ตอนที่ 26
“จะว่าไปเื่ที่ท่านช่วยเอ้อร์หนี่..บิดาและมารดาของนางรู้เื่นี้แล้วหรือยัง”กลางดึกสงัดในวันเดียวกัน เลี่ยงหลิ่งหันหน้าไปถามอีกคนที่กำลังนอนอ่านหนังสือกวีอยู่ ส่วนนางก็ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง
“รู้แล้ว”
“เช่นนั้นรึ? แล้วท่านบอกพวกเขาไปอย่างไร เล่าให้ข้าฟังหน่อย”
“เื่ง่าย ๆ พวกนี้ข้าว่าเ้าน่าจะเดาได้ ข้าไม่จำเป็ต้องอธิบาย”
“ท่านชอบทำให้ทุกอย่างมันไม่ชัดเจนจะว่าข้าไม่ได้นะเ้าคะ”
“หากชัดเจนจะเป็แม่ทัพของฮ่องเต้ได้อย่างไร”
นั่นสิ นางลืมไปว่าเขาเป็แม่ทัพ แม่ทัพย่อมทำทุกอย่างให้เป็ความลับและมักจะเก็บทุกอย่างไว้เป็ความลับ คนส่วนใหญ่จึงคาดไม่ถึงเื่ที่แม่ทัพทำ
“ถ้าให้ข้าเดา..อืม..ท่านไม่ได้ไปขู่อะไรพวกเขาใช่ไหม?”
“ข้าไม่ทำเช่นนั้น”
“เออ..แต่ว่าท่านไม่น่าจะเอาความดีความชอบที่สร้างมา มาเสียกับเื่เช่นนี้หรอก แต่จะว่าไปท่านเคยได้ยินข่าวลือที่เกี่ยวกับตัวท่านแล้วใช่หรือไม่?”
เลี่ยงหลิ่งเปลี่ยนเื่อยากรู้เื่อื่นแทนเพราะนึกขึ้นมาได้แล้วจึงถามเลย
“ข่าวลืออะไร?”
“ข่าวลือที่บอกว่าท่านโเี้ อำมหิต ฆ่าได้แม้แต่สัตว์ตัวเล็ก ๆ แค่
พวกมันย่างกรายเข้ามารบกวนท่านในจวน ชาวเมืองพูดกันปากต่อไปจนทำให้ผู้อื่นที่ผ่านมาในแคว้นของเราได้ยินก็ต้องเกรงกลัวแต่ก็เกรงใจในอำนาจของท่านเพราะท่านเป็ถึงท่านแม่ทัพใหญ่ในยุคเฉียนฮ่องเต้”
“แล้วเ้าคิดว่าข้าเป็เช่นนั้นหรือไม่”เขานิ่งไปและถามออกมา เขาไม่รู้ว่านางไปได้ยินเื่พวกนี้มาจากที่ใด ตอนนี้เขาแค่อยากรู้ความคิดของนางเท่านั้นว่านางมองเขาเป็อย่างไร
“อืม..ไม่เ้าค่ะ ถ้าท่านเป็เช่นนั้นจริง ข้าอาจจะตายั้แ่ตอนที่เถียงท่านวันแรกที่พบหน้ากันแล้วก็ได้ อีกอย่างท่านจะฆ่าสัตว์ตัวเล็ก ๆ ได้อย่างไรกัน ไป๋เซ่อยังอาศัยอยู่บริเวณจวนท่านได้ พวกนก กระรอก งูตัวเล็กก็ต้องอยู่หลังจวนท่านได้เช่นกัน”
“แล้วเ้าคิดว่าสัตว์ตัวเล็กในความหมายของทหารในสังกัดข้าคืออะไร เหมือนที่ชาวบ้านพูดหรือไม่”เขาถาม“สัตว์ตัวเล็กในความหมายของทหาร..”
เลี่ยงหลิ่งนิ่งคิดครู่หนึ่ง
สัตว์ตัวเล็กในความหมายของทหาร นางเพิ่งจะรู้ว่ามีเช่นนี้ด้วย แต่ถ้าให้นางวิเคราะห์แล้วก็คงจะเป็..
เขาไม่ชอบให้สัตว์ที่ไหนเข้ามารบกวนหรือทำลายแม้แต่ผนังจวน
“สัตว์ที่เป็ความหมายของทหารคือศัตรู? ข้าเข้าใจถูกหรือไม่?”
หานซวนไม่พูดอะไรแต่ยกยิ้มเล็กน้อยอย่างพอใจที่เลี่ยงหลิ่งเดาถูก
เลี่ยงหลิ่งที่เห็นว่าหานซวนยกยิ้มก็ออกอาการอึ้งเล็กน้อยแต่ก็มองออกว่าเขา
พึงพอใจในคำตอบ แปลว่าคำตอบของนางนั้นถูกต้องแล้ว
“ท่านไม่ชอบให้สัตว์เข้ามาในบ้าน นั่นหมายถึงไม่ชอบให้ศัตรูเข้ามารบกวนเวลาพักผ่อน? หากเข้ามาทำลายจวนแค่ขูดผนัง หมายถึงทำลายข้าวของหรือรบกวนใจท่าน ท่านก็จะไม่ให้โอกาสเขาได้กลับตัว?”
“แต่ข้อหลังมันโหดร้ายไปหน่อยนะ ข้าว่าน่าจะให้อภัยศัตรูเหมือนหลักเจ็ดครั้งให้อภัยแปดครั้งฆ่าทิ้งสิ”
หลักเจ็ดครั้งให้อภัยแปดครั้งฆ่า เป็หลักที่ใช้เป็กลในสนามรบที่มีมานานนับร้อยปี ซึ่งตระกูลฟานเองก็ใช้หลักนี้เช่นเดียวกัน แต่เลี่ยงหลิ่งเป็ลูกหลานตระกูลขุนนางที่สืบทอดกันมาในระบบเครือญาติเช่นเดียวกับเขามาเกือบร้อยปี
สิ่งที่นางควรจะรู้หลัก ๆ มีแค่การถกเถียงกันในท้องพระโรง กฎหมายบ้านเมืองและการบริหาร แต่เหตุใดนางจึงรู้เื่พวกนี้กัน
มันทำให้เขาสนใจแต่ก็สงสัย เพราะไม่มีตำราเล่มไหนที่บันทึกไว้อย่างแน่นอน
“เ้าไปได้ยินหลักการนี้มาจากที่ใด”เขาลุกขึ้นนั่งมองหน้า คาดคั้นเอาคำตอบจนเลี่ยงหลิ่งรู้สึกถึงรังสีนั้นได้
“ข้าฟังมาจากท่านแม่เ้าค่ะ ท่านแม่เคยเล่าให้ข้าฟัง..และท่านยายก็เป็ผู้เล่าให้ท่านแม่ข้าฟังอีกที”
“ท่านยาย?”
“ท่านยายข้าเป็คนเก่งเื่การต่อสู้ แต่ข้าก็ไม่ทันได้เห็นหน้าตาของท่านยายหรอกเพราะตอนข้าเกิด ท่านยายก็สิ้นลม”
“นั่นเป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้ท่านแม่เห็นข้าเป็ลูกชัง”นางบอกอย่างยิ้ม ๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่อยู่จวนตระกูลเหลียน นางอยากจะนึกไปถึงตอนที่นางเกิดอยู่เหมือนกันแต่ตอนนั้นนางเป็แค่ทารกที่อยู่บนเบาะเท่านั้น ไม่ได้รู้ประสาอะไร
นางจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าท่านยายจะสิ้นลมเมื่อนางพ้นครรภ์มารดาออกมาแล้ว
หานซวนฟังแล้วก็ใจกระตุกตามไปเห็นความเศร้าของภรรยาที่เผยให้เห็นแค่ครู่หนึ่งก็นอนลง “นอนเถอะ ดึกแล้ว”
ไม่มีคำพูดอื่นออกมาจากปากของเขา ความปากหนักทำให้เขาพูดคำปลอบใจไม่ออกและเขาก็คงพูดไม่ได้เพราะตัวเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากนางสักเท่าไรนัก
“ข้านอนไม่หลับ”
“ข้ายังไม่ได้ทานยา”
“ยาอะไร? เ้าไม่สบาย?”
เขารีบหันกลับมาอีกครั้ง เลี่ยงหลิ่งหันไปมองยาที่ฉิงอันนำมาให้เมื่อชั่วโมงก่อนพร้อมกับนมอุ่นที่ตอนนี้ไม่อุ่นแล้ว“จะเรียกว่าไม่สบายก็ไม่ใช่ ข้า..ข้าเป็โรคนอนไม่หลับมาั้แ่เด็ก ๆ ก็เลยต้องทานยาสมุนไพรกับนมอุ่นก่อนนอนทุกวัน”นางตัดสินใจบอกผู้เป็สามี ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว จะปิดไปก็ไม่เห็นความจำเป็
ความลับของเลี่ยงหลิ่งทำให้ใจของหานซวนและเลี่ยงหลิ่งใกล้กันมากขึ้นถึงแม้คนทั้งคู่จะยังไม่รู้ตัวแต่ก็ค่อย ๆ ขยับเข้าหากันแล้ว หานซวนได้รู้ถึงความหลังที่เ็ปของนาง แต่ความลับของเขา..เขายังไม่พร้อมที่จะพูดให้นางเข้าใจหรือได้รู้ตอนนี้
เขาทำใจไม่ได้ถ้าหากว่านางรู้แล้วนางยอมรับสิ่งที่ครอบครัวของเขาเป็ไม่ได้ เขายังไม่พร้อมที่จะออกห่างจากนางตอนนี้
บุรุษหนุ่มลุกขึ้นมาและเดินไปถือแก้วนมและยาสมุนไพรเททิ้งลงหน้าต่าง เลี่ยงหลิ่งที่เห็นเช่นนั้นก็ใ “ท่านเททิ้งทำไม? ข้ายังไม่ได้ทานเลยนะ เสียของหมดเลย..”
“เ้าไม่อยากทานมันอยู่แล้ว จะเสียดายไปทำไม”
“ไม่ใช่เช่นนั้นเสียหน่อย..แต่ก็..ก็จริง”นางยอมรับอย่างเสียไม่ได้ เขามองนางออกทุกอย่างรวมถึงเื่นี้ นางทนทานยาสมุนไพรมานานั้แ่เด็ก ด้วยความที่เป็เช่นนี้เสนาบดีกรมและฮูหยินใหญ่จึงกำชับเื่นี้แก่บ่าวไพร่เป็พิเศษ
“ไม่อยากทานก็ไม่ต้องทาน”
“แต่ว่าอาการข้าจะยิ่งหนัก”
“ถ้ายิ่งพึ่งยา เ้าจะไม่มีวันหาย”
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าอาการของเ้าจะหนักเท่าตอนแรกที่เป็”
“ไม่ลองไม่รู้”เขาบอกและยกยิ้มให้เล็กน้อย เลี่ยงหลิ่งกังวลในใจเล็กน้อยแต่ก็อย่างที่เขาบอกว่าไม่ลองก็ไม่รู้
นี่จะเป็วันแรกที่นางนอนโดยที่ไม่ทานยาสมุนไพร
“เ้าไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวล เ้ามีข้าอยู่เ้าไม่ต้องกลัว”เขาบอกและที่พิเศษกว่านั้นถึงเขาจะพูดเช่นนั้นแต่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีล้อเล่นเหมือนตอนปกติ...เขาจริงจังและจริงใจ
นางมองหน้าเขา ปมในใจของนางเริ่มร้าวแต่ยังไม่ร้าวละเอียดเลยเสียทีด้วย ใจของนางเริ่มปวดหนึบและลุกขึ้นไปอุ้มไป๋เซ่อขึ้นมาพูดกับกระต่ายของนาง
“ไป๋เซ่อ เป็ยังไงบ้าง ไหนข้าดูสิ”
หานซวนมองการกระทำของนางก็ยิ้มให้ตอนที่นางหันหลังโดยที่นางไม่รู้ตัว เขานั่งลงบนเตียงอีกครั้งทำเหมือนว่าจะนอนแล้วให้นางเชื่อสนิทใจว่าเขาจะไม่ทำอะไรนางแน่นอน
ส่วนเลี่ยงหลิ่งพอเห็นว่าหานซวนหลับตานอนไปแล้ว นางจึงเดินเข้าไปดูเขาใกล้ ๆ โดยมีไป๋เซ่ออยู่ในอ้อมกอด นางค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ เอาเท้าของไป๋เซ่อแตะหน้าเขาเบา ๆ
“หลับจริงหรือเปล่านะ”นางไม่แน่ใจว่าเขาหลับจริงหรือเปล่า เขาชอบทำให้นางรู้สึกระแวงเื่การแตะต้องเนื้อตัวทุกครั้ง เพราะถึงสัญญาไปยังไง เขาก็ละเลยคำสัญญาอยู่ดี
“แต่ทุกวันเขาก็หลับโดยไม่แตะต้องเนื้อตัวข้านี่นา..หรือข้าไม่รู้ตัวเพราะฤทธิ์ยาสมุนไพรกัน”นางเริ่มเถียงกับตัวเอง นางไม่แน่ใจว่าที่หลับไปทุก ๆ คืนนั้นเขาแตะต้องตัวนางหรือเปล่า
จะอย่างไรก็เถอะ ก็นอนด้วยกันไปแล้ว นางคิดในใจ ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องนอนข้างเขาเท่านั้น นอนมาด้วยกันตั้งหลายวันแล้วจะมาระแวงอะไรอีกเล่า
เลี่ยงหลิ่งตัดสินใจวางไป๋เซ่อลงบนที่นอน กระต่ายน้อยไม่รอช้าโดดเล่นตามประสาของมันที่ร่าเริงในตอนกลางคืน นางยืนนิ่งสักพักเพราะั้แ่นอนกับเขามา นางนอนก่อนเขาตลอดไม่เคยต้องมาเป็คนนอนทีหลังเลยสักวัน
เขาหลับไปแล้ว ทำอะไรข้าไม่ได้แน่นอน นอนได้แล้ว นอนได้แล้ว
นางพยายามปลอบใจตนเองและรีบขึ้นไปนอนบนเตียง เลี่ยงหลิ่งพยายามนอนห่างเขา นางแทบจะเอาผ้ามาพันรอบตัวอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่วายหานซวนเอามือมาวางทับที่เอวนางไว้เพื่อไม่ให้นางหนีไปไหนได้
“หานซวน! ท่านไม่ได้หลับใช่ไหม?”นางรีบหันไปหาเขา แต่ก็ไม่ได้เสียงตอบรับหรือปฏิกิริยาตอบรับอะไรจากเขา
“ข้าไม่เชื่อว่าท่านจะนอนหลับไปแล้ว”นางเอานิ้วถ่างตาของเขาดู
“อ้าว..หลับจริง ๆ ด้วย นี่ข้าคิดมากเกินไปหรือ”นางปล่อยมือออกจากดวงตาของเขาและดีดจมูกเขาไปที “เ้าเล่ห์ เ้าเหลี่ยมนัก”
“ถ้าไม่เ้าเล่ห์ข้าจะได้แตะต้องตัวเ้ารึ?”เสียงของคนอีกผู้ดังขึ้นต่อหน้าต่อตานาง “ยังไม่หลับจริง ๆ ด้วย! ปล่อยข้านะ!”นางพยายามดิ้นให้ออกจากอ้อมกอดของเขา แต่ด้วยความที่เลี่ยงหลิ่งตัวเล็กมันจึงไม่ยากนักในการรั้งตัวนางไว้ในอ้อมกอด “ดิ้นให้เหนื่อยตายเ้าก็ไม่หลุดจากกอดของข้าหรอก”เขาบอก
“ต่อให้ข้าต้องดิ้นจนตาย ข้าก็จะดิ้น”
“ถ้าเ้าดิ้นอีก ข้าจะทำมากกว่ากอดนะ”
.....
เลี่ยงหลิ่งหยุดดิ้นทันทีเหมือนมีมีดมาจิ้มอยู่ที่หลังของนาง แต่คำขู่ของเขามันยิ่งกว่ามีดปลายแหลมของเขาเสียอีก!
“หยุดดิ้นแล้วใช่ไหม? ถ้าหยุดแล้วก็แค่ปล่อยใจนอนซะ”
“ข้าจะปล่อยได้อย่างไรในเมื่อข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านจะทำอะไรข้าหรือเปล่า”
“เ้าไว้ใจข้าหรือเปล่า”คำถามของเขาทำให้นางอยู่ชะงักอีกครั้ง คราวนี้นางไม่เกร็งเหมือนตอนแรกที่ยังดิ้นอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้วางหัวนอนลงที่แขนของคนอีกผู้เช่นกัน
“ข้า..”
“เ้าไว้ใจข้าหรือไม่?”
เขาถามย้ำอีกครั้งให้นางตอบ
“ถ้าเ้าไว้ใจข้า เ้านอนลง หากไม่ไว้ใจ คืนนี้เราไม่ต้องนอน”
คำประกาศของเขาเอ่ยบอกอย่างชัดเจน เพื่อพิสูจน์ว่าเขาจะไม่ทำอะไรนาง แต่จริง ๆ พอนางมาคิดดูแล้ว ถ้าเขาคิดจะทำก็คงทำั้แ่วันแรกที่เข้าหอแล้ว ไม่ต้องรอให้มาพูดว่าไว้ใจหรือไม่ไว้ใจหรอก
เลี่ยงหลิ่งค่อย ๆ วางมือและวางหัวลงที่แขนของหานซวนอย่างระมัดระวัง นางเงยหน้าขึ้นมองเขา..เห็นแต่ความจริงใจอยู่ในแววตา ถึงแม้จะเห็นแค่ข้างเดียวแต่แววตานี้ทำให้นางรู้สึกได้ถึงความจริงใจของเขา
“ข้า...”
“ข้าไว้ใจท่าน”พอนางเอ่ยจบ หานซวนก็กระชับกอดเข้าให้แน่นขึ้น บ่งบอกถึงความมั่นคงและความลุ่มหลงในตัวของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ส่วนเลี่ยงหลิ่งก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายขึ้น แต่เื่นี้อย่างไรก็ต้องใช้เวลา
“ไว้ใจข้า”เขาลูบหัวของผู้เป็ภรรยาเบา ๆ เพื่อกล่อมให้นางหลับ ซึ่งเลี่ยงหลิ่งเองก็รู้ดีว่าการทำเช่นนี้ย่อมดีกว่าการทานยาสมุนไพร แต่เพราะบิดาและมารดาต่างก็ละเลยนางในเื่นี้ไป ั้แ่เล็กจนโตนางจึงไม่หายเสียที
จนกระทั่งมามีหานซวน เขาเป็คนเดียวที่เข้าใจเลี่ยงหลิ่งั้แ่ครั้งแรกที่ได้สนทนากันแต่เพียงเพราะว่าตอนนั้นในสายตาของเลี่ยงหลิ่งเขาเป็เพียงคนที่ผ่านมาและดันกลายเป็ผู้มีพระคุณในการช่วยชีวิตเพียงครั้งเดียว
แต่ตอนนี้นอกจากจะเป็ผู้มีพระคุณแล้ว ผู้ใดจะรู้เล่าว่าเขาอาจจะกำลังได้เลื่อนขั้นเป็ตำแหน่งอื่นในใจของสตรีดื้อดึงแห่งตระกูลเหลียนก็เป็ได้