อาคารสูงสองชั้น ตั้งอยู่ด้านในของสำนักเซิ่งหยวน แม้จะขึ้นชื่อว่าหอหมื่นสมบัติ แต่มีผู้อารักขาไม่มากนัก แต่ละคนกลับให้ความรู้สึกถึงความแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด ในความรู้สึกของจางหยุนคิดว่าอย่างน้อยต้องอยู่ในขั้นจอมยุทธ์ขั้นเต็ม ที่ห่างจากขอบเขตจ้าวยุทธ์ ยอดยุทธ์ระดับสูงเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น เมื่อจางหยุนเดินเข้าไปใกล้หอหมื่นสมบัติจึงััได้ถึงความแข็งแกร่งของค่ายกลพิทักษ์หอ จางหยุนกวาดสายตามองทั่วด้านหน้าของหอจึงพบเห็นร่องรอยจางๆที่สลักอักขระค่ายกลอยู่ทั่งหอ ถึงแม้ว่าจางหยุนจะอ่อนหัดในศาตร์ค่ายกล แต่มันกลับเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าต่อให้มีมันสักร้อยคนยังไม่อาจทำลายค่ายกล พังประตูบานนี้เข้าไปได้
ประตูเหล็กดำบานใหญ่ที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณสลักอยู่บนจุดต่างๆทั่วบานประตู ผู้าุโสวีกับผู้าุโไฉ ได้คว้าหยกประดับขึ้นมาคนละชิ้นยื่นเข้าไปวางในช่องที่พอดีกับหยก ทันทีที่หยกประสานกับช่องเรียบร้อย ทุกคนล้วนััได้ถึงแรงกระเพื่อมแผ่ออกเป็วงราวกับมีน้ำหยดลงบนผิวน้ำ แผ่ขยายออกไปจนทั่วบานประตูหอหมื่นสมบัติ ไร้สุ่มเสียง ไร้พลังใดๆเล็ดลอดออกมา บานประตูพลันแง้มออกอย่างช้าๆ
" เ้ามีเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม เลือกสมบัติวิเศษออกมาได้เพียงหนึ่งชิ้น หากครบหนึ่งชั่วยามแล้วยังเลือกไม่ได้ถือว่าสละสิทธิ์ และหาเ้าเลือกแล้วมิอาจเปลี่ยนได้ เว้นแต่ว่าเ้าจะทำความดีความชอบให้แก่สำนักเพียงพอ แล้วทำเื่แจ้งข้า" ผู้าุโไฉผู้ดูแลหอหมื่นสมบัติได้บอกกล่าวกับจางหยุนอย่างชัดเจน ท่ามกลางสายตามากมายที่แฝงไปด้วยความอิจฉา เนื่องจากผู้อื่นจะเลือกสมบัติวิเศษได้หลังจากบรรลุถึงขอบเขตจ้าวยุทธ์ที่นับว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น ซึ่งมีผู้คนมากมายไม่อาจบรรลุถึงชั่วชีวิต เพราะมีมากมายที่ต้องาเ็ล้มตายระหว่างสร้างเม็ดพลังจินตันหรือที่เรียกว่าภัยพิบัติจินตันนั่นเอง
เมื่อผู้าุโไฉกล่าวจบ จางหยุนประสานมือโค้งคำนับพร้อมกับกล่าววาจาก
" ศิษย์ทราบแล้ว " หลังจากทำตามมารยาทเสร็จสิ้น จางหยุนจึงเงยหน้าก้าวเท้าเข้าสู่หอหมื่นสมบัติอย่างช้าๆ
หลังจากก้าวเท้าผ่านประตูเข้าสู่หอหมื่นสมบัติ จางหยุนตกตะลึงในความโอ่อ่าแต่ไม่หรูหรา กว้างใหญ่แต่ว่าเรียบง่าย เหล่าศาสตราวุธวางเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ จัดแบ่งแยกตามหมวดหมู่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็ดาบ ทวน หอก กระบี่ ไปจนถึงอาวุธนอกสารบบอย่างโซ่ปลายดาบ ค้อนดาวตก กระบองเขี้ยวหมาป่า จางหยุนเดินเลือกอาวุธอย่างใจเย็น สำหรับจางหยุนอาวุธที่มันคุ้นเคยที่สุดยังคงเป็กระบี่ แต่ในความเห็นของมันนอกจากวิชากระบี่มายาจันทราวิชาที่ยามปกติมันมิอาจใช้ออกมันก็ไม่มีวิชากระบี่อันใด หากให้มันไปเริ่มฝึกวิชาอื่นโดยละทิ้งดรรชนีรวมศูนย์ดูจะละทิ้งความง่ายแสวงหาความยากลำบาก อย่าว่าแต่มันเองก็ไม่มีพร์ด้านวิชากระบี่แต่แรก
หลังจากเดินสำรวจอาวุธจนทั่ว จางหยุนจึงเลิกล้มความคิดที่จะเลือกอาวุธ มันเดินทอดน่องเข้าสู่พื้นที่ใช้เก็บสมบัติชนิดอื่นๆ พื้นที่นี้เป็พื้นที่ที่เต็มไปด้วยสมบัติที่ค่อนข้างเฉพาะทาง หากไม่มีวิชาที่สอดคล้องกันยากที่จะใช้ออก ไม่ว่าจะเป็ขลุ่ยเพียงฟ้าที่ใช้เสียงจู่โจม พู่กันไหมเงินที่โดดเด่นด้านการสกัดจุด กรงเล็บเหยี่ยวแดงที่ใช้ร่วมกับวิชาคว้าจับ สำหรับจางหยุนนี่ถึงกับไร้ค่ายิ่งกว่าศาตราวุธเสียอีก
เมื่อคิดได้เช่นนั้น จางหยุนจึงเดินเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายของหอหมื่นสมบัติ จางหยุนกวาดตามองรอบๆจิตใจพลันตกวูบ พื้นที่นี้กลับเป็พื้นที่ใช้เก็บสมบัติที่มีคุณสมบัติของพลังธาตุ สำหรับผู้อื่นนี่อาจเป็แหล่งขุมทรัพย์แต่กับจางหยุนที่ไร้พลังธาตุอานุภาพของมันกลับด้อยลงหลายส่วน แต่จางหยุนยังไม่ละความพยายาม ถึงแม้ว่ามันจะไร้พลังธาตุทำให้ไม่สามารถดึงพลังธาตุมาใช้ได้อย่างเต็มที่ แต่นี่ก็เป็ข้อดีของมันเช่นกันที่สามารถใช้พลังธาตุได้ทุกธาตุแม้ว่าจะมิอาจดึงพลังออกมาได้เต็มที่ก็ตาม จางหยุนเดินเลือกสมบัติต่างๆอย่างใจเย็น สมบัติแต่ละชนิดแผ่พลังธาตุออกมาจางๆ เวลาผ่านไปอีกราวๆครึ่งชั่วยามหลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ตอนนี้จางหยุนมีสมบัติที่หมายตาไว้สามชิ้น
ชิ้นแรกเป็รองเท้ายาวสีขาวมีดิ้นเงินปักเป็ลวดลายก้อนเมฆให้ความรู้สึกถึงอิสระล่องลอยพร้อมกับแผ่พลังธาตุลมบางเบา รองเท้าคู่นี้มีนามว่าท่องเมฆา ด้วยเป็สมบัติธาตุลมรองเท้าคู่นี้ย่อมแฝงไปด้วยพลังธาตุลมช่วยเสริมความเร็วสำหรับการใช้วิชาตัวเบา ท่าร่างต่างๆ สำหรับจางหยุนที่มีวิชาตัวเบาเงาวายุสมบัติชิ้นนี้เป็ประโยชน์กับมันไม่น้อย
ชิ้นที่สองเป็เสื้อไหมเงินตัวนึงเนื้อผ้าเป็สีเงินประกายฟ้า แขนกุด ไร้ลวดลายใดๆ แผ่พลังธาตุน้ำจางๆจางหยุนััได้ถึงค่ายกลธาตุน้ำเบาบางที่ประสานเหนี่ยวนำกันทำให้ลดแรงกระแทกที่ลงมากระทบกับเสื้อ ดุจราวกับผู้ทำร้ายลงมือในน้ำลดความรุนแรงลงไปหลายส่วนใช้อ่อนต้านแข็งต่างกับสมบัติธาตุดินที่ใช้ความแข็งแกร่งปะทะแกร่งกร้าว
ชิ้นสุดท้ายเป็ผลึกวงรีสีส้มยาวราวๆสามชุ่นขีดเขียนไปด้วยอักขระโบราณ ภายในอัดแน่นไปด้วยปรานธาตุไฟ ผลึกหลอมศิลา สมบัติชิ้นนี้เป็สมบัติธาตุไฟแบบใช้ได้ครั้งเดียว หลังจากถ่ายเทพลังปรานเข้าไปเพื่อจุดปะทุ ผลึกจะแผดเผาตัวเองจนกลายเป็ผลึกเพลิงราวกับลาวาูเาไฟมีอำนาจในการหลอมละลายสูงสามารถสร้างปัญหาได้แม้แต่ระดับจ้าวยุทธ์ นับเป็สมบัติช่วยชีวิตชิ้นนึง
สำหรับจางหยุนถึงแม้ว่ามันจะมีศัตรูคู่อาฆาตที่มีเื้ัใหญ่โตแต่ถึงอย่างไรตอนนี้มันเป็ศิษย์ฝ่ายในของสำนักระดับสูงอย่างสำนักเซิ่งหยวน เื่ความปลอดภัยไม่นับว่าเป็ปัญหาเท่าใด กลับเป็บุคคลปริศนาที่มันััได้ถึงจิตสังหารอันเยียบเย็น อีกทั้งหลังจากที่มันเลือกสมบัติออกจากหอหมื่นสมบัติทุกคนย่อมทราบว่ามันนำสมบัติชิ้นใดออกไปหากมันเลือกผลึกหลอมศิลาเป็ไพ่ตาย ไพ่ตายที่ทุกคนล่วงรู้ไหนเลยนับว่าเป็ไพ่ตาย มันจึงตัดสมบัติชิ้นนี้ออกไปอย่างไม่ยากเย็น
ตอนนี้จึงเหลือเพียงสองตัวเลือกระหว่างเสื้อไหมเงินกับรองเท้าท่องเมฆา สำหรับเสื้อไหมเงินนับเป็เกราะอ่อนชั้นดีที่ช่วยปิดจุดอ่อนเื่พลังป้องกันของมันในขณะที่รองเท้าท่องเมฆาสามารถชดเชยส่วนที่มันขาดพร่องพลังธาตุลมไปได้สามารถใช้ร่วมกับวิชาตัวเบาเงาวายุนับว่าเกื้อหนุนกันเป็อย่างดี ช่วยเพิ่มความเร็วการหลบหนีเพิ่มโอกาสเอาชีวิตรอด เพิ่มความคล่องตัวยามต่อสู้เพื่อหา่ว่างจุดอ่อนคู่ต่อสู้ เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนจางหยุนจึงตัดสินใจเลือกรองเท้าท่องเมฆาอย่างไม่ยากเย็น
หลังจากตัดสินใจเลือกสมบัติได้แล้วจิตใจของจางหยุนถึงกับเบาลงหลายส่วน แย้มยิ้มลงที่มุมปากรำพึงในใจ รองเท้าคู่นี้ยังไม่เลวแถมยังมีชื่อหยุน(เมฆา)เหมือนกับเราอีก เด็กหนุ่มก้าวเท้าไปยืนตรงหน้าแท่นวางรองเท้าเอื้อมมือไปหยิบอย่างแ่เบานอกจากเป็รางวัลจากความเหนื่อยยากของมันนี่ยังเป็สมบัติวิเศษชิ้นแรกของมันอีกด้วย
จางหยุนสงบจิตใจที่เต็มไปด้วยความยินดีหันหลังก้าวเดินออกจากหอหมื่นสมบัติด้วยความอิ่มเอมพลางจินตนาการถึงยามที่มันใส่รองเท้าคู่นี้ท่องไปด้วยวิชาตัวเบาเงาวายุ วาดฝันว่าตนเองจะทะยานราวกับปักษาเลยหรือไม่
ขณะที่จางหยุนกำลังเดินออกจากพื้นที่สมบัติพลังธาตุ มันกลับรู้สึกถึงความผิดปกติ เป็ความรู้สึกผิดปกติที่มันบอกไม่ถูก มันจึงหยุดเดินเพ่งพิศพิจารณาถึงความรู้สึกผิดปกติตรงหน้า หลังจากมันสงบจิตใจลง ขบคิดถึงปัญหาตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนมันจึงเข้าใจว่าความผิดปกติที่ว่ามาจากที่ใด
บนชั้นวางตรงหน้าของจางหยุนมีสมบัติพลังธาตุอยู่ทั้งหมดสี่ชิ้น แต่จางหยุนกลับััถึงพลังธาตุเพียงสามชิ้นเท่านั้น หากความผิดปกตินี้ปรากฎอยู่ในพื้นที่อื่นๆมันย่อมไม่อาจตระหนักรู้ แต่ในพื้นที่นี้มันกลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาดเป็อย่างมาก มันจึงััความผิดปกตินี้ได้อย่างรวดเร็ว จางหยุนจ้องไปยังสมบัติชิ้นที่ผิดปกติพลางสำรวจด้วยความสงสัยสมบัติชิ้นนี้กลับไม่แผ่พลังธาตุชนิดใดออกมาเลยแท้เพียงนิด สมบัติชิ้นที่ว่านี้เป็ไข่มุกขนาดใหญ่เม็ดนึงขนาดเกือบเท่าไข่ไก่ สีขาวนวล หลังจากเพ่งดูดีๆมุกเม็ดนี้กลับสะท้อนแสงสีทองออกมาจางๆ เป็ลวดลายอักขระค่ายกลบางอย่างที่ดูซับซ้อนเกินกว่าที่เด็กหนุ่มจะเข้าใจ
เมื่อเห็นดังนั้นจางหยุนจึงวางรองเท้าท่องเมฆาลง เอื้อมมือขวาไปหยิบมุกเม็ดนี้ขึ้นมาอย่างแ่เบา หมุนพลิกดูจนทั่ว ส่องสายตาหารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับมุกเม็ดนี้ เพียงพบประโยคประโยคหนึ่ง
" ไร้ลักษณ์กำเนิดอัสนี "
ประโยคนี้สร้างความงุนงงให้จางหยุนเป็อันมาก มันขบคิดเพียงชั่วครู่ แต่ก็ไม่กล้าผลีผลามถ่ายพลังลงไปโดยพละการ เนื่องจากกังวนว่านี่จะเป็สมบัติวิเศษแบบใช้ครั้งเดียวหากผิดพลาดจะก่อเหตุเภทภัยขึ้น มันจึงทดลองค่อยๆถ่ายเทพลังปรานลงไปอย่างแ่เบา
" เปรี๊ยะ ! " ประกายสายฟ้าพุ่งเข้าจู่โจมจางหยุน
ทันทีมุกเม็ดนั้นได้ดูดซับพลังปรานพลันเกิดสายฟ้าแ่เบา ถึงแม้จางหยุนจะระวังตัวอยู่ก่อนสายฟ้านี้ยังทำร้ายจางหยุนจนชาไปทั้งแขน มุกแทบหลุดร่วงออกจากมือ
จางหยุนระงับความแตกตื่นอย่างรวดเร็ว ตัดสินใจอย่างฉับพลัน กำมุกในมือไว้แน่น เอื้อมมือซ้ายความรองเท้าท่องเมฆาพร้อมกับหันหลังก้าวยาวเพื่อนำไปเก็บที่เดิมให้เร็วที่สุด
ไม่ว่าจางหยุนจะไร้เดียงสาเพียงใด แต่เื่เช่นนี้ไม่ว่าคนปัญญาอ่อนที่ไหนก็ทราบได้ว่าสมบัติชิ้นนี้มีความพิเศษเป็อย่างมาก เพียงถ่ายพลังเข้าไปน้อยนิดกลับล้างความเสียหายถึงเพียงนี้ เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด จางหยุนก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว ด้วยกังวนว่าเวลาหนึ่งชั่วยามจะหมดลงเสียก่อน
" เหล่าไฉ เก็บเื่ที่เด็กคนนี้นำมุกทัณฑ์ฟ้าออกไปเป็ความลับด้วย ห้ามแพ่งพรายแก่ผู้ใด เด็ดขาด " ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
" ท่านคิดว่าเด็กผู้นี้ จะฝึกวิชานั้นสำเร็จหรือไม่" ผู้าุโไฉ ตั้งคำถามด้วยความสงสัย
" ์จึงทราบ"