ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 23: ตายจาก

    หลินซีมองไปยังพวกเด็กน้อยที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เธอคิดอยู่นานก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาได้ จากนั้นเธอจึงไปหาถังเจี้ยนกั๋วแล้วเล่าความคิดของตัวเองให้เขาฟัง จากนั้นด้วยความช่วยเหลือของถังเจี้ยนกั๋ว ลานบ้านของหลินซีจึงมีโต๊ะปิงปองอย่างง่ายๆถูกสร้างขึ้นมา 1 โต๊ะ มันเป็นเสาไม้ 4 เสาที่มีแผ่นกระดานไม้อันใหญ่ 1 อันวางอยู่ด้านบนและมีเส้นแบ่ง 1 เส้นวาดผ่านตรงกลาง แค่นี้มันก็กลายเป็นโต๊ะปิงปองอย่างง่ายๆ โต๊ะหนึ่งแล้ว สิ่งที่หลินซีคิดก็คือเธอไม่อยากให้เด็กๆเอาแต่นั่งเล่นไปวันๆ การขยับร่างกายเป็นธรรมชาติของพวกเด็กๆ นอกจากนี้การตีปิงปองยังมีข้อดีมากมาย มันสามารถทำให้ร่างกายของพวกเขาแข็งแรงได้และยังสร้างมิตรภาพระหว่างพวกเขาได้อีกด้วย หลินซีมอบไม้ปิงปองอันหนึ่งให้ฉู่เฉิงแล้วสอนเขาเล่นปิงปอง ใบหน้าของเด็กชายแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น หลินซีกอดฉู่เฉิงเอาไว้ในอ้อมกอดแล้วใช้มือหนึ่งกุมมือของฉู่เฉิงตีลูกปิงปอง ลูกปิงปองสีขาวลูกน้อยพุ่งขึ้นไปด้านบน ภายใต้ความช่วยเหลือของหลินซี ฉู่เฉิงก็ถือไม้ปิงปองตีลูกปิงปองลูกนั้นออกไป หลังจากลูกปิงปองถูกตีออกไปมันก็ลอยโค้งแล้วตกลงบนโต๊ะก่อนที่มันจะกลิ้งหลุนหลุนตกลงไปจากโต๊ะ หลินซีปล่อยมือฉู่เฉิงแล้วเดินไปเก็บลูกปิงปองลูกนั้นกลับมา ความอบอุ่นห่างออกไปจากฉู่เฉิงจนทำให้เขารู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาเล็กน้อย และพอหลินซีเก็บลูกปิงปองกลับมาได้แล้วเธอก็ถามฉู่เฉิงยิ้มๆ “เข้าใจแล้วหรือยัง เธอลองตีเองดูอีกครั้งนะ” จากนั้นก็กลายเป็นว่าฉู่เฉิงเป็นคนตีลูกปิงปอง ส่วนหลินซีก็เป็นคนตามเก็บลูก ทั้งสองคนฝึกซ้อมกันอยู่นานครึ่งค่อนวันจนกระทั่งฉู่เฉิงเริ่มพบความสนุก หลินซีเล่นกับฉู่เฉิง จะว่าไปแล้วหลินซีก็เล่นเป็นเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ได้เล่นดีเท่าไร ยิ่งรวมกับที่เธอสามารถขยับมือได้เพียงข้างเดียวจึงทำให้ทั้งสองคนได้แต่ตีลูกเก็บลูกอยู่แบบนั้น แต่ฉู่เฉิงก็เล่นอย่างมีความสุขมาก แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีใครยอมเล่นกับเขาอย่างจริงใจมาก่อน แถมคนที่สามารถอดทนพร่ำสอนเขาได้แบบนี้ก็คงมีแต่พี่สาวคนเดียวเท่านั้น หลังจากฝึกฝนไปได้ชั่วโมงกว่าฉู่เฉิงก็เริ่มเล่นเป็นแล้ว หลินซีเล่นกับเขาจนเหงื่อไหลเต็มศีรษะไปหมด เธอวางไม้ปิงปองลงแล้วหอบหายใจพร้อมพูดขึ้นมา “ไม่เล่นแล้ว ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” “ถ้าอย่างนั้นมาเล่นกับฉันก็แล้วกัน!” เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นมา หลินซีหันกลับไปมองก็เห็นว่าลูกหมอซ่งเดินเข้ามาแล้ว หลินซียกยิ้มแล้วยื่นไม้ปิงปองให้ลูกหมอซ่งเพื่อให้ฉู่เฉิงและลูกหมอซ่งเล่นด้วยกัน ส่วนตัวเธอจะกลับไปล้างหน้าล้างตาในบ้านซะหน่อย ลูกหมอซ่งหมุนไม้ปิงปองในมือไปมาแล้วหันไปพูดกับฉู่เฉิง “เอาล่ะ พวกเรามาเล่นกันเถอะ” ฉู่เฉิงกวาดตามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะวางไม้ปิงปองลงแล้วพูดขึ้น “ผมเองก็ไม่เล่นแล้ว” พูดจบเขาก็วิ่งกลับไปในบ้านทันที ลูกหมอซ่งได้แต่มองตามแผ่นหลังของฉู่เฉิงไปแล้วหันมามองไม้ปิงปองในมือของตัวเองอีกครั้งก่อนจะตะโกนไล่หลังอีกฝ่ายไป “ไอ้เด็กนี่ กลับมาเดี๋ยวนี้นะ นายไปแล้วฉันจะเล่นคนเดียวยังไงล่ะ?” เมื่อมีโต๊ะปิงปองแล้วบ้านของหลินซีก็คึกคักขึ้นมาไม่น้อย ไม่ใช่แค่พวกเด็กๆเท่านั้นที่มาเล่นปิงปองด้วยกัน ทว่าพวกวัยรุ่นในหมู่บ้านก็มาเล่นด้วยเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่ไม้ปิงปองมีอยู่แค่คู่เดียวเท่านั้น ฉู่เฉิงไม่มีทางยอมให้คนอื่นยืมของเขาเด็ดขาด ดังนั้นทุกครั้งหลินซีจึงต้องหว่านล้อมเขาด้วยคำพูดดีๆอยู่นานแล้วเล่นเป็นเพื่อนเขาอยู่สักพักเขาถึงจะยอมให้ยืม จากนั้นช่างไม้ที่อยู่ในหมู่บ้านก็ทำไม้ปิงปองขึ้นมาอีก 2 คู่ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ใช้ดีเหมือนคู่ที่อยู่ในมือหลินซีก็ตาม ทันใดนั้นที่นี่ก็กลายเป็นจุดที่คึกคักที่สุดในหมู่บ้านชิงซาน ทุกคนต่างรู้สึกประทับใจในตัวหลินซีมากขึ้นอีกหลายส่วน เด็กๆที่มาเล่นก็ยังช่วยหลินซีทำงานในบางครั้งเช่นการตักน้ำหรือกวาดพื้น ดังนั้นปริมาณงานของฉู่เฉิงจึงลดลงไม่น้อย นอกจากคนในหมู่บ้านแล้วยุวปัญญาชนก็มาที่นี่ด้วยเช่นกัน หลังจากที่หยวนเฮ่อสารภาพความในใจกับหลินซีแล้วถูกเธอปฏิเสธ ทั้งสองคนก็ไม่ได้เจอกันอยู่หลายวัน และเมื่อหยวนเฮ่อมาพบกับหลินซีอีกครั้งเขาก็รู้สึกกระดากอายอยู่เล็กน้อย หลินซีเป็นฝ่ายทักทายทุกคนด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อน หยวนเฮ่อเห็นว่าหลินซีไม่ได้รู้สึกขัดข้องใจอะไรเขาจึงแอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่เมื่อได้เห็นฉู่เฉิง สีหน้าของเขาก็แปลกไปทันใด มีหลายครั้งที่เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับหลินซีแต่ก็ยังหาจังหวะเหมาะๆไม่ได้เพราะฉู่เฉิงเอาแต่ใช้สายตาข่มขู่จ้องมองมาที่เขาอยู่ตลอดเหมือนแม่สัตว์ที่คอยปกป้องลูกของมัน จนกระทั่งฉู่เฉิงถูกถังซูลากออกไปเล่นปิงปอง หยวนเฮ่อถึงได้เดินไปพูดข้างๆหลินซี “หลินซี ต่อไปเธอสังเกตนิสัยของฉู่เฉิงหน่อยก็ดีนะ อืม จะว่ายังไงดีล่ะ นิสัยของเขาไม่ค่อยดีเท่าไรเลย สรุปคือเธอน่าจะสังเกตเขาให้มากหน่อยเข้าใจไหม” หลินซีได้ยินคำพูดของเขาไม่ค่อยชัดเท่าไรจึงรู้สึกงุนงง “นายอยากจะพูดอะไรกันแน่?” หยวนเฮ่อเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา ท่าทางอึกอักของเขาจึงไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก หยวนเฮ่อขมวดคิ้วก่อนจะคิดอยู่นานแล้วตัดสินใจพูดออกไป “ครั้งก่อนตอนที่ฉันมาพูดเรื่องนั้นกับเธอ ฉู่เฉิงก็ตามมาหาฉันแล้วบอกให้ฉันอยู่ห่างๆเธอเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเขาจะหักขาของฉันซะ”  หลินซีได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมาทันที หยวนเฮ่อเป็นชายหนุ่มเต็มตัว แต่ฉู่เฉิงเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น ที่บอกว่าจะหักขาอะไรนั่นก็คงเป็นแค่คำพูดของเด็กเท่านั้นแหละ หลินซีไม่คิดจริงจังกับมันจนทำให้หยวนเฮ่อร้อนใจขึ้นมาเล็กน้อยและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เขาพูดออกมาด้วยท่าทางที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เขาตั้งใจจะทำแบบนั้นจริงๆนะ” “ก็ได้ๆ ฉันจะจำเรื่องนี้เอาไว้” หลินจือตกปากรับคำแต่ก็ไม่คิดจะใส่ใจกับมันนัก หลินซีรู้จักดวงตาระแวดระวังของฉู่เฉิงอยู่บ้าง แต่ปกติเด็กคนนั้นมักจะว่าง่ายรู้ความ เรื่องต่างๆในบ้านเขาก็แย่งไปทำจนหมด แถมยังไม่เคยดื้อดึงกับเธอด้วย หลินซีเองยังไม่เคยเห็นเด็กที่เธอไม่ต้องกังวลมากขนาดนี้มาก่อนเลย เธอคาดว่าเขาคงไม่ชอบให้หยวนเฮ่อมาอยู่ใกล้ๆตัวเธอจึงได้เลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่แล้วข่มขู่หยวนเฮ่อไป ฝีมือการตีปิงปองของหลินซีไม่ได้ดีเด่นอะไร แต่คนที่มีทักษะดีๆในหมู่บ้านก็มีแค่ลูกหมอซ่งคนเดียว ฉู่เฉิงได้เรียนรู้จากเขามาไม่น้อย ตอนนี้เขาจึงตีได้ดีทีเดียว ส่วนฝีมือของถังซูนั้นไม่อยู่ในสายตาของฉู่เฉิงเลยสักนิด ตีไปได้แค่ 2-3 รอบเขาก็สามารถเอาชนะถังซูได้แล้ว ถังซูตะโกนออกมาอย่างไม่พอใจและอยากจะเล่นต่อ แต่คู่แข่งของเขากลับไม่สนใจแล้ว ฉู่เฉิงบอกว่าสนุกกับสามตานี้มากและคนแพ้ก็ต้องลงไป ห้ามโกงเด็ดขาด คนอื่นๆต่างเข้ามาปลอบถังซู แต่ฉู่เฉิงไม่สนใจเลยสักนิด เขาเล่นเสร็จแล้วก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้านทันที หลินซีเห็นฉู่เฉิงหายใจหอบเธอจึงถามขึ้น “เล่นจบแล้วเหรอ? ทำไมเร็วจัง?” ฉู่เฉิงพูดออกมาช้าๆ “อืม ผมกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่” หลินซีมองฉู่เฉิงขณะที่ในใจก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ชักจะติดตัวเองมากเกินไปแล้ว ตอนนี้คงช่วยไม่ได้ รอให้ถึงวันเปิดเรียนที่เขาต้องออกไปแต่เช้าและกลับมาค่ำๆก่อนเถอะ คาดว่าถึงตอนนั้นน่าจะดีขึ้น แต่น่าเสียดายที่ต้องรอจนถึงเดือนกันยายนเลย นั่นมันอีกตั้งครึ่งปีเชียวนะ! หลังจากนั้นไม่นานหลินซีก็ได้รับข่าวดี วันนั้นหลิ่วชุนเยี่ยนเอาหน่อไม้แห้งมาให้เธอ นี่เป็นของที่พี่สาวที่แต่งงานออกไปแล้วของหลิ่วชุนเยี่ยนส่งมาให้ ถังซูมักจะมาวิ่งเล่นที่บ้านของหลินซีอยู่บ่อยๆและยังกินข้าวอยู่บ้านของเธอหลายต่อหลายครั้ง หลิ่วชุนเยี่ยนจึงเอาหน่อไม้แห้งมาตอบแทนน้ำใจของเธอและยังได้พูดถึงเรื่องการเรียนของฉู่เฉิงด้วย หลิ่วชุนเยี่ยนบอกหลินซีว่าผ่านปีใหม่นี้ไปฉู่เฉิงก็จะสามารถเข้าเรียนได้เพราะโรงเรียนจะสามารถรับนักเรียนได้แล้ว หลินซีได้ยินดังนั้นก็ดวงตาลุกวาวขึ้นมาทันที เธอเดินไปส่งหลิ่วชุนเยี่ยน จากนั้นเธอก็มาพูดเรื่องนี้กับฉู่เฉิงฉู่เฉิงได้แต่ก้มหน้าเงียบไปหลายนาที เขาเฝ้าครุ่นคิดอยู่นานจนในที่สุดก็ตอบตกลงออกไป พอเห็นแบบนั้นหลินซีก็ลูบไหล่เขาพร้อมพูดขึ้น “พวกเราคุยกันแล้วไง แต่ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ รอให้ผ่านปีใหม่ไปก่อนแล้วค่อยไป เดี๋ยวกลับไปฉันจะเตรียมกระเป๋านักเรียนใบใหม่ให้เธอดีไหม?” “ครับ” ฉู่เฉิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วฉีกยิ้มหวานออกมา ท่ามกลางสายฝนฤดูใบไม้ร่วงที่โปรยปรายลงมาในหมู่บ้านชิงซาน ฤดูหนาวก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามาแล้ว หลินซีหยิบเสื้อกันหนาวออกมาจากห่อของขวัญของระบบแล้วนำไปให้ฉู่เฉิง แต่ฉู่เฉิงกลับพึมพำออกมาว่าไม่ชอบเสื้อผ้าที่หนาเกินไปเพราะใส่แล้วรู้สึกร้อน หลินซีจึงได้แต่หยุดเรื่องนี้เอาไว้ก่อน แล้วในตอนนั้นเองถังเจียนกั๋วก็เดินกางร่มเข้ามา วันฝนตกแบบนี้ยังจะวิ่งมาที่นี่อีกเหรอ? หลินซีรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ปรากฏว่าถังเจี้ยนกั๋วกลับมาบอกข่าวร้าย แม่ของฉู่เฉิงเสียชีวิตแล้ว ฉู่เฉิงที่ได้ยินข่าวนั้นก็ตอบรับเพียงคำว่า “อ้อ” เบาๆเท่านั้น ถังเจี้ยนกั๋วหันไปถามฉู่เฉิง “เธอไม่อยากไปหาแม่หน่อยเหรอ?”  ฉู่เฉิงได้แต่ก้มหน้าต่ำแล้วไม่พูดอะไรออกมา หลินซีเห็นสีหน้าของฉู่เฉิงก็รู้ได้ทันทีว่าฉู่เฉิงไม่ได้มีความรู้สึกลึกซึ้งอะไรกับแม่คนนี้ เธอเลยพูดขึ้นมา “ผู้แทนฯถังคะ เรื่องนี้ช่างมันเถอะค่ะ ตอนแรกเธอก็ขโมยฉู่เฉิงมาจนทำให้ฉู่เฉิงต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ที่แท้จริงมาตั้งหลายปี ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะหากันเจอหรือเปล่า ถึงเธอจะน่าสงสาร แต่เรื่องที่เธอทำก็ไร้คุณธรรมเกินไป พวกเราคงไม่ไปหรอกค่ะ” ถังเจี้ยนกั๋วขมวดคิ้วมองฉู่เฉิง ฉู่เฉิงจึงพยักหน้ายืนยัน “ผมไม่ไปครับ” ถังเจี้ยนกั๋วถอนหายใจแล้วพูดออกมา “ก็ได้ ไม่ไปก็ไม่ไปแล้วกัน” ที่นี่มีธรรมเนียมอยู่ว่าหลังจากผู้อาวุโสตายจากไปจะต้องมีลูกชายคอยส่งในช่วงสุดท้าย ไม่อย่างนั้นคนตายจะจากไปอย่างไม่สงบสุขและนับเป็นลางไม่ดีกับคนในครอบครัว เพราะแบบนี้ถังเจี้ยนกั๋วถึงได้เดินทางมาถามพวกเธอ ถังเจี้ยนกั๋วรีบเดินออกไป ฉู่เฉิงนั่งอยู่บนแท่นวางเตาพลางมองไปยังเปลวไฟที่อยู่ในนั้น หลินซีเข้ามานั่งข้างฉู่เฉิงเงียบๆ ก่อนจะถามขึ้น “เสียใจไหม?”  ฉู่เฉิงส่ายหน้าไปมา เขาเงียบไปอยู่นานถึงได้เริ่มพูดออกมา “ผมจำเรื่องตอนเด็กๆไม่ค่อยได้แล้ว แต่พอผมเริ่มจำความได้พ่อผมก็ชอบทุบตีผม เธอเองก็ไม่ได้ปกป้องผม ตอนที่อยู่ในบ้านหลังนั้นมีแค่ย่าที่คอยปกป้องผม ถ้าไม่มีย่าผมก็คงหิวตายไปแล้ว ช่วงเวลาเดียวที่ผู้หญิงคนนั้นดีกับผมก็คือวันที่เธอจากผมไป เธอพูดกับผมประโยคหนึ่งบอกว่าต่อจากนี้ให้ผมอยู่กับย่าให้ดีๆ อยู่ให้ห่างจากพ่อเอาไว้” ตอนที่ฉู่เฉิงพูดเรื่องเหล่านั้นออกมา สีหน้าของเขาดูสงบราบเรียบ หลินซีไม่อยากเปิดปากแผลของฉู่เฉิงอีก ความเย็นชาของคนในครอบครัวตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำร้ายหัวใจเด็กคนนี้จนเจ็บช้ำ ตอนนี้การให้ฉู่เฉิงใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขจึงเป็นเรื่องเดียวที่คนพวกนั้นสามารถทำเพื่อฉู่เฉิงได้ หลินซีรู้สึกปวดใจอยู่เล็กน้อยเธอจึงยื่นมือออกไปตบไหล่ฉู่เฉิง ฉู่เฉิงมองหลินซีแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็เอนศีรษะซบลงไปบนไหล่ของเธอ เปลวไฟที่อยู่ในเตาเผาส่งเสียงดัง “ปุปุ” จนทำให้ภายในห้องยิ่งดูเงียบงันลงไปเรื่อยๆ จากนั้นไม่นานความเงียบก็ถูกทำลายลงไป ฉู่ต้าเกินมาหาพวกเธอพร้อมดวงตาแดงก่ำและใบหน้าที่ฉายแววเจ็บปวด จากนั้นเขาก็พูดกับฉู่เฉิง “ฉู่เฉิง แม่ของแกตายแล้ว แกต้องไปงานศพของแม่แก” หลินซีขวางเขาเอาไว้ “ฉู่เฉิงไม่ใช่คนตระกูลฉู่อีกแล้ว ทำไมจะต้องให้เขาไปด้วย? ตอนนั้นคุณก็ได้ยินแล้วนี่ว่าฉู่เฉิงถูกขโมยมา เขาไม่ใช่คนตระกูลฉู่สักหน่อย” “แล้วมันเรื่องอะไรของเธอ? ตอนนี้ฉู่เฉิงใช้แซ่ฉู่ มันก็ต้องไป จะให้แม่ของมันตายอย่างหนาวเหน็บไม่ได้หรอกนะ” คำพูดของฉู่ต้าเกินค่อนข้างไร้เหตุผล หลินซีที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธขึ้นมาจนต้องปฏิเสธเขาไปตรงๆ “ตอนนี้คุณสนใจแล้วเหรอคะ ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ทำไมคุณไม่ดีกับเธอหน่อยล่ะ? พอถึงตอนนี้จะมาลากฉู่เฉิงไปแล้วมันจะมีความหมายอะไร? คุณละอายใจต่อภรรยาของคุณก็ดี จะรู้สึกเสียใจก็ดี แต่นั่นมันก็เรื่องของคุณ ภรรยาของคุณเป็นคนขโมยฉู่เฉิงมา แล้วนี่ยังต้องให้ฉู่เฉิงไปงานศพของขโมยอีกเหรอคะ?” ฉู่ต้าเกินโมโหขึ้นมาทันที ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าจะตอบโต้เธอกลับไปอย่างไรดี เขาโมโหถึงขีดสุดจนเตะหลินซีไป 1 ที เดิมทีหลินซีสามารถถอยออกไปด้านหลังได้หนึ่งก้าว แต่เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเธอจึงถูกเตะจนล้มลงไปกระแทกพื้นอย่างแรงแล้วหมดสติไปทันที ฉู่เฉิงคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะกลายเป็นแบบนี้ เขามองพี่สาวถูกเตะจนล้มลงไปกับพื้นก่อนจะรีบพุ่งเข้าไปหาหลินซีแล้วตะโกนเรียกชื่อเธอออกมาเสียงดัง แต่หลินซีกลับมีใบหน้าขาวซีดและไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น ฉู่เฉิงรู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองตกลงกระแทกพื้น หัวสมองของเขาว่างเปล่าก่อนที่เขาจะหันหน้ากลับไปหาฉู่ต้าเกินด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ตอนนี้ตัวเขาเหมือนสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง เขาหยิบท่อนไม้ที่วางอยู่ข้างประตูขึ้นมาแล้วตีเข้าไปที่ต้าฉู่เกินโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นขณะที่ปากก็ร้องตะโกนออกมาอย่างสิ้นหวัง “อ๊าก! อ๊าก! แกกล้าตีเธอเหรอ แกกล้าตีเธอ ฉันจะตีแกให้ตาย จะตีแกให้ตาย” ตอนนี้ฉู่เฉิงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเปลวไฟแผดเผาไปทั้งตัว ดวงตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำ แถมในดวงตายังทอประกายกระหายเลือดชัดเจน ฉู่ต้าเกินถูกตีเข้าไปหลายครั้ง พอมองเห็นฉู่เฉิงที่มีท่าทางราวกับคนบ้าเขาก็รู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เขาถอยออกไปที่ลานหน้าบ้านแล้วพยายามหลบหลีก แต่ฉู่เฉิงก็ยังตามมาไล่ตีเขาอย่างไม่ลดละจนทำให้ไม้ท่อนนั้นกระแทกลงไปบนร่างของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉู่ต้าเกินหลบไม่พ้นก็คิดจะจับฉู่เฉิงเอาไว้ แต่ฉู่เฉิงในตอนนี้เหมือนกำลังใช้พลังทั้งหมดที่เขามี ชั่วขณะนั้นฉู่ต้าเกินจึงไม่สามารถจับเขาเอาไว้ได้