แม้จะเป็นช่วงต้นปีแต่สภาพอากาศก็ไม่ได้เป็นไปตามฤดูกาล หยาดฝนเม็ดแล้วเม็ดเล่าร่วงลงมาจากฟากฟ้ากระทบลงบนหลังคารถแท็กซี่เปรียบเสมือนท้องฟ้ากำลังร้องไห้ ซึ่งไม่ต่างกับสภาพภายในจิตใจของชายหนุ่มร่างบอบบางที่กำลังนั่งเหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่าง ประกอบกับเพลงลูกทุ่งซึ้งกินใจภายในรถช่างเหมาะเจาะสำหรับคนอกหัก ยิ่งทำให้ทีปกรรู้สึกเจ็บปวดหยั่งลึกลงไปในจิตใจ เพราะภาพความทรงจำเมื่อครู่ยังคงชัดเจนไม่อาจลืมเลือนได้
ทีปกรนั่งเงียบตลอดการเดินทางกลับบ้าน ได้แต่ทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตนได้เห็นในภวังค์นั้น เสียงถอนหายใจดังขึ้นเป็นระยะ ๆ โดยไม่รู้ตัว ทำให้เพื่อนรักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เกิดความรำคาญ
"ถอนหายใจอะไรนักหนาวะไอ้ที" ทีปกรยังคงนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามเพื่อนรัก แววตายังคงเลื่อนลอยมองเม็ดฝนด้านนอก
“ถามไม่ตอบตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ...” เกียกกายชะโงกหน้ามองเพื่อนรักซึ่งยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใด ๆ ดังเดิม
“เออก็ได้ไม่คุยก็ไม่คุยวะ” เกียกกายพูดตัดพ้อโดยที่ไม่รู้เลยว่า ผู้เป็นเพื่อนไม่ได้ยินในสิ่งที่ตนพูดด้วยเลยสักนิด
วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 18.59 น.
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแต่เม็ดฝนยังคงโปรยปรายอย่างต่อเนื่องในขณะที่เพื่อนรักทั้งสองได้เดินทางมาถึงหน้าบ้าน เมื่อตัวพ้นจากรถเกียกกายจึงรีบวิ่งเข้าบ้านเพราะกลัวเฝือกที่แขนของตนจะเปียก ทิ้งให้ทีปกรเดินอ้อยอิ่งตากฝนอยู่เบื้องหลัง
“ไอ้ที บ้านก็อยู่แค่นี้ทำไมช้าจังเลยวะ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” เกียกกายหันกลับไปตะโกนถามเพื่อนรัก
“นายเข้าบ้านไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันตามเข้าไป” ทีปกรตอบด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยความเศร้าหมอง
“จะมายืนตากฝนเป็นพระเอกมิวสิคทำไมวะ น้อยใจอะไรก็เข้ามาคุยกันในบ้าน”
“ฉันบอกให้เข้าไปก่อนไง ฉันอยากอยู่คนเดียว” ทีปกรตวาดกลับ เผยขอบตาเริ่มแดงช้ำเพราะไม่อาจกลั้นความรู้สึกภายในไว้ได้
“ไอ้ทีเป็นไรไปวะ… ให้อยู่คนเดียวก็ได้…” เกียกกายเสียงอ่อยลงและเดินเข้าบ้านไป ทิ้งให้ทีปกรยืนตากฝนอยู่เพียงลำพัง
“ทะเลาะอะไรกัน เสียงดังไปถึงข้างบน” ธาริณีแตะไหล่เกียกกาย ทั้งยังมองออกไปด้านนอก
“ไอ้ทีไม่รู้เป็นอะไรพี่ แปลก ๆ ตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาล” เกียกกายพูดพลางใช้สายตายังคงสอดส่องเพื่อนรักอยู่ไม่ห่าง
“คงจะมีอะไรให้คิดนั่นแหละ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กยันโต เดี๋ยวก็คงเข้าบ้านเองไม่ต้องห่วงหรอก ว่าแต่นายเถอะเฝือกเปียกน้ำรึเปล่า” ธาริณีละสายตาจากน้องชาย และจับไปยังแขนข้างที่มีเฝือกของคนรักพลิกไปมาเพื่อหาข้อบกพร่อง ทำให้เกียกกายยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะพูดกับหญิงคนรักด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ผมอุตส่าห์รีบวิ่งเข้าบ้านแล้วนะ แต่ก็ยังโดนน้ำนิดหน่อยครับพี่ ทำไงดี…”
“มานี่เลย รีบมาทำให้แห้งเลย ปล่อยให้เปียกน้ำได้ยังไง…”
ทีปกรยืนเหม่อท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ยิ่งคิดทบทวนยิ่งตอกย้ำความรู้สึกในใจจนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ มือเรียวบางดั่งผู้หญิงล้วงเข้ากระเป๋าเสื้อควักดอกไม้สีชมพูที่เขมทัตเคยมอบให้แทนใจออกมา แม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมาหลายวันแต่กลับไม่แห้งเหี่ยวไปตามกาลเวลาเลยสักนิด ดอกไม้ยังคงสภาพและสีสันสดใสดังเดิม ชายหนุ่มร่างบอบบางยืนมองดอกไม้นั้นที่อยู่ในมือ ทั้งน้ำตายังคงไหลออกปะปนกับเม็ดฝนอย่างต่อเนื่อง
“คุณมีคนที่รักอยู่แล้ว คุณมาทำให้ผมรักทำไม” ทีปกรพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังแตกสลายไม่มีชิ้นดี ก่อนจะปาดอกไม้แทนใจนั้นทิ้ง
แสงสีแดงวาบขึ้นมาพร้อมกับการปรากฏกายของเขมทัตที่ยืนประชิดตัวชายร่างบอบบาง คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปมเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมทีปกรถึงทำเช่นนี้
อาการเจ็บจี๊ดที่หัวใจยิ่งทวีคูณขึ้นมากกว่าเดิมเมื่อเห็นชายผู้ที่ตนมอบความรักให้หมดทั้งใจมายืนอยู่ตรงหน้า ภาพที่เขาจูบกับผู้หญิงอื่นยิ่งเด่นชัดมากขึ้น จนต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่นก่อนจะก้าวเท้าออกไปจากตรงนั้น