เมื่อคิดว่าเมื่อครู่เขาทำเพื่อตน ทั้งยังอุ้มตนกลับมาไกลเพียงนี้ความรู้สึกผิดพลันบังเกิดในใจและพรั่งพรูออกมา ทำให้น้ำตาไหลยิ่งกว่าเดิม
หมิงอีและหมิงเอ้อร์ที่อยู่ด้านนอกเคาะประตูเสียงเบาจากนั้นกล่องยากล่องเล็กก็ถูกส่งเข้ามาทางช่องประตูที่เปิดอยู่
เยี่ยนเจาเจารีบร้อนไปหยิบกล่องยามา ถอดเสื้อผ้าของหนานหมิงเหอออกอย่างระมัดระวังพยายามทำมือให้นิ่งใส่ยาที่เตรียมไว้หลากชนิดบนบาดแผลของหนานหมิงเหอ
แน่นอนว่ายาทำให้รู้สึกแสบ กล้ามเนื้อของหนานหมิงเหอหดเกร็งโดยไม่ตั้งใจแต่น้ำเสียงกลับยังมั่นคง
“ไปร่วมงานเลี้ยงแฝงจุดประสงค์ มีคนทรยศในกลุ่มผู้ใต้บัญชาจึงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ถึงชีวิต”
หนานหมิงเหอไม่คิดว่ามีอะไรหนักหนา
เจ็บย่อมเจ็บอยู่แล้ว เพียงแต่แม่นางน้อยของเขาตรงหน้าใส่ยาให้เขาด้วยสีหน้าเศร้าสลดนางวิ่งออกมาโดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้นเพื่อเขา ไม่มีสิ่งใดเจ็บปวดสำหรับเขาแล้ว
“ใครกล้าลงมือกับท่าน?”
ใจเยี่ยนเจาเจารู้สึกกังวลกึ่งรำคาญนางอยากจะฆ่าคนผู้นั้นด้วยดาบเดียว
ในดวงตาเขาสะท้อนความชั่วช้าที่หนานหมิงเหอไม่มียิ้มหมายมั่นปั้นมือกับบางสิ่งแต่หนานหมิงเหอจะทำให้เขารู้ว่าบาดแผลและหยาดโลหิตที่ไหลนองในวันนี้ไม่ต้องวันหน้า คืนนี้ก็ชดใช้ได้แล้ว
ของบางอย่างเขาไม่ได้อยากไปแย่งชิงหากเขาต้องการก็ให้เขาไป แต่ของบางอย่างที่หนานหมิงเหอไม่มีวันยอมให้ยกตัวอย่างเช่นดวงตากลมโตที่กะพริบอยู่ตรงหน้า
เยี่ยนเจาเจาคือเกล็ดใต้คอมังกร [1] ของเขา หนานหมิงเหอยินดีจะบอกความจริงข้อนี้กับทุกคน
งานเลี้ยงกับดักคราวนี้อย่างน้อยหนานหมิงเหอก็ถอนตัวสำเร็จ บนร่างบาดเจ็บไม่รุนแรง ดูแลตัวเองดีๆ ก็หายแต่พี่ชายของเขาต่างออกไป
ไม่รู้ว่าหยวนชี่ [2]เขาบาดเจ็บมากน้อยเพียงใดจากเหตุการณ์นี้ หนานหมิงเหอหวังว่าพี่ชายจะชอบของขวัญที่ตนมอบให้
เยี่ยนเจาเจากลับตกตะลึงกับคำพูดเขา
หนานหมิงเหอยังมีพี่ชาย?!
เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าเรื่องราวลึกลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆดวงตานางยังเปรอะเปื้อนน้ำตา แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองหนานหมิงเหอเงียบๆ อย่างดื้อดึง
หนานหมิงเหอรู้ว่านางกำลังถามถึงชาติกำเนิดของตน
ชั่วเวลานี้เองที่เยี่ยนเจาเจาไม่เชื่อว่าเขาเป็นบุตรของเยี่ยนชิวกับคนสกุลหนานแล้วสกุลหนานทางแดนเหนือมีงานสุ่มเสี่ยงถึงขั้นต้องให้หนานหมิงเหอบุกน้ำลุยไฟไปที่ไหนกัน?
คุณชายจากสกุลผู้ดีจะมาต่อสู้กับหนานหมิงเหอจนบาดเจ็บทั้งตัวเช่นนี้ได้อย่างไร?
ช่วงที่เยี่ยนเจาเจาไม่รู้หนานหมิงเหอใช้ชีวิตอย่างไรกันแน่?
เยี่ยนเจาเจาไม่ทราบ
แต่ต่อให้หนานหมิงเหอมิใช่บุตรสกุลหนานต่อให้เขาเป็นใครบนโลกใบนี้ก็ตาม เขายังคงเป็นพี่ชายรองที่อยู่กับเยี่ยนเจาเจามาตั้งแต่เล็กจนโตและมอบความรักอันไร้ก้นบึ้งให้กับนาง
เป็นพี่ชายรองของนาง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
นางยังคงเหมือนเดิมทั้งเชื่อใจและพึ่งพาเขามากกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำความสัมพันธ์ทางสายเลือดมิใช่อุปสรรคยากจะก้าวข้ามอย่างน้อยหัวใจของเยี่ยนเจาเจาก็ผูกพัน
แต่นางยังรู้สึกว่าตนไม่เข้าใจเรื่องอะไรเลยนางจึงมองหนานหมิงเหอด้วยแววตาหวาดกลัวและหมดหนทางหวังว่าเขาจะมอบคำอธิบายให้กับตนได้
หนานหมิงเหออยากควักหัวใจออกมาให้นางดูแต่ตอนนี้ชัดเจนว่ายังไม่ถึงเวลา...
ทุกเรื่องล้วนยังจัดการไม่เสร็จรอบข้างยุ่งเหยิงไปหมด เขาเดินอยู่บนคมมีด ไม่อยากลากแม่นางน้อยเข้ามาพัวพันด้วย
ดังนั้นคิ้วเขาจึงขมวดลง เอ่ยกะทันหัน “เจาเจาข้าน่าเกลียดหรือไม่?”
เมื่อเขาเอ่ยถามฉับพลัน เยี่ยนเจาเจาก็ตกตะลึง
เยี่ยนเจาเจาคงตระหนักได้ว่าเขาอยากพูดเมื่อใส่ยาเสร็จ เก็บอาภรณ์ให้เขาแล้วมือกลับสัมผัสไปที่ใบหน้าซึ่งแตกต่างกับของหนานหมิงเหอโดยสิ้นเชิง บนมือเย็นเฉียบ
นางมิได้เอ่ยสิ่งใดเพียงไล้มือไปตามโครงหน้าของหนานหมิงเหอจนหยุดลงที่ด้านหลังใบหูเขาลูบอย่างละเอียด คลำเจอผิวที่ม้วนขึ้นเล็กน้อยดังคาด
แล้วลอกหน้ากากหนังมนุษย์ออกจากผิวช้าๆในที่สุดใบหน้าของหนานหมิงเหอที่เยี่ยนเจาเจาคุ้นเคยก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้านาง
หนานหมิงเหอส่งยิ้มบางเบาให้นาง นัยน์ตาอ่อนโยนเจือแววปลอบโยนบอกนางเป็นนัยว่าอย่าได้กังวลหรือโศกเศร้าไปเลย
ทันใดนั้นเยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกอยากร้องไห้
นางอ่านแววตาของหนานหมิงเหอออกตระหนักว่าหนานหมิงเหอคิดว่าตอนนี้ตนยังไม่มั่นคงสักอย่างจึงไม่อาจบอกนาง นี่คือความหยิ่งทระนงและความดื้อดึงของคนหนุ่มเยี่ยนเจาเจาไม่อยากบีบบังคับเขา
พี่ชายรองที่เป็นเช่นนี้ทำให้เยี่ยนเจาเจารู้สึกไร้หนทาง
เขายังเป็นคนหนุ่มที่ต้องดิ้นรนตนเองก็ไม่มีอะไร เขากลับต้องดูแลตนเองเช่นนี้ เยี่ยนเจาเจาละอายและไม่สบายใจเท่าไรนัก
เยี่ยนเจาเจาอยากจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ นางไม่เพียงอยากยืนอยู่เคียงข้างหนานหมิงเหอยังอยากปกป้องพี่ชายเช่นนี้ไว้อย่างดีข้างหลังตน
ชาติก่อนนางแผ่อำนาจครอบคลุมในราชสำนักเพื่อความรักอันฟุ้งเฟ้อของตนเอง ชีวิตนี้นางยังคงเป็นเช่นเดิม แต่เป็นเพื่อชายหนุ่มข้างกายของตนแทน
“เจาเจา เจ้าอย่ารู้สึกผิดมีหลายอย่างที่ข้าควรกระทำ แค่เจ้าไม่เข้าใจเท่านั้น”
หนานหมิงเหอก้มใบหน้าลงยิ้มๆเลี่ยงบาดแผลที่หน้าอกตน แล้วกอดเยี่ยนเจาเจาไว้ในอ้อมแขน
ตลอดชั่วชีวิตข้า เริ่มแรกอยู่เพื่อเจ้าวันหน้าก็จะอยู่เพื่อเจ้า
ยินยอมพร้อมใจ ไม่หย่อนยาน ไม่สนวันหรือคืน
นี่เป็นเรื่องที่หนานหมิงเหอไม่เคยเอ่ยออกมา
เยี่ยนเจาเจายังคงร้องไห้อย่างขมขื่นด้วยเหตุผลบางประการหนานหมิงเหอก้มหน้าลงต่ำ ประทับจุมพิตแผ่วเบาบนเรือนผมอ่อนนุ่มของนาง ทั้งสุภาพและอ่อนโยนราวขนนกปลิวร่วงหล่นลงพื้นหิมะเงียบงัน
“เจาเจา ที่บ้านยังมีขนมหยวนเซียวของข้าหรือไม่?”
คำว่า “ที่บ้าน” สองคำนี้ทำลมหายใจเยี่ยนเจาเจาสะดุด
บ้าน...
ที่แท้ลานเรือนเล็กแห่งนั้นถือว่าเป็นบ้านของพวกเขาสองคนหรือ?
“ที่ใดมีเจาเจา ไม่ว่าจะสวนมวลบุปผาหอม หรือจวนสกุลหยวนในซูโจวต่างเป็นบ้านของข้า”
เป็นเรื่องจริงที่ว่าสำหรับหนานหมิงเหอในอดีต เขาไม่มีบ้านนานแล้ว
แต่ตราบใดที่มีนางอยู่ด้วยดั่งใจปรารถนาก็คือบ้านของเขา
เป็นรักแรกแสนบริสุทธิ์ราวหยาดน้ำค้างที่เขาตกหลุมรักยามเยาว์วัยเฝ้าจดจำคะนึงหา วิ่งไล่ตามไขว่คว้าไม่ท้อถอย เป็นทั้งความสุข ความเศร้าตลอดชีวิตของเขา
เยี่ยนเจาเจาได้ยินเสียงหัวใจเต้นหนักแน่นมั่นคงจากหน้าอกของหนานหมิงเหอเขาเอ่ยกลั้วหัวเราะเสียงเบา หน้าอกจึงสั่นสะเทือนเล็กน้อย ลอยเข้าหูเยี่ยนเจาเจาจนรู้สึกคันยุบยิบ
เยี่ยนเจาเจาพลันรู้สึกว่าพระจันทร์เต็มดวงของซูโจวคืนนี้นับว่าอบอุ่นกลมเกลียวแล้วแม้นางจะอยู่ห่างจากเซียงเฉิงเป็นพันลี้ ก็ไม่ได้พเนจรต่างบ้านต่างแดนคนเดียวอย่างน้อยยังมีหนานหมิงเหอข้างกาย
ฉะนั้นจึงสูดจมูกทันทีแม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหนานหมิงเหอถึงนึกถึงขนมหยวนเซียวตอนนี้แต่มือกลับเช็ดน้ำตาบนใบหน้าตน พยายามแย้มรอยยิ้มขึ้น “มีสิข้าทำขนมหยวนเซียวให้พี่ชายรองหนึ่งชามด้วยตนเอง กลับจวนตอนนี้น่าจะทันกินตอนยังอุ่น”
หนานหมิงเหอหัวเราะ
เขาเอียงศีรษะอย่างหยอกล้อ“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เจาเจายินดีทำอาหารให้ข้า”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็กลับบ้านกันเถอะ!”
เยี่ยนเจาเจาเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าตนออกไปพยายามหลีกเลี่ยงบาดแผลบนอกหนานหมิงเหออย่างระมัดระวัง
“กลับบ้าน”สองคำนี้อ่อนหวานไปจนถึงขั้วหัวใจของหนานหมิงเหอ เขายกยิ้ม ใส่อาภรณ์ตนเองใหม่ให้เรียบร้อยแล้วพยักหน้า
หนานหมิงเหอยื่นมือไปจะอุ้มเยี่ยนเจาเจาตามสัญชาตญาณเยี่ยนเจาเจากลับปฏิเสธ
นางห่วงบาดแผลของหนานหมิงเหอยอมเพียงจูงมือหนานหมิงเหอเดินเท่านั้นหนานหมิงเหอเปลี่ยนความตั้งใจของคุณหนูตัวน้อยไม่ได้ จึงจับมือนางเดินไปยังจวนสกุลหยวนทีละก้าวๆ
ค่ำคืนมืดมิด แสงจันทร์ตกกระทบบนร่างทั้งสองจนเงาพาดผ่านเป็นทางยาว
“พี่ชาย แม้เทศกาลซ่างหยวนผ่านไปแล้วแต่อีกวันหนึ่ง พระจันทร์จะยิ่งกลมกว่า [3] วันพรุ่งนี้เราฉลองเทศกาลกันอีกรอบเป็นเทศกาลซ่างหยวนที่มีแค่พวกเราสองคน ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
น้ำเสียงคุณหนูตัวน้อยละมุนนุ่มนวลราวขี้ผึ้งปนเปกับความอ่อนล้าและแหบแห้งหลังร้องไห้
“ได้”
แน่นอนว่าหนานหมิงเหอเห็นด้วย
แสงจันทร์ตกกระทบเรือนผมจนเป็นสีขาวนับว่าอยู่กันยันแก่เฒ่าได้หรือไม่นะ?
เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าประตูเรือนเล็กที่เยี่ยนเจาเจาแอบออกมานางบ่าวหวงนั่นยังเล่นทายหมัดนับเลขดื่มสุราอยู่เลย ประตูแง้มเล็กน้อยจนเยี่ยนเจาเจาได้กลิ่นสุราโชยออกมาจากตัวนางบ่าวหวง
นางขมวดคิ้วจากนั้นได้ยินหนานหมิงเหอหัวเราะแผ่วเบา
ดูเหมือนนางบ่าวหวงจะได้ยินเสียงของหนานหมิงเหอจึงเปิดประตูทันที หนานหมิงเหอก็จูงเยี่ยนเจาเจาเดินเข้าไปอย่างเปิดเผย
บนร่างนางบ่าวหวงมีกลิ่นสุราเข้มข้นสีหน้าเคร่งขรึม ก้มศีรษะลง แลดูเคารพหนานหมิงเหอยิ่งนักแตกต่างกับท่าทางเหลาะแหละเอ้อระเหยลอยชายที่เยี่ยนเจาเจาเห็นนางก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
ที่แท้นางไม่ได้เมาจนสายตาเลือนรางแยกความแตกต่างระหว่างหงซิ่วกับเยี่ยนเจาเจาไม่ออกแต่รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านางเป็นใคร แค่ปิดตาข้างหนึ่งให้นางเข้าออกตามใจชอบเท่านั้น
“พี่ชาย คนของท่านหรือ?”
เยี่ยนเจาเจายกเรียวคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจหนานหมิงเหอกอบกุมมือนางไว้แล้วขยับนิ้ว สะกิดหลังมือนางแผ่วเบา
“ของข้าก็คือของเจ้า”
เมื่อเขากล่าวเช่นนี้ เท่ากับยอมรับทั้งหมดอ้อมๆแล้ว ทำเอาเยี่ยนเจาเจากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หายากนักที่หนานหมิงเหอจะหยอดคำหวานต่อหน้าเยี่ยนเจาเจาเช่นนี้อาจเพราะแสงจันทร์คืนนี้มอมเมาจนใครก็อดหัวใจกระตุกไม่ได้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกเยี่ยนเจาเจายังห่วงบาดแผลของหนานหมิงเหอแต่ไม่นานความสามารถพิเศษทางกายภาพของหนานหมิงเหอก็แสดงผล บาดแผลของเขาหายอย่างว่องไวความเร็วในการตกสะเก็ดแผลก็ไม่มีผู้ใดเทียบติด
เยี่ยนเจาเจายังอยากให้เขาใช้ยาขี้ผึ้งลดรอยแผลเป็นแต่หนานหมิงเหอไม่สนใจ
โลกทุกวันนี้ บุรุษในต้าซีต่างทะนุถนอมกล้ามเนื้อและกระดูกเพื่อความงามเหมือนสตรีที่ไม่ชอบให้มีรอยแผลเป็นบนร่างกาย แต่หนานหมิงเหอไม่ใส่ใจสักนิด
เขามีท่าทีผ่อนคลายทว่ามองเข้าไปในดวงตาเยี่ยนเจาเจาอย่างลึกซึ้ง และเอ่ยกับนางเสียงเบาว่า รอยแผลเป็นคือหลักฐานของความผิดพลาดและความเจ็บปวดสำหรับเขามันเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้เขาพยายามยิ่งขึ้น ไม่หย่อนยาน
เยี่ยนเจาเจาเข้าใจ
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่หนานหมิงเหอยังสามารถยืนเด่นเป็นสง่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ไม่ว่าอุปสรรคใดก็ไม่มีทางโค่นเขาลง เพราะเมื่อเขาลุกขึ้นใหม่ท่ามกลางวิกฤติ เขาก็จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าคราวก่อน
วสันตฤดู ดอกไม้ใบหญ้าเขียวขจีอีกคราอากาศอบอุ่นขึ้นทุกวัน
ผู้อาวุโสหยวนมู่เอ่ยถามเยี่ยนเจาเจาว่าอยากเข้าสถานศึกษาเมื่อใดแต่เยี่ยนเจาเจากลับยิ้มไม่ตอบ
นางอยากแข็งแกร่งขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่รีบร้อน
สกุลหยวนเป็นเรื่องราวในอดีตสำหรับนางแล้ว แต่ติดปัญหาเล็กๆสุดท้ายอยู่อีกอย่าง เรื่องของหยวนอีย่วนยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
นางต้องการพูดคุยกับพี่ชายรองเยี่ยนเจาเจาจะให้นางพูด มาดูกันว่านางจะเล่นลูกไม้อะไรอีก
----------------------------------------------
[1] เกล็ดใต้คอมังกร หมายถึง เกล็ดที่หันไปฝั่งตรงข้ามกับบริเวณอื่นหากใครไปแตะเกล็ดนี้เข้ามังกรจะโกรธจัด ใช้เปรียบเทียบกับการทำให้ผู้มีอำนาจโกรธ
[2] หยวนชี่ หมายถึง พลังชีวิตแต่กำเนิดในทางแพทย์แผนจีนชี่นี้สำคัญที่สุด เปรียบเสมือนรากฐานของมนุษย์เราซึ่งได้รับมาเป็นทุนกำเนิดจากพ่อแม่ และได้รับการบำรุงเสริมจากทุนในภายหลังกักเก็บไว้ที่อวัยวะไต เป็นสารจำเป็นพื้นฐานที่ช่วยผลักดันและกระตุ้นให้สามารถดำรงชีวิตทำกิจกรรมต่างๆได้
[3] อีกวันหนึ่ง พระจันทร์จะยิ่งกลมกว่า หมายถึงวันพรุ่งนี้ ปกติใช้ชวนคนรักหรือเพื่อนไปชมจันทร์