ตอนที่ 30 งานเลี้ยงพระราชวัง (1)
“นี่ พวกเจ้าได้ยินแล้วหรือยัง” คุณหนูแต่ละตระกูลขยับเข้ามาใกล้ พลางซุบซิบนินทา
“เรื่องอะไรหรือ” บุตรีสายตรงของใต้เท้าหวังแห่งจวนเจ้ากรมถามด้วยสองตาเปล่งประกาย เร่งเร้าให้อีกฝ่ายเลิกอุบอิบ
หลี่หรูอวี้ธิดาสายตรงของรองเจ้ากรมการคลังหัวเราะเหอะๆ ดวงเนตรงดงามกวาดมองฮวาโหรวหลานที่ยืนอยู่ไม่ไกล ‘นางสูงส่งเช่นนั้นมาโดยตลอด แต่เป็นแค่บุตรสาวอนุ ไม่มีทางอยู่ในสายตาของข้า เหอะๆ คุณหนูใหญ่จวนตระกูลฮวาทำเรื่องเช่นนี้ คงจะอับอายกันทั้งจวน พวกเจ้าคิดจะปิดบังต่อไป แต่ข้าไม่ให้พวกเจ้าสมหวังหรอก’
“ข้าได้ยินมาว่า คุณหนูใหญ่สกุลฮวาหนีตามบุรุษไปแล้ว” หลี่หรูอวี้ไม่ได้จงใจลดเสียงลง คนที่ยืนอยู่ข้างๆ นางก็หูผึ่ง ขยับฝีเท้าเบาๆ ไปยังบริเวณที่นางยืน
“อะไรนะ” หวังเฉี่ยวหลานส่งเสียงดัง ก่อนจะสังเกตเห็นสายตารอบด้านที่จับจ้อง แล้วรีบปิดปากตัวเอง “เจ้าพูดจริงหรือ คิดไม่ถึงว่าฮวาอิ่งเม่ยจะทำเรื่องเช่นนี้”
“จริงยิ่งกว่าทองแท้เสียอีก” หลี่หรูอวี้เห็นฮวาโหรวหลานสีหน้าไม่เป็นสุข ก็ยิ่งพยายามพูดทุกสิ่งที่ตนได้ยินมา
ฮวาโหรวหลานยืนนิ่งอยู่กับที่ มองดูการแสดงอย่างทุ่มเทของหลี่หรูอวี้ มุมปากยกยิ้มเย็นชา ‘นางคิดว่าตัวเองกำลังทำร้ายข้าอยู่หรือ ไม่ ไม่ นางกำลังช่วยข้าอยู่’ ฮวาโหรวหลานสีหน้าดูย่ำแย่ แต่ในใจมีความสุขมาก ‘ฮวาอิ่งเม่ยหนอฮวาอิ่งเม่ย ต่อให้เจ้าดวงแข็งไม่ตาย ครั้งนี้เจ้าอย่าได้คิดฝันจะมาสู้กับข้าฮวาโหรวหลาน’
‘ทุกสิ่งของเจ้าล้วนเป็นของข้า ว่าที่สามีของเจ้า ตำแหน่งบุตรีสายตรงของจวนแม่ทัพของเจ้า แม้กระทั่งความโปรดปรานจากไทเฮา ทั้งหมดควรเป็นของข้า เป็นของข้า!’
ดวงตาของฮวาโหรวหลานลุกโชนด้วยเปลวไฟหนาทึบ ทั้งร้อนแรง บิดเบี้ยว และบ้าคลั่ง
ฮวาอวี้ฉิงคุณหนูห้าของจวนตระกูลฮวายืนอยู่ข้างๆ มองดวงตาที่บิดเบี้ยวคู่นั้นของฮวาโหรวหลาน ดวงตาฉายแววเหน็บแนมสายหนึ่ง ส่วนฮวาหรานเอ๋อร์บุตรสาวสายรองคนเล็กสุดของจวนตระกูลฮวาไม่กล้าพูดอะไรมาก เมื่อเผชิญกับสายตาที่กวาดมาของผู้คน ก็หลบอยู่หลังฮวาโหรวหลานกับฮวาอวี้ฉิงด้วยความหวาดกลัว
ปากของหญิงสาวเต็มไปด้วยข่าวลือ แต่ในขณะรอเข้าวัง ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของฮวาอิ่งเม่ยก็ถูกแพร่สะพัดไปทั่ว ทุกคนต่างมองไปที่พวกจ้าวเยียนหราน เต็มไปด้วยความเสียดสีและขบขัน พวกนางอยากจะดูว่า ฮวาอิ่งเม่ยกระทำเช่นนี้ จวนตระกูลฮวาจะอธิบายกับไทเฮาอย่างไร
“แอ๊ด” ประตูใหญ่อันสง่างามและหนักหน่วงถูกองครักษ์หลายคนผลักออกมา
“ฮูหยินและคุณหนูทุกท่าน ตามข้าน้อยเข้าวังเถิด” เสียงพูดแหลมๆ ดังขึ้นที่ข้างหูของทุกคน เมื่อมองไปตามต้นเสียง ก็เห็นชุดผ้าแพรสีน้ำเงิน ถือแส้ขนหางจามรีไว้ในมือ…หวังกงกง หัวหน้าขันทีใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้าทุกคน พูดด้วยท่าทีที่ไม่นับว่าเคารพแต่ก็ไม่ถือตัว
เสียงแหลมทำให้ทุกคนพากันขนลุกชูชัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าแสดงสีหน้าดูแคลนหรือรังเกียจ ตามหลังเขาอย่างเคารพนอบน้อม ไม่กล้าพูดแม้แต่คำเดียว
หวังกงกงเป็นคนโปรดข้างพระวรกายฝ่าบาท แม้จะเป็นเหล่าขุนนางใหญ่ก็ต้องเคารพเขาสามส่วน นับประสาอะไรกับสมาชิกครอบครัวขุนนางใหญ่อย่างพวกนาง วังหลวงแห่งนี้เทียบกับข้างนอกไม่ได้ อยู่ที่นี่ต่อให้พูดผิดคำเดียวก็อาจจะหัวหลุดจากบ่าได้ ระมัดระวังวาจาและกิริยา แม้จะไม่มีคำเตือนจากนายท่านของตน พวกนางก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก
ทุกคนเดินตามหลังหวังกงกง เดินผ่านระเบียงทางเดินอันคดเคี้ยว หลังคาโค้งงอน ผ่านไปเก้าโค้ง ก็มาถึงตำหนักที่เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว
สิ่งแรกที่ปรากฏในม่านสายตาคือพรมแดงผืนใหญ่ที่ปูเต็มพื้นและเก้าอี้ทองคำอันสง่างามสามตัวที่วางอยู่บนจุดสูงสุดของตำหนัก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่ต้องเป็นที่นั่งของไทเฮา เชียนเอ้าหลินฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และพระสนมจ้าวกุ้ยเฟย[1]อย่างแน่นอน
บนแท่นที่เตี้ยลงมาเล็กน้อยมีโต๊ะหยกดำและเก้าอี้สลักกลวงชุบสีทองตั้งอยู่ คือที่นั่งของนางสนมอันเป็นที่โปรดปรานในวังและที่นั่งของบรรดาองค์ชายและองค์หญิง
สองข้างของตำหนักจัดวางเก้าอี้ลายไม้สาลี่และโต๊ะไม้ ตรงกลางมีทางเดินกว้างประมาณสามเมตร ด้านขวาคือที่นั่งของฮูหยินและคุณหนูของขุนนางใหญ่ ด้านซ้ายคือที่นั่งของขุนนางใหญ่และเหล่าคุณชาย ซึ่งนั่งตามลำดับชั้นขุนนาง
จ้าวเยียนหรานแม้จะเป็นแค่อี๋เหนียง แต่เนื่องจากความสัมพันธ์ของแม่ทัพใหญ่ ในฐานะที่อยู่ตำแหน่งแถวหน้า จึงทำให้ในใจของฮูหยินที่เข้าตามตรอก ออกตามประตูเหล่านั้นมีความดูถูกและริษยาไม่หยุด
“รีบดูเร็วๆ คือเหล่าองค์ชาย”
ไม่รู้ว่าเป็นเสียงอุทานของใคร แต่ทำให้ทุกคนเงยหน้าขึ้นมามอง ฮวาโหรวหลานรีบลุกขึ้นยืน ใช้มือลูบปิ่นสีแดงบนศีรษะ จ้องมององค์ชายรองเชียนหงเยี่ยนที่กำลังเดินมาหาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
วันนี้เชียนหงเยี่ยนสวมชุดผ้าแพรต่วนสีขาวหิมะ โดยมีพู่ไหมสีขาวยาวเส้นหนึ่งผูกอยู่รอบเอว ห้อยหยกมันแพะ[2]สีขาว ข้างนอกคลุมผ้าโปร่งสีนวล คิ้วยาวไปถึงไรผม ดวงตาเปล่งประกายดุจดาว จมูกโด่งสง่างาม ผิวขาวผ่อง ไม่แปลกที่บุตรีของคนทั้งหลายจะคลั่งไคล้เขา
ข้างๆ เชียนหงเยี่ยน องค์ชายสี่เชียนอวี้เจาสวมชุดคลุมยาวปักลายไผ่สีน้ำเงินเข้ม ขับให้เขาดูสง่างามเป็นพิเศษ ดวงตาที่งอนและยาวของเขาเต็มไปด้วยสติปัญญา เทียบกับเชียนหงเยี่ยน แม้ว่าเขาจะหล่อเหลาน้อยกว่าหนึ่งส่วน แต่ก็เคร่งขรึมกว่าอีกฝ่ายหนึ่งส่วน
องค์ชายห้าเชียนเหวินเซวียน องค์ชายหกเชียนเหวินหลินเดินอยู่ด้านหลังคนทั้งสอง ใบหน้าคล้ายกันแปดส่วน คนหนึ่งไม่ชอบยิ้มและพูดจา อีกคนหนึ่งยิ้มไม่หยุด หากไม่ใช่เพราะคนทั้งสองแต่งกายแตกต่างกัน อุปนิสัยต่างกัน คงสับสนและแยกไม่ออกจริงๆ
เชิงอรรถ
^ ตำแหน่งสนมชั้นหนึ่ง มีตำแหน่งรองลงมาจากฮองเฮาและหวงกุ้ยเฟย^ หยกมันแพะ (Mutton Fat Jade) คือ หยกสีขาวโปร่งแสงจนถึงสีเหลือง