เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ตอนที่ 12 อำลาอย่างมีความสุข

    วันนี้ก็คงจะเป็นอีกวันที่ดวงอาทิตย์ไม่หยุดพักผ่อนอาจเป็นเพราะมันเองต้องทำงานทุกเช้าเพื่อส่องแสงเตือนเหล่าสิ่งมีชีวิตให้ตื่นตัวกับวันใหม่ที่ได้มาถึง
    “นายพร้อมรึยัง?”
    ลองทายดูสิครับว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ถึงผมจะถามไปแบบนั้นทุกคนก็คงมีคำตอบอยู่ในใจแล้วใช่ไหมครับก็นั่นสิตอนนี้ผมถูกเซล่าลากออกมาจากบ้านพักตั้งแต่เช้ามืดดูเหมือนเธอจะตื่นเต้นเป็นพิเศษและ...ยังแต่งตัวสวยเป็นพิเศษด้วย อืม สวยมากจริงๆนั่นแหละ
    เอ่อ...จะคิดแบบนั้นไปก็ไม่ได้เพราะภรรยาทั้งหกของผมก็ยังคงตราตรึงใจของผมไม่เปลี่ยน แต่ผมก็เป็นผู้ชายเพราะฉะนั้นผมก็สนใจผู้หญิงอยู่แล้วผมคงไม่ผิดอะไรใช่ไหมบางทีอาจได้เริ่มต้นใหม่กับใครสักคนบนโลกใบนี้ถึงจะรู้สึกผิดแต่ผมก็ไม่ใช่คนของโลกก่อนอีกแล้วที่สำคัญผมก็มาอยู่ที่โลกแห่งนี้ มันดีแล้วใช่ไหมที่คิดแบบนั้น?
    เซล่าเอาใบหน้าของเธอยื่นเข้ามาใกล้กับใบหน้าของผมแล้วพูดออกมา
    “นี่คุณซัมเมอร์คุณยืนเหม่ออะไรของคุณ”
    “อ้อ ก็แบบว่า...เอ่อ...คิดอะไรไปเรื่อย ไม่ต้องสนใจหรอกนะครับ”
    “คิกๆ คุณนี่เป็นคนที่ตลกจริงๆเลยนะคะ ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ ที่ฉันชวนคุณออกมาตอนเช้าขนาดนี้ก็เพราะว่าต้องการให้คุณเห็นอะไรบางอย่างถือซะว่าสิ่งนี้เป็นของขวัญแก่การมาเยือนเผ่าเราก็ได้”
    เซล่าจับมือของผมเดินขึ้นไปบนภูเขาลูกหนึ่งที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโซนที่อยู่อาศัย เดี๋ยวเถอะเซล่านี่เธอจะจับมือผมไปแบบนี้ไม่ได้นะ เดินไปแบบปกติก็ได้ผมอยากพูดแบบนั้นออกไปแต่คล้ายกับว่าตัวผมเองมันได้ถูกความสวยงามตรงหน้าหยุดคำพูดเอาไว้ทั้งหมด
    บ้าจริง! ผมจะแก้โรคแพ้ทางสาวสวยอันนี้ได้เมื่อไหร่กันนะถึงจะแก้หาย ที่โลกก่อนผมสามารถจีบภรรยาทั้งหกของผมได้ก็เพราะผมหลงไปกับสาวสวยพวกนี้นี่แหละทำให้ผมเอ่อ...จะว่ายังไงดีพลาดพลั่งไปจีบพวกเธอพร้อมกันจนเธอจับได้ทุกคนแล้วที่มันสุดยอดยิ่งกว่านั้นก็คือภรรยาทั้งหกของผมเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน!
    แล้วผมจะไปรู้ไหมละก็พวกเธอไม่ใช่แม้แต่คนประเทศเดียวกันภาษาที่คุยก็ต่างกันไป ที่มันเชื่อมโยงกันได้คงมีแค่ภาษากลางเท่านั้น แค่บอกว่าพวกเธอเป็นเพื่อนกันมากก่อนผมก็แทบจะไม่เชื่อจนพวกเธอนำภาพถ่ายของสมัยเรียนที่ถ่ายรวมกันของพวกเธอทั้งหกคนมาให้ผมดูผมถึงจะยอมเชื่อในที่สุด ผมละอยากจะบ้าตายจริงๆนี่ผมทำบุญด้วยอะไรมานะ
    แต่ก็ใช่ว่าผมจะหลงมัวเมาไปกับพวกสาวสวยขนาดนั้นเพราะคนที่ทำให้ผมหลงใหลได้คงเป็นผู้หญิงที่ผมให้การยอมรับจากใจว่าเป็นคนที่เป็นแบบฉบับของผู้หญิงที่ดีเท่านั้น ส่วนคนที่ปากอย่างทำอย่าง ลับหลังเป็นไปอีกอย่าง สวยแต่ภายนอกอะไรแบบนั้นผมก็จะไม่มีความสนใจพวกเธอเลยแม้แต่น้อยแม้กระทั่งอารมณ์ความรู้สึกการร่วมรักก็ตามเพราะพวกเธอไม่ทำตัวของตัวเองให้มีค่ายังไงละ
    ผมกับเซล่าตอนนี้ก็เดินมาจนถึงยอดเขาแล้ว เธอต้องการพาผมมาที่นี่ทำไมกันแน่นะ? แล้วของขวัญที่ว่านี่มันคืออะไร?
    “รอสักพักเดี๋ยวมันก็มาแล้ว”
    แสงที่ทอราวกับความหวังที่ไม่มีวันมอดดับลงไปนั้นก็สาดส่องความอบอุ่นมายังโลกที่ผ่านค่ำคืนแห่งรัตติกาลอันยาวนาน ความสวยงามนี่สามารถทำให้ผมที่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องแบบนี้ก็ยังชมว่าสวยมากจุดตรงนี้นับว่าเป็นจุดที่ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์ที่โดดเด่นที่กำลังทำหน้าที่ของมันในทุกๆวัน มันคอยทอแสงอันอบอุ่นมาให้แก่เหล่าสรรพชีวิตน้อยใหญ่
    “เห็นแล้วใช่ไหม มันสวยงามมาก”
    “อืม สวยงามมากทั้งคนและก็วิว”
    จะบอกว่ายังไงดีตอนนี้ตัวผมเองโดนเซล่าตกไปเรียบร้อยแล้ว ภาพตรงหน้าที่มีหญิงสาวเผ่าเอลฟ์ผู้งดงามกับดวงอาทิตย์ที่เป็นแสงครั้งแรกของวันทำให้ดูราวกับเทพธิดาผู้งดงามที่มีแต่ความบริสุทธิ์ยืนเคียงคู่กับแสงอันศักดิ์สิทธิ์
    “คุณซัมเมอร์ถ้าจะจ้องกันขนาดนั้น ฉันเองก็เขินเป็นเหมือนกันนะ”
    “ผม...ผมขอโทษด้วยพอดีว่าการที่มีสาวสวยมายืนตรงหน้าของผมแบบนี้มันยากนะครับที่จะไม่จ้องมองมัน”
    “ฉันว่าเราลงไปกันดีกว่านะตอนนี้ก็ใกล้จะถึงเวลาข้าวเช้าแล้ว”
    เซล่าเบี่ยงประเด็นอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ตัวเองและก็ผมพูดอะไรแปลกๆออกมาอีก
    “เข้าใจแล้วครับ ไปกันเถอะ”
    ระหว่างทางที่ลงมาเซล่าไม่ได้จับมือของผมเหมือนตอนที่ขึ้นไปแต่กลับเดินก้มหน้าก้มตาไม่พูดคุยอะไรแม้แต่คำเดียว ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดเปิดประเด็นอะไรขึ้นมาเพราะบรรยากาศตอนนี้มันกระอักกระอ่วนสุดๆ จนกระทั่งผมกับเซล่าลงมาถึงด้านล่าง
    “ผมคิดว่าวันนี้ผมคงต้องกลับไปเมืองทริกซี่เพื่อไปส่งภารกิจ วันนี้คงมีเวลาสักสามชั่วโมงที่จะอยู่ที่นี่เพราะฉะนั้นคุณแคลร์ก็สามารถพาผมเดินดูเผ่าของคุณได้อย่างทั่วถึง”
    “ถ้าอย่างนั้นก็ไปรับประทานอาหากันก่อนเถอะเสร็จเมื่อไหร่ฉันจะพานายเดินไปรอบๆให้พอดีกับเวลาเอง”
    ผมก็คิดไว้ไม่มีผิดอาหารที่พวกเขาเอามาให้ผมได้รับประทานนั้นก็เป็นพวกอาหารประเภทผักทั้งหมดก็เพราะพวกเอลฟ์ไม่ได้ค่อยชอบรับประทานเนื้อมากนักหรือจะบอกว่าถ้าไม่จวนตัวพวกเขาก็จะไม่เลือกกินเนื้อกันเลยจะดีกว่า
    หลังจากที่รับประทานอาหารกันเสร็จแล้วเซล่าก็พาผมไปเดินทั่วเผ่า โดยเริ่มจากโซนที่อยู่อาศัย โซนการฝึกฝนทักษะ โซนงานฝีมือ และอีกกว่าสิบโซนที่เหลือ
    ในระหว่างที่เดินไปนั้นพวกเอลฟ์ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็จะทักทายผมด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นกันทุกคนรอยยิ้มพวกนั้นก็ล้วนออกมาจากใจจริงถ้าคิดไปถึงตอนที่ผมเข้ามาโดยที่พวกเขาคิดว่าผมเป็นมนุษย์แล้วละก็ถ้าเอามาเทียบกับตอนนี้ก็คงอารมณ์ประมาณว่ายิ้มให้ญาติมิตรกับหวาดระแวงพวกโจรมากกว่า
    เผ่าเอลฟ์ก็มีวัฒนธรรมที่ไม่ได้แตกต่างไปจากมนุษย์มากนักแต่การใช้ชีวิตจะต่างกันที่พวกเอลฟ์จะอยู่อาศัยในเชิงพึ่งพาอาศัยไปกับธรรมชาติแต่มนุษย์นั้นจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่อยู่รอบตัวพัฒนาไปด้วยตัวเองนั่นทำให้พวกมนุษย์สามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด แบบผมในโลกก่อนยังไงละ(หลงตัวเอง!)
    ผ่านไปสามชั่วโมงแบบไม่ขาดไม่เกินผมเองก็พึ่งพอใจมากกับการได้เดินดูโดยรอบของเผ่าเอลฟ์ทั้งยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นอีกด้วยทุกอย่างมันเหนือความคาดหมายของผมไปไกลมากไม่คิดเลยว่าการที่ยื่นมือเข้าช่วยเซล่า(ถึงตอนแรกจะยืนดูก็เถอะ)มันจะให้ผลออกมาดีขนาดนี้
    “น้องชายเดินทางกลับดีๆนะถ้าว่างก็แวะมาเยี่ยมเยือนกันบ้างละฉันรออยู่นะ”
    เขาทำท่าทางแบบนั้นมาหาผมอีกแล้วเห็นแล้วขุนลุก
    “คุณซัมเมอร์...”
    คราวนี้เป็นเซล่าบ้างแต่ท่าทีของเธอแตกต่างไปจากตอนแรกที่ผมได้เจอเธอมากๆ จะว่ายังไงดีนะเธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เอ่อ...ผมไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น คือว่าเธอดูสวยขึ้นมาก ไม่ใช่ที่ผมจะพูดมันคือเธอเธอดูมีวุฒิภาวะมากขึ้นต่างหาก กว่าผมจะพูดออกมาได้(แน่ใจนะว่าไม่ได้คิดอะไร)
    “เรียกผมโรเบิร์ตเถอะยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนกันแล้ว”
    “เข้าใจแล้ว เอ่อ…คุณโรเบิร์ต ถ้าอย่างนั้นนายเองก็ต้องเรียกฉันว่าเซล่าด้วย”
    “ครับ คุณเซล่า”
    “สักวันหวังว่าพวกเราคงจะได้พบกันอีกนะคะ”
    ผมยังไม่ทันได้ตอบกลับไปจากนั้นเซล่าก็ยื่นใบหน้าของตนเองออกมาแล้วจุ๊บแก้มข้างซ้ายของผมทันทีแล้วก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ผมยืนแข็งค้างไปในทันทีโดยที่สมองนั้นประมวลผลไม่ทันคนของเผ่าเอลฟ์ทุกคนต่างหัวเราะอย่างมีความสุขแล้วร้องตระโกนออกมา
    “คุณหนูมีคนในใจแล้วละ ฮ่า ฮ่า”
    “คราวนี้ก็จะได้คนของเผ่าแวมไพร์มาเข้าเผ่าเราอีกคนแล้ว แบบนี้ต้องฉลอง”
    เจ้าพวกนี้กล้ามากนะที่มาหัวเราะคนที่กำลังลำบากใจแบบนี้
    “อะแฮ่ม ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
    “ไปดีมาดีนะครับ”
    “คุณซัมเมอร์แล้วกลับมาเยี่ยมที่เผ่าอีกนะคะ”
    “ว่างเมื่อไหร่ก็แวะมาได้นะ”
    “น้องชายฉันรออยู่นะ”
    เดี๋ยวเถอะเขากำลังจะร่ำลากันอย่างมีความสุขแต่พ่อของเซล่าทำให้ผมขนลุกขึ้นอีกครั้งแล้ว รออะไรของท่านกันครับหัวหน้าเผ่า? ทำไมต้องเป็นคำพูดที่ชวนให้คนอื่นเข้าใจไปแบบนั้น... ตกลงแล้วคุณจะเอาลูกสาวของคุณให้ผมหรือว่าเป็นตัวคุณกันแน่ผมชักไม่แน่ใจในตัวคุณแล้วนะครับ
    ผมใช้เวลาเดินทางมายังเมืองทริกซี่ใช้เวลาไปเกือบจะถึงช่วงเย็นแล้วจึงเดินทางไปเช่าห้องพักเอาไว้ก่อนจากนั้นก็เดินทางไปส่งภารกิจที่กิลด์ต่อในทันที
    “เฮ้พวก ฉันได้ยินมาว่าท่านออสก้า ที่อยู่แรงค์ C และยังเป็นคนใหญ่คนโตในกลุ่มภาคีนภาสีครามประกาศจะเล่นงานเจ้าหน้าใหม่ที่ไปฆ่าคู่หูเมลและโทลด้วยละ”
    “แล้วมันเป็นไงมาไง? เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”
    “คือว่านะ คู่หูเมลและโทลเป็นพวกของกลุ่มภาคีนภาสีครามที่เป็นลูกน้องสายตรงของท่านออสก้านะสิ”
    “แบบนี้เจ้าหน้าใหม่คนนั้นจะไม่แย่เอาเหรอ”
    “ไม่ใช่แค่แย่บางทีอาจไม่ได้ตายดีเลยด้วยซ้ำ”
    สองคนที่ซุบซิบในขณะที่ไม่รู้ว่าตัวผมนั่งอยู่ใกล้ๆแบบนี้ชั่งใจกล้าจริงๆการที่ผมมานั่งฟังได้นั้นก็เพราะผมได้ทำการปลอมตัวนิดหน่อยเพื่อจะหาข้อมูลจากเรื่องที่เกิดขึ้นของผมในช่วงไม่กี่วันที่ผมไม่อยู่ที่นี่แต่ไม่คิดว่ายังไม่ทันที่จะไปถามใครก็ได้เรื่องมาแล้ว
    ความแค้นถูกส่งต่อไปอีกแล้วผมคงต้องหาวิธีกำจัดพวกมันให้หมดแล้วเนื่องจากต่อจากนี้ผมคงทำอะไรยากลำบากขึ้นกว่าเดิม คราวนี้ผมยังโดนเพ่งเล็งจากนักผจญภัยแรงค์ C ที่มีความสามารถอีกด้วย ทั้งยังมีกลุ่มภาคีนภาสีครามที่ถือเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลมากถ้าถามว่าผมรู้ได้ยังไงก็เพราะพื้นที่แถบนี้ปกครองโดยพวกมันยังไงละ
    ตูม!
    ประตูทางเข้าของกิลด์ถูกแรงอัดกระแทกจากอะไรบางอย่างทำให้มันระเบิดแหลกเป็นผุยผง จากนั้นก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีท่าทีหยิ่งยโสเดินเข้ามาพร้อมกับผู้ติดตามอีกห้าคน
    “แกอยู่ในนี้ใช่ไหม โรเบิร์ต ซัมเมอร์” . .

    .