ชายหนุ่มหันไปมองตามสายตาของหลานสาวก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเมื่อมองที่ใบหน้าของเธอแล้ว เขาไม่แน่ใจว่าเธอเรียนจบมหาวิทยาลัยหรือยังหญิงสาวผิวใสผ่อง ใบหน้าเล็กเรียวรูปไข่สวยหวานองค์ประกอบบนดวงหน้าเข้ากันอย่างเหมาะเจาะราวกับภาพวาดมีชีวิตโดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น ช่างดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความมั่นใจทำให้เขาไม่อยากหยุดมองเลยจริงๆ เธอมีรูปร่างสูงโปร่งดูอ้อนแอ้นบอบบางสวมชุดยาวสวยงามแปลกตาคล้ายกับในซีรีส์จีนโบราณดูราวกับจอมยุทธ์หญิงผู้งามสง่าและอ่อนช้อยในเวลาเดียวกันผมดำยาวสลวยถูกมัดรวบสูงติดเครื่องประดับเล็กน้อยดูน่ารักเหมาะกับเธอดี
‘ทำไมเธอใส่ชุดแบบนี้ล่ะ หรือว่าเธอมีอาชีพเป็นักแสดงแล้วทำไมนักแสดงถึงเก่งการต่อสู้นัก เป็ไปได้ไหมว่าเธอจะเป็ตำรวจแล้วเธอมาทำอะไรในเขตทิ้งร้างใกล้ป่าใกล้เขาแบบนี้’ ชายหนุ่มขมวดคิ้วไม่เข้าใจในสมองเต็มไปด้วยคำถาม
ยิ่งได้เห็นรูปร่างลักษณะของหญิงสาวแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองกลุ่มคนร้ายที่ยังนั่งจ๋องรวมตัวกันอยู่หน้าประตูบ้านร้างอีกครั้งอย่างพิจารณาสภาพของชายสองคนดูไม่ได้รับาเ็อะไรนักมีเพียงแค่แก้มของพวกเขาคนละข้างที่ขึ้นสีแดงเป็ริ้วของนิ้วมือชายคนหนึ่งน่าจะหัวแตกเพราะมีรอยคราบเืบนใบหน้าที่เช็ดแล้วแต่ยังไม่สะอาดอีกคนไม่รู้โดนอะไร แต่มีรอยเปื้อนเืที่เสื้อบริเวณไหล่ข้างหนึ่งจากนั้นชายหนุ่มก็หันไปมองหญิงสาวอีกครั้งหากหลานสาวของเขาไม่ยืนยันว่าหญิงสาวคนนี้เป็ผู้ที่จัดการกับเหล่าคนร้ายเขาจะไม่เชื่อสายตาของตนเองเลย
ชายหนุ่มที่มากับอาของเย่อ้ายฉิงที่ยืนไม่ห่างจากสองอาหลานนักก็มองมาที่หญิงสาว และอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นเดียวกันกับอาของเย่อ้ายฉิง
‘ผู้หญิงคนนี้น่ะหรือที่สามารถจัดการกับพวกคนร้ายลักพาตัวเด็กได้น่ะ’ชายหนุ่มคิดในใจและประเมินหญิงสาวในใจเงียบๆ
“คุณตำรวจพาคนพวกนี้ไปดำเนินการต่อได้เลยค่ะ”หลินเยว่ซิงกล่าวหลังจากเล่าเื่ราวเกิดขึ้นและไม่ลืมแต่งแต้มเนื้อหาเพื่อบิดเบือนความจริงบางส่วนของตัวเธอ
“พวกเราต้องขอขอบคุณ คุณมากครับ ช่วยทางการได้เยอะเลย่นี้มีการลักพาตัวเด็กบ่อยมาก เดี๋ยวพวกเราจะทำการสืบสวนขยายผลต่อไป เพราะไม่รู้ว่าผู้กระทำผิดมีเพียงแค่สี่คนนี้หรือมากกว่า และไม่แน่ว่าอาจจะมีผู้บงการอยู่เื้ัก็ได้ ไม่ต้องห่วงนะครับ”หัวหน้าทีมตำรวจกล่าวยืดยาว
“จัดการ”หัวหน้าทีมตำรวจหันไปสั่งการลูกทีมอีกสามคนที่มาด้วยกัน
ไม่นานต่อมา คนร้ายทั้งสี่ก็ถูกจับกุมใส่กุญแจมือแล้วพาขึ้นรถ
ก่อนขึ้นรถหัวหน้าทีมตำรวจหันมากล่าวกับหลินเยว่ซิงและชายหนุ่มอีกสองคน“ผมขอรบกวนเวลาของพวกคุณทุกคนไปให้ปากคำที่โรงพักเพื่อบันทึกไว้เป็หลักฐานด้วยนะครับ”
“ได้ครับ คุณตำรวจไปก่อนได้เลยนะครับเดี๋ยวผมขับรถตามไป” อาของเย่อ้ายฉิงตอบรับคำของตำรวจ
“ค่ะ” หลินเยว่ซิงตอบพร้อมพยักหน้าตกลง
เมื่อตำรวจขับรถจากไปแล้วชายหนุ่มก็วางเย่อ้ายฉิงให้ยืนกับพื้นแล้วเดินเข้าไปทักทายหญิงสาว
“สวัสดีครับ ผมมาจากตระกูลเย่ ชื่อเย่อี้จ้านเป็อาของเด็กคนนี้ ผมต้องขอขอบคุณ คุณมากเลยนะครับ หากไม่ได้คุณช่วยไว้ผมก็ไม่แน่ใจว่าฉิงฉิงจะปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนแบบนี้หรือเปล่า”ชายหนุ่มกล่าวแนะนำตัวและขอบคุณหญิงสาว
ภาพชายหนุ่มร่างสูงปรากฏขึ้นตรงหน้าในสายตาเธอเขาสูงประมาณหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเ ต่างกับเธอเกือบหนึ่งฟุต เขามีไหล่กว้างรูปร่างสมส่วน ใบหน้าคมคิ้วดำเข้ม ตัดกับผิวขาวราวกับคนไม่เคยออกแดดเขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อถึงศอก คลายเนกไทหลวมๆปลายสายของมันถูกปัดขึ้นไปบนบ่ากว้าง ชายเสื้อหลุดลุ่ยไม่ใส่ใจแต่เพราะรูปร่างหน้าตาที่คล้ายกับเดินมาจากแคตวอล์กไม่ว่าเขาจะใส่เสื้อผ้าอย่างไรก็ยังดูหล่อสะดุดตาราวกับซุปตาร์ไอดอลของสาวๆ
หากเป็เมื่อก่อนตอนที่เธอยังไม่ไปอยู่ในแดนบำเพ็ญเพียรก็อาจจะทำให้เธอตกตะลึงกับรูปลักษณ์ของเขาได้แต่ในตอนนี้หลังจากกลับมาจากดินแดนแห่งนั้น ภูมิต้านทานความหล่อของเธอแข็งแกร่งมากเนื่องจากในดินแดนนั้นคนหล่อแบบเขามีเกลื่อนกลาดโดยเฉพาะศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสามของเธอก็หล่อจนใจเจ็บแล้วสามารถจัดให้ความหล่อของพวกเขาอยู่ในระดับเดียวกันหรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำกับชายตรงหน้ายิ่งในยามทะลวงพลังได้ ผิวพรรณก็ยิ่งผุดผาดราวกับได้ผลัดเซลล์ผิวทั้งตัวยิ่งดูหล่อสว่างไสวจนแทบจะต้องปิดตาเพราะความเจิดจ้าของรังสีความหล่อ
“ไม่เป็ไรค่ะ ด้วยความยินดีมารสังคมแบบนี้สมควรถูกลงโทษแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบรับคำขอบคุณของเขา
“เอ่อ จะให้ผมเรียกคุณว่าอะไรดีครับ”เย่อี้จ้านถามหญิงสาว ทั้งที่หลานสาวของเขาก็บอกเขาไปแล้วว่าพี่สาวคนนี้ชื่ออะไรแต่ชายหนุ่มก็อยากให้เธอแนะนำตัวเองกับเขาอยู่ดี
“หลินเยว่ซิงค่ะ” หญิงสาวตอบโดยไม่ปิดบังเช่นเคย
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณหลินเยว่ซิง”ชายหนุ่มยิ้มมุมปากเล็กน้อยพร้อมยื่นมือมาให้เธอ
“ค่ะ เช่นกันค่ะ”หลินเยว่ซิงยื่นมือไปจับมือเขาเพื่อทักทายตามมารยาท ก่อนจะปล่อยมือ
“คุณหลินเยว่ซิง นี่คือเลขาของผมครับ ชื่อมู่เป่า”เย่อี้จ้านผายมือไปที่ชายอีกคนแล้วแนะนำให้หลินเยว่ซิงรู้จัก
หญิงสาวหันไปมองชายอีกคนที่ถูกแนะนำชายที่ชื่อมู่เป่าดูมีอายุไล่เลี่ยกับเย่อี้จ้าน ผิวคล้ำกว่าเ้านายเล็กน้อยสูงประมาณหูของเย่อี้จ้าน เรือนร่างสูงเพรียวแข็งแรง อยู่ในชุดสูทเรียบร้อยแม้ว่าเ้านายจะอยู่ในสถานการณ์เคร่งเครียดและไม่สนใจสภาพการแต่งกายของตนเองแต่เลขาอย่างเขาก็ยังรักษาความเนี้ยบของตนเองเพื่อรักษาหน้าของเ้านายเป็อย่างดีแม้จะไม่หล่อสะดุดตา แต่ก็จัดว่าสะอาดสะอ้านดูดี ดวงตาฉายความอยากรู้แต่เก็บอาการ
“สวัสดีค่ะ คุณมู่เป่า ยินดีที่ได้พบค่ะ” หญิงสาวกล่าวทักทาย
“สวัสดีครับยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับคุณหลินเยว่ซิง” มู่เป่าและหญิงสาวจับมือทักทายกัน
นอกจากมู่เป่าจะทำหน้าที่เป็เลขาแล้วเขายังเป็บอดี้การ์ดให้กับเย่อี้จ้านเมื่อออกจากบ้านอีกด้วย จากการััมือแม้จะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่หลินเยว่ซิงบอกตัวเองได้ทันทีว่าชายผู้นี้ไม่ใช่แค่เลขาธรรมดาอย่างที่เย่อี้จ้านแนะนำอย่างแน่นอนเพราะฝ่ามือที่หยาบกระด้างนี้ มันเป็มือของคนที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้อย่างชัดเจน
มู่เป่ารู้สึกไม่อยากเชื่อว่าหญิงสาวแบบเธอจะสามารถต่อสู้กับคนร้ายถึงสี่คนได้จริงๆเพราะคนที่มีทักษะการต่อสู้เช่นนี้น่าจะต้องมีการฝึกฝนร่างกายหรือฝึกการต่อสู้สิแต่จากการทักทายััมือ มือของเธอกลับไม่แข็งกระด้างอย่างที่คิดแม้จะไม่นุ่มนิ่มราวกับคนที่ไม่เคยทำงานแต่ฝ่ามือก็ไม่ได้แข็งด้านเหมือนคนที่ฝึกการต่อสู้เลยสักนิดเขาเก็บอาการประหลาดใจไว้ภายในไม่แสดงออกมา
“ผมคิดว่ากว่าจะเสร็จธุระที่สถานีตำรวจในวันนี้เกรงว่าจะค่ำ คุณหลินเยว่ซิงมีธุระอะไรที่ต้องจัดการที่นี่ไหมครับ” เย่อี้จ้านถาม
“ไม่มีค่ะ” หลินเยว่ซิงตอบ
“ถ้างั้นเราก็ไปกันเลยไหมครับ” เย่อี้จ้านกล่าวต่อ
“ค่ะ” หลินเยว่ซิงพยักหน้าตอบเห็นด้วย
มู่เป่าเดินนำไปที่รถแล้วเปิดประตูรถยนต์ให้หญิงสาวจากนั้นทั้งสี่คนก็เดินทางกลับเข้าตัวเมือง และไปยังสถานีตำรวจระหว่างทางเย่อี้จ้านสอบถามรายละเอียดที่เกิดขึ้นกับหลินเยว่ซิงอีกครั้งซึ่งเธอก็เล่าให้ฟังเหมือนกับที่เล่าให้ตำรวจฟังเพราะเป็เพียงคนที่หลินเยว่ซิงเพิ่งรู้จักเธอจึงไม่ได้คุยเื่ที่ไม่จำเป็ให้กับพวกเขาฟัง เมื่อเล่าจบเธอก็เงียบไปเย่อ้ายฉิงอยากเล่าบ้าง เธอพูดจาเจื้อยแจ้วให้อาของเธอและเลขามู่เป่าฟังสักพักก็หมดแรงหลับไป
หลินเยว่ซิงมองวิวไกลๆ นอกรถในขณะที่รถเคลื่อนผ่านเพียงหนึ่งปีครึ่งที่เธอหายไปมันไม่ได้นานเกินไปจนถึงกับทำให้คนลืมทางแต่ระยะเวลาที่เธอใช้ชีวิตจริงๆ โดยนับวันคืนที่ผ่านมามันคือระยะเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบปี ดังนั้นภาพที่เธอเห็นในขณะนี้มันจึงเป็ภาพที่เธอเคยเห็นเมื่อนานมาแล้วจนแทบจะจำไม่ได้ การที่เธอกลับมาได้นับว่าเป็ปาฏิหาริย์จริงๆ
หลังจากที่รถเคลื่อนผ่านไปครู่ใหญ่สายตาของหญิงสาวที่มองออกไปนอกรถ บัดนี้เธอไม่ได้ตั้งใจมองสิ่งใดแล้วภายในดวงตาว่างเปล่า เป็เพียงการเหม่อมองที่ไร้จุดหมายในหัวมีเพียงภาพเหตุการณ์ที่เคยใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันกับครอบครัว เหตุการณ์ตอนที่ได้พบอาจารย์การบ่มเพาะพลัง การร่วมกันฝึกวิชากับศิษย์พี่ศิษย์น้องการต่อสู้แย่งชิงกับเหล่าผู้ฝึกฝนคนอื่นๆ รวมถึงการต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูรความตายเฉียดจมูกนับครั้งไม่ถ้วน
ขณะที่หลินเยว่ซิงมองเหม่อไปนอกรถโดยมีเย่อ้ายฉิงนอนหลับราบไปกับเบาะข้างๆ เธอ เย่อี้จ้านที่นั่งเบาะหน้าข้างคนขับแอบมองหลินเยว่ซิงผ่านกระจกมองหลังเป็ครั้งคราวรู้สึกเสียความมั่นใจในตัวเองไปเล็กน้อย และรู้สึกแปลกๆ เพราะโดยปกติแล้วเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิง เขารู้สึกว่ามันน่ารำคาญพวกเธอชอบมาเกาะแกะและหาทางเข้าใกล้เขาเสมอทั้งที่เขาก็ปฏิเสธและตัดความเป็ไปได้ทั้งหมดที่จะทำให้พวกเธอเข้าใจผิดบางคนเข้าหาเขาเพราะรูปร่างหน้าตาของเขาบางคนเข้าหาเพราะเงินและผลประโยชน์ทางสังคม อาจจะมีบ้างที่เข้าหาเขาด้วยความจริงใจแต่เวลานี้เขารู้สึกไม่คุ้นชินจากการถูกผู้หญิงเมินไม่สนใจเขาเอาเสียเลย
เย่อี้จ้านคิดทบทวนตัวเองวันนี้เขาเหนื่อยและเครียดดูโทรมเกินไปจนรูปร่างหน้าตาของเขาดูไม่ดีหรืออย่างไรเพราะยังไม่เคยมีหญิงสาวคนไหนที่เห็นเขาแล้วจะไม่รู้สึกสะดุดตาแล้วหยุดมองเลยเขาค่อนข้างมั่นใจเื่บุคลิกและรูปร่างหน้าตาของตนเองเพราะนอกจากสายตาของคนรอบกายที่แสดงความชื่นชอบแล้ว ยังได้ยินคำชื่นชมบ่อยๆทั้งต่อหน้าและลับหลัง อีกทั้งตระกูลของเขาก็นับว่าเป็ตระกูลใหญ่มีชื่อเสียงในสังคม เพราะทำธุรกิจหลายอย่าง ดังนั้นไม่ว่าจะหน้าตา ชื่อเสียงเงินทอง เขาล้วนมีพร้อม แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่อาจเรียกร้องความสนใจจากหญิงสาวคนนี้ได้หรือว่าเธอจะไม่รู้จักตระกูลของเขากันนะ จะเป็ไปได้หรือทั้งที่เขาออกจะเป็ผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคม
หากเย่อี้จ้านรู้ว่ารอบกายของหลินเยว่ซิงมีแต่คนหล่อจนต่อมรับรู้ความหล่อของเธอคุ้นชินไปแล้ว เขาคงจะไม่ต้องคิดมากเช่นนี้
ในที่สุดการเดินทางก็สิ้นสุด มู่เป่าจอดรถที่สถานีตำรวจ
“เดี๋ยวก่อนครับ” เย่อี้จ้านเรียกเมื่อเห็นหลินเยว่ซิงเตรียมจะลงจากรถ
“คะ?” หญิงสาวเอียงคอมองเขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงถาม
“เอ่อ..สวมเสื้อคลุมนี่ไหมครับ” เย่อี้จ้านส่งเสื้อสูทของเขาให้ไม่แน่ใจว่าจะพูดดีไหม
“หือ” หลินเยว่ซิงรู้สึกงงว่าทำไมเธอจะต้องสวมเสื้อของเขา เธอย่นคิ้ว
“ผมเกรงว่าจะมีแต่คนจ้องคุณน่ะครับพวกเขาอาจจะตื่นเต้นหากได้เห็นนักแสดงมาที่นี่แต่ถ้าคุณชินหรือไม่รำคาญสายตาของพวกเขาก็ไม่เป็ไรหรอกครับ” เย่อี้จ้านกล่าวและนั่นจึงทำให้หลินเยว่ซิงรู้สึกตัวว่าการแต่งกายของเธอกับพวกเขาแตกต่างกันเธอเบิกตาโตด้วยความใ รู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาทันใด
“ขะ ขอบคุณค่ะ แต่ฉันไม่ใช่นักแสดง” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับรับเสื้อของเขามาใส่ ก้มหน้างุดด้วยความอับอาย แล้วรีบลงจากรถ
‘ตาย ตาย ตาย อายไหมเล่านั่น ทำไมไม่รู้ตัวทำไมไม่นึกให้ได้ก่อนหน้านี้นะ โอ๊ยตายแล้วฉัน’ หลินเยว่ซิงออกมายืนข้างรถยกมือขึ้นทุบศีรษะตัวเองเบาๆ สองสามครั้ง แล้วใช้มือทั้งสองข้างขึ้นปิดหน้า
‘หือ เธอบอกว่าเธอไม่ใช่นักแสดงเหรอ’เย่อี้จ้านเลิกคิ้วขึ้นแปลกใจ เขาอมยิ้มและกลั้นหัวเราะยกมือขึ้นบังปากเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าเขาขำเธอ
‘อายไปเสียแล้ว น่ารักจริงๆ’
จากนั้นเขาลงจากรถแล้วเปิดประตูหลังอุ้มเย่อ้ายฉิงที่ยังหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลียเดินเข้าไปในโรงพักเพื่อให้ปากคำตามขั้นตอนของตำรวจ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
“ตอนนี้ก็เสร็จธุระแล้ว ใกล้ค่ำแล้วด้วยคุณต้องหิวมากแน่ๆ เดี๋ยวผมพาคุณไปทานอาหารก่อนนะครับ”เย่อี้จ้านกล่าวพร้อมกับเดินจูงมือเย่อ้ายฉิงที่ตื่นแล้วในขณะนี้มาที่รถ
‘ถึงจะรีบกลับตอนนี้ กว่าจะถึงบ้านก็คงอีกเป็ชั่วโมงคุณพ่อคุณแม่ต้องกินข้าวกันแล้วแน่เลย ถ้างั้นก็ไปหาอะไรกินก่อนดีกว่า’ หลินเยว่ซิงใช้เวลาคิดเล็กน้อยก่อนตอบ
“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้า
เย่อี้จ้านยิ้มพอใจกับคำตอบเขาคิดว่าอย่างน้อยก็ได้เลี้ยงข้าวเพื่อขอบคุณเธอจากนั้นเขาหันไปคุยกับมู่เป่าถึงแผนต่อไปของเขา