนวลหู ตำรับชาววังจริง ๆ พี่สาวฉัน
“ยิ้มอะไรจ๊ะ”
“ยิ้มชมนางค่ะ ชมสาวชาววังคนงามชื่อตาณโพยม”
พี่สาวแก้มแดงเรื่อตีแขนน้องแปะแก้ขวย “ไม่ใช่สาว ๆ กับเขาแล้ว มีลูกแล้วจ้ะ”