ทารกน้อยลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ ราวกับหลับใหลมาเนิ่นนาน เปลือกตาเล็กกระตุกวูบหนึ่ง
เบื้องหน้า ชายชราเห็นสายฟ้าสีดำก่อตัวเป็ร่างหม่น ลำแสงบิดเบี้ยวเผยเค้าโครงคล้ายมนุษย์ ก่อนเปล่งเสียงนุ่มลึกสะท้อนก้องในความว่างเปล่า
“ฝากเด็กคนนี้ด้วย...”
ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างสายฟ้าก็สลายตัวกลายเป็เส้นแสงสีดำหลายสาย ลอยเข้าสู่หน้าผากของทารก ลวดลายสายฟ้าสีดำประทับขึ้นชัดราวกับตราประทับต้องสาป
ชายชราจ้องมองภาพนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริกแต่ไร้เสียง ร่างแข็งทื่อคล้ายถูกตรึงด้วยความตกตะลึง
ไม่รู้ว่าตะกร้าไม้ไผ่สีเหลืองธรรมดาใบหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากที่ใด ทว่าทารกน้อยกลับลอยลงไปนอนอยู่ภายในนั้นอย่างอ่อนโยน
แก้มนุ่มนวลดุจหยดน้ำผึ้งสะท้อนแสง พลันหลับใหลอย่างสงบเคลิบเคลิ้ม
ชายชราััได้ทันทีว่า เด็กทารกผู้นี้มิใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดาสามัญ เขาจึงกลับไปนั่งบำเพ็ญเพียรต่อ แม้ภายนอกจะยังคงดูสงบและผ่อนคลาย
หากแต่ภายในใจและสมองกลับปั่นป่วน เต็มไปด้วยความตระหนกและคำถามนับไม่ถ้วน ความไม่สบายใจรุมเร้าให้เขาลุกขึ้นเดินวนรอบห้อง
พลางเหลือบตามองเด็กทารกด้วยความสงสัย ทว่าพอได้เห็นใบหน้าเล็กน่าทะนุถนอม หัวใจเขาก็พลันสั่นสะท้าน
ถอนหายใจยาวอย่างจนปัญญา ก่อนจะเหยียดมือออกไปในอากาศ ทันใดนั้นตะกร้าไม้ไผ่สีเหลืองพร้อมทารกน้อยก็ลอยเข้ามาอยู่ตรงหน้า
แสงสีฟ้าสว่างเจิดจ้าพวยพุ่งออกจากกายทารก มันคือพลังปราณหนาแน่นที่ค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับกลิ่นอายชีวิตที่ร่วงโรยอย่างรวดเร็ว
ชายชราใยิ่งนัก เกือบทำอะไรไม่ถูก โชคยังดีที่ประสบการณ์นับพันปีทำให้เขาเข้าใจได้ในบัดดล
หากเด็กน้อยถูกนำออกจากตะกร้าไม้ไผ่ นั่นเท่ากับพรากลมหายใจของชีวิตไป
แม้จะดูขัดกับสามัญสำนึก ทว่าความจริงเบื้องหน้านั้นกลับไม่อาจปฏิเสธได้ เขาจึงรีบควบคุมตะกร้าไม้ไผ่ให้นิ่ง แล้วจัดทารกให้นอนลงอย่างระมัดระวัง
เพียงแค่ได้มองใบหน้าเล็ก แก้มกลมป่อง หัวใจชายชราก็อ่อนละมุนลงอย่างห้ามไม่อยู่ ราวกับชะตาได้ผูกพันไว้แต่ครั้งา รอยยิ้มบางเบาแต่งแต้มบนริมฝีปาก
ก่อนที่เขาจะอุ้มตะกร้าไม้ไผ่พร้อมทารกน้อยเข้าไปในเรือน เดินตรงเข้าสู่ห้องว่างเปล่าภายใน
แผ่นไม้สีน้ำตาลเข้มที่เรียงต่อกันเป็ผนังบ้านนั้นต่างมีลวดลายเส้นสายของธรรมชาติชัดเจนราวกับภาพวาดที่สลักไว้โดยกาลเวลา
ดูเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความงามสงบ เมื่อแสงไฟอุ่น ๆ ส่องกระทบ เงาไม้ก็ทาบทอเป็ลวดลายทับซ้อน
ทำให้บรรยากาศในห้องดูนุ่มนวลและอบอุ่น
ชายชราเพียงโบกมือเบา ๆ ความว่างเปล่าก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยน สิ่งของตกแต่งปรากฏขึ้นอย่างเชื่องช้า
เตียงไม้โบราณหัวเตียงสลักลายเมฆมงคล ตู้เสื้อผ้าสูงใหญ่ที่ประตูไม้แกะสลักเป็รูปดอกเหมยบานรับลมหนาว
โต๊ะกลมและเก้าอี้ไม้สี่ตัวที่เรียงรอบอย่างเป็ระเบียบ ทุกชิ้นล้วนประณีตและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิก
บนโต๊ะมีโคมไฟกระดาษสีแดงอ่อนปรากฏขึ้น แสงไฟในนั้นพลิ้วไหวอบอุ่นราวกับเปลวเทียนต้องลม
แ่เบาแต่ให้ความสว่างเพียงพอที่จะทำให้ทั้งห้องเต็มไปด้วยความรู้สึกสงบและมั่นคง
แม้จะเป็เพียงการรังสรรค์จากพลังปราณ แต่ทุกอย่างกลับดูมีชีวิตชีวา ราวกับบ้านไม้สไตล์จีนโบราณหลังนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นจริง ๆ ท่ามกลางความเงียบสงัด
ชายชราวางตะกร้าไม้ไผ่สีเหลืองลงบนเตียงไม้อย่างนุ่มนวล ก่อนจะก้มตัววางทารกน้อยภายในตะกร้าให้เรียบร้อย
ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความระมัดระวังราวกับกลัวว่าเพียงััเล็กน้อยก็อาจทำให้ความสงบของเด็กน้อยสลายหายไป
เขาทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ สายตาเฝ้ามองใบหน้าเล็กที่ยังคงหลับใหลอย่างไร้เดียงสา แก้มกลมป่องขยับเล็กน้อยราวกับฝันดี
เสียงลมหายใจแ่เบาเป็จังหวะชวนให้หัวใจที่เคยว้าวุ่นกลับสงบลงทีละน้อย
ในห้องไม้โบราณที่อบอวลไปด้วยแสงโคมสีอุ่น ชายชรารู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เกินกว่าคำว่า "บังเอิญ"
เด็กน้อยตรงหน้าดูราวกับของขวัญจาก์ที่ถูกส่งมา แม้ยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่ในห้วงความเงียบนั้น
เขากลับััได้ถึงความผูกพันลึกล้ำที่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดวงตะวันลับขอบฟ้า ความมืดคืบคลานปกคลุมทั่วทั้งผืนฟ้า ไม่นานนักหมู่ดาวนับพันก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ประดับประดาท้องฟ้าให้ระยิบระยับดุจม่านอัญมณี
ทว่าแสงดาวเ่าั้… หาใช่ของจริงไม่ หากเป็เพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ทรงพลังเมื่อกว่าหนึ่งแสนปีก่อน
เป็มหาค่ายกลที่หล่อเลี้ยงท้องฟ้าให้มีความงามยามรัตติกาลตราบจนปัจจุบัน แม้มิใช่แสงดาวแท้จริงจาก์
แต่ก็เจิดจ้าและงดงามมิได้น้อยหน้าไปกว่าความจริงเลยแม้แต่น้อย
ภายใต้ท้องฟ้าเทียมที่ยังคงส่องแสง ชายชรามองออกไปนอกเรือน พลันรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวปนเศร้าลึก ๆ ในใจ
ราวกับฟากฟ้าตรงหน้านั้นสะท้อนชะตากรรมของเด็กน้อยในตะกร้าไม้ไผ่เช่นกัน
เช้าวันรุ่งสาง แสงอ่อนแรกของวันลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในห้อง เด็กทารกพลันลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นใสกระจ่างดุจหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกไม้
บริสุทธิ์เกินกว่าจะเชื่อว่าคือสายตาของมนุษย์ธรรมดา ราวกับเทพเซียนผู้บริสุทธิ์ที่เพิ่งเหยียบลงจาก์
ทว่าเพียงเสี้ยวอึดใจ แววตากลับพลิกผัน มืดหม่นและเย็นเยียบขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเยือกเย็นนั้นแผ่ซ่านจนบรรยากาศรอบกายสั่นสะท้าน
ไม่กี่วินาทีต่อมา ั์ตาเล็กกลับเปล่งประกายสีแดงสด ราวกับคริสตัลที่ฉายแสงต้องตะวัน ยามเด็กน้อยเงยหน้ามองชายชราที่กำลังเฝ้ามองตน
ใบหน้าเล็กฉายรอยยิ้มอ่อนโยน มือเล็ก ๆ ยื่นออกไปอย่างน่าเอ็นดู ถึงจะเล็กและบอบบางนัก
แต่กลับทำให้หัวใจชายชราสั่นสะท้าน เขายื่นนิ้วชี้ออกไปแตะปลายนิ้วกับมือเล็ก ๆ นั้น
เมื่อัักัน เด็กน้อยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข รอยยิ้มไร้เดียงสาส่องประกายจนชายชราก็อดยิ้มตามไม่ได้ บรรยากาศอบอุ่นแผ่ซ่านภายในห้อง
ชายชราขยับนิ้ว ใช้พลังปราณกลั่นเป็เส้นสายฟ้าเล็ก ๆ ที่โลดแล่นรอบมือน้อย แววตาเด็กน้อยทอประกายสนใจอย่างแรงกล้า
เขามองตามสายฟ้าเล็ก ๆ นั้นราวกับของเล่นที่มีชีวิต ความสงสัยผสมความตื่นเต้นทำให้แก้มเล็ก ๆ แดงระเรื่อ
ชายชราพลันตระหนัก เด็กน้อยสามารถ "มองเห็น" พลังปราณได้จริง!
แววตาเขาเบิกกว้าง รูม่านตาหดแคบลงด้วยความตื่นตระหนก แต่ในความในั้นกลับแฝงไว้ด้วยความสนใจลึกซึ้ง
"เอาละ…เ้าสนใจสิ่งนี้สินะ" ชายชรากล่าว น้ำเสียงแฝงความอบอุ่น
เด็กน้อยพยักหน้าเบา ๆ ใบหน้าเปล่งรอยยิ้มสดใส ก่อนยื่นมือคว้าสายฟ้าเล็ก ๆ อย่างน่าเอ็นดู แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ฝ่ามือน้อยััพลังปราณได้จริง! เส้นสายพลังพันรอบมือเล็กอย่างอ่อนโยน ราวกับเชื่อฟังแต่เพียงเขา
เด็กน้อยยิ้มพอใจ ขณะที่ชายชราเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
เสียงหัวเราะเบา ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากชายชรา เด็กน้อยเองก็หัวเราะคิกคักตอบรับ
บรรยากาศอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิกลับคืนสู่หัวใจที่เคยเ็า
ทว่าในรอยยิ้มและแววตานั้น ชายชรากลับเผยความเศร้าบางเบา “เฮ้อ…หลงเอ๋อร์ ข้าคิดถึงเ้าจับใจ เหลือเกิน…” นามนั้นคือชื่อของภรรยาที่จากไปนานนับห้าร้อยปี
ราวกับเข้าใจอารมณ์นั้น เด็กน้อยพลันหยุดหัวเราะ และเพียงแค่จ้องตา ความเศร้าก็สะท้อนออกมาในใบหน้าเล็กอย่างน่าประหลาด ชายชราสังเกตเห็น
จึงยกมือลูบศีรษะเล็ก ๆ อย่างอ่อนโยน “ไม่เป็ไรดอกนะ… พักผ่อนเถอะ เด็กน้อย”
แต่ทารกน้อยยังคงมองตาเขาไม่กะพริบ ชายชราผู้ผ่านกาลเวลานับพันปี
กลับไม่เคยมีประสบการณ์เลี้ยงเด็กเลยสักนิด จึงได้แต่ขมวดคิ้วงุนงง ไม่รู้จะทำเช่นไร
‘หึ…ไอ้แก่!’ เสียงในใจเด็กน้อยบ่น แต่เมื่อยกมือน้อยตบหน้าชายชราอย่างหงุดหงิด ก็กลับดูน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่าน่ากลัว
“อืม…เ้าน้อย เ้าชื่ออะไรกันนะ?” ชายชราถามขึ้นทันใด
“…..?” เด็กน้อยเอียงคอสงสัย สมองน้อย ๆ ไม่อาจเรียบเรียงคำตอบได้
ชายชราหัวเราะหยันเบา ๆ “อ้อ…ลืมไป เ้าพึ่งจะมีอายุได้เพียงวันเดียวเท่านั้น”
เขาพูดพลางขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งขรึม “ข้ามีนามว่า โจวหยาง ผู้นำตระกูลโจวรุ่นปัจจุบัน ส่วนเ้าสิ…ยังไม่มีชื่อเรียกกระมัง”
เด็กน้อยหรี่ตา คิ้วเล็กขมวดเข้าหากัน ‘ข้ามีนาม…หยานเฉินไค’ ความคิดนั้นแวบเข้ามาเพียงเสี้ยว แต่แล้วก็เลือนหายไปราวกับฝันที่จับต้องไม่ได้…
ชายชราถอนหายใจยาวพลางหลับตาลงเล็กน้อย เพียงแค่หวนคิดถึง ร่างสายฟ้าสีดำ ที่ไม่ทราบที่มา
ร่างกายเขาก็อ่อนปวกเปียกราวไร้เรี่ยวแรง หัวใจสั่นสะท้านควบคุมไม่อยู่ ความเกรงกลัวและความสับสนประดังเข้ามาไม่หยุด
ทว่าในความทรงจำนั้น เสียงก้องกังวานยังคงชัดเจน “งั้นก็ช่วยไม่ได้… ต่อไปนี้เ้าคือผู้สืบทอดตระกูลโจวของข้า! นับจากวินาทีนี้ไป เ้าจะมีนามว่าโจวอี้!”
สิ้นเสียง ประกายหัวเราะแ่เบาดังสะท้อนอยู่ในใจชายชรา มันไม่ใช่เพียงเสียง แต่คือคำประกาศิตที่ตราตรึงอย่างมิอาจลบเลือน
เขาเผยรอยยิ้มกว้างออกมา ความสุขท่วมท้นแทบเอ่อจากดวงตา
“โจวอี้… โจวอี้…” เด็กทารกพลันขบคิดในใจด้วยสติปัญญาน้อยนิด เสียงในความคิดคล้ายสะท้อนก้อง
ราวกับกำลังทำความคุ้นเคยกับชื่อใหม่ แล้วก็หัวเราะคิกคักออกมาอย่างไร้เหตุผล
ชายชราหันไปมอง ภาพที่เห็นคือเด็กน้อยหัวเราะคิกคักโดยไม่มีที่มา ใบหน้าเล็ก ๆ เปื้อนยิ้มไร้เดียงสา
แต่กลับทำให้สมองเขาหมุนติ้วไปด้วยคำถามนับพันทำไม? เพราะอะไร? เขาหัวเราะเพราะเข้าใจหรือเพียงเพราะความไร้เดียงสา?
ความคิดมากมายนับไม่ถ้วนตีวนในห้วงสมอง แต่เมื่อทั้งหมดจางลง เหลือเพียงคำเดียวที่ชัดเจน
“ไม่เข้าใจ…”
หลายวันต่อมา
หยานเฉินไคหรือเด็กน้อยผู้เป็ที่รักของชายชรา เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ร่างกายจะยังคงตัวเล็กอยู่
แต่เขาดูเหมือนเด็กวัยหกขวบ ดวงตายังคงแฝงความมืดหม่นและเ็าที่ลึกล้ำ แต่ใบหน้าเล็กกลับน่ารักและน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตา
เขาสวมชุดคลุมสีขาวตัวใหญ่เกินตัว แขนขากว้างจนแทบปกปิดร่างเล็ก ทุกก้าวที่เขาเดินดูอวบอ้วนและตะมุตะมิ
ทำให้ยิ่งเสริมเสน่ห์ความไร้เดียงสาของเด็กน้อยไปอีกหลายเท่า
แม้ความลึกลับของดวงตายังทำให้ผู้พบเห็นต้องเผลอสงสัยในบางสิ่ง
แต่ภาพรวมกลับเปล่งประกายความบริสุทธิ์และความน่าทะนุถนอม ทำให้ใครก็ตามที่อยู่ใกล้ไม่อาจละสายตาได้
เด็กน้อยก้าวตามชายชราต้อย ๆ อย่างระมัดระวัง พลางเหลือบตามองทุกการเคลื่อนไหวของชายชรา
เขาเห็นชายชรานั่งอยู่ท่ามกลางแสงอ่อนในห้องไม้โบราณ แต่ไม่อาจเข้าใจว่าชายชรากำลังทำสิ่งใด
ดวงตาเล็กของเด็กน้อยกวาดมองรอบ ๆ และทันใดนั้นก็สะดุดเข้ากับสิ่งที่เหนือธรรมดา กลุ่มก้อนพลังปราณหนาแน่นล้อมรอบชายชรา
มันส่องประกายเป็เส้นสายสว่างวูบวาบราวหมอกไฟฟ้าที่ล่องลอยอยู่รอบกาย
เด็กน้อยจ้องมองด้วยความสงสัย ดวงตาแดงฉานเปล่งประกายเจิดจ้า เขาเอียงคอเล็กน้อย
หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและความไม่เข้าใจในคราวเดียว รู้สึกได้ว่าพลังปราณนั้นไม่ได้ธรรมดา… แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันทำอะไรได้