บทที่ 16 กินเปลือกไม้กันแล้ว
“เฮ้อ!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงไม่ต้องรอให้หนิงลั่วสั่ง เขารีบหยิบอุปกรณ์จำเป็สำหรับออกไปข้างนอกมาทันที คิดว่าพี่สาวจะพาไปเก็บสมุนไพรบนูเา
เห็นน้องสาวตัดสินใจรวดเร็วปานสายลม หนิงเวยรีบลุกขึ้น ยืนอยู่หน้าประตูแล้วะโตามหลัง “น้องสาม เ้าจะไปไหนกันแน่ เ้าเพิ่งหายป่วย อย่าอยู่ข้างนอกนานเกินไปนะ”
ตอนนี้หนิงลั่วจับมือหนิงเสี่ยงเสี่ยงเดินมาถึงหน้าประตูรั้วแล้ว “วางใจเถอะ พี่รอง ข้าจะระวังตัวเอง”
พูดจบ สองพี่น้องก็วิ่งหายลับไป
หนิงเวยยืนอยู่หน้าประตู มองตามจนไม่เห็นเงาของทั้งคู่แล้วจึงหันกลับไปทำงานต่อ
เมื่อเดินมาไกลพอสมควร หนิงเสี่ยงเสี่ยงที่ตามพี่สาวมาโดยไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกงุนงง มองพี่สาวที่ดูตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความลึกลับ เขาจึงอดถามไม่ได้ “พี่สาม พวกเรากำลังจะไปทำอะไรหรือ”
“เดี๋ยวเ้าก็รู้เอง” หนิงลั่วตอบอย่างมีเลศนัย ก่อนจะจับมือน้องชายแล้วพาเขาวิ่งไปทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านอย่างร่าเริง
พวกเขาเพิ่งออกมาได้ไม่นานก็พบกับคนรู้จักเข้าโดยบังเอิญ นั่นคือ หวังเผา
หนิงลั่วชะงักเล็กน้อย สายตามองสำรวจเขา วันนี้หวังเผาแต่งกายทะมัดทะแมงเหมือนออกมาทำธุระ เสื้อผ้าที่ใส่ไม่หนามาก ใบหน้าแดงเรื่อคล้ายเพิ่งออกแรงมา แม้พวกเขาจะใส่เสื้อคลุมหนาแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกหนาว ทว่าหวังเผากลับใส่เสื้อน้อยชิ้น ซ้ำยังมีเหงื่อซึมออกมาตามหน้าผาก ร่างกายของเขาดูแข็งแรงมาก
รูปร่างหน้าตาของหวังเผาถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่โดดเด่น แต่ก็ดูดีแบบหนุ่มบ้านนา ดวงตาของเขาสดใสเป็พิเศษ และเมื่อเงยหน้ามองผู้คนก็มักจะมีรอยยิ้มติดอยู่บนใบหน้า ดูเป็มิตรเหมือนพี่ชายข้างบ้าน ให้ความรู้สึกปลอดภัย
ดูจากอุปกรณ์ที่เขาพกติดตัว มีหอกยาวกับข้องใส่ปลาอยู่ที่เอว น่าจะกำลังไปแทงปลาที่แม่น้ำ
หนิงลั่วไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ยิ้มให้หวังเผา
หวังเผาเองก็ชะงักไปเช่นกัน แต่เมื่อเห็นหนิงเสี่ยงเสี่ยงที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาก็เข้าใจ ทักขึ้นว่า “เ้าคือน้องลั่วใช่หรือไม่ เ้าหายป่วยเร็วดีจริง”
วันนี้หนิงลั่วสวมเสื้อคลุมที่ไม่ใหม่แต่ก็สะอาดเรียบร้อย ตัวตนยังเป็คนเดิม แต่เขากลับรู้สึกว่าพลังบางอย่างในตัวนางเปลี่ยนไป ทำไมเหมือนนางดูสวยขึ้น?
“พี่หวังเผา” เพราะอีกฝ่ายทักทายมา นางจึงทักทายกลับไปอย่างสุภาพ
แต่คำพูดของนางกลับทำให้หวังเผาหน้าแดงก่ำ เขารู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย มองหนิงลั่วแล้วพูดว่า “เรียกข้าว่าพี่เผาเฉยๆ ก็ได้ ครอบครัวของพวกเราสนิทกัน เ้าเรียกเช่นนี้ดูห่างเหินเกินไป”
พี่เผา? ทำไมฟังดูแปลกๆ แม้หนิงลั่วจะได้รับความทรงจำของร่างนี้มา แต่จิตใจที่แท้จริงของนางเป็ผู้ใหญ่ คำพูดของนางจึงไม่ต่างจากคำพูดของผู้ใหญ่ การเรียกหวังเผาว่าพี่เผาทำให้นางไม่ค่อยชินนัก
หนิงลั่วจึงเพียงยิ้มและข้ามเื่ไป เอ่ยว่า “เมื่อวันก่อนต้องขอบคุณพี่เผามาก หากไม่ได้ท่านช่วย ข้าคงไม่รอดแน่ วันนี้ข้ากับพี่รองตั้งใจจะไปขอบคุณถึงบ้าน” พูดจบก็ค้อมศีรษะคำนับเขาหนึ่งครั้ง และก่อนที่หวังเผาจะพูดอะไร นางก็รีบดึงมือน้องชายแล้ววิ่งจากไปราวกับมีคนไล่หลังมา
หวังเผายืนงงงันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรู้ตัวว่าสองพี่น้องหายไปแล้ว เขาเกาหัวเบาๆ แล้วพึมพำกับตัวเอง “หรือหน้าข้าดูดุเกินไปเลยทำให้พวกเขากลัว?”
แต่พอมาคิดดูอีกที เหตุใดสตรีบ้านๆ เช่นหนิงลั่วจึงมีลักษณะเหมือนกับพวกคุณหนูตระกูลใหญ่ไปได้ ซ้ำยังคำนับเขาแบบทางการเสียด้วย นี่ช่างไม่สมเหตุสมผลเลยจริงๆ
ในความทรงจำของหวังเผา หนิงลั่วเป็คนไม่ค่อยพูด และถึงพูดก็ไม่ค่อยรู้กาลเทศะ บางครั้งยังดูดุอีกด้วย อยู่ๆ นางกลับกลายเป็คนสุภาพ พูดจาไพเราะขึ้น เขารู้สึกไม่คุ้นชินเลยจริงๆ
หรือนางได้รับผลกระทบจากอาการป่วยจึงเปลี่ยนนิสัย?
หวังเผาตัดสินใจว่า คราวหน้าที่เจอหนิงเวย เขาจะต้องพูดคุยกับนางเกี่ยวกับเื่นี้ให้ดี
ไม่เพียงแค่หวังเผาเท่านั้นที่คิดว่าหนิงลั่วดูแปลกไป หนิงเสี่ยงเสี่ยงที่อยู่ข้างพี่สาวทั้งวันก็รู้สึกว่าวันนี้นางทำตัวแปลกๆ เขาคิดในใจว่า ชายชราเคราขาวในความฝันของพี่สาวต้องเก่งมากแน่ๆ หากข้าเองก็สามารถฝันถึงเขาได้ก็คงดี
เมื่อเดินมาถึงไร่แปลงหนึ่ง หนิงลั่วก็ก้มหน้าก้มตาหาบางอย่าง หนิงเสี่ยงเสี่ยงเห็นว่าพี่สาวต้องทำอะไรที่สนุกแน่ๆ เขาจึงไม่ถามมาก หยิบตะกร้าสานใบเล็กของตนขึ้นมา แล้วเดินตามพี่สาวไปอย่างว่าง่าย หนิงลั่วไปทางไหน เขาก็ตามไปทางนั้น ว่านอนสอนง่ายสุดๆ
“โอ๊ะ! เจอแล้ว! มีผักป่าขึ้นจริงๆ” หนิงลั่วพูดขึ้นมา มือก็ถอนผักกาดป่าขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว “ดูสิ นี่แหละที่ข้ากำลังหาอยู่”
หนิงเสี่ยงเสี่ยงมองพี่สาวที่ดูเหมือนเจอสมบัติล้ำค่า แต่นางกลับถือแค่ผักป่าเท่านั้น เขาอดไม่ได้ที่จะเบะปากแล้วพูดว่า “พี่สาม ที่แท้ท่านมาหาผักหูหมูหรือเนี่ย ใครจะกินกัน”
ที่แท้คนที่นี่เรียกผักป่านี้ว่าผักหูหมู ช่างน่าสนใจนัก จากที่เขาพูด ดูเหมือนว่าคนที่นี่จะไม่กินผักป่านี้ แต่ทำไมล่ะ ผักป่านี้ทั้งมีคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติดี ทำไมถึงไม่มีใครกิน
“นี่อร่อยมากเลยนะ เ้าช่วยพี่เก็บด้วยเถอะ พอกลับไป พี่จะทำอาหารอร่อยๆ ให้กินตอนกลางวัน” หนิงลั่วเอ่ย
“จริงหรือ? เช่นนั้นข้าจะกินของอร่อย!” เพราะถูกพี่สาวทำให้ประทับใจจากกลลวงเมื่อเช้า หนิงเสี่ยงเสี่ยงในตอนนี้เคารพพี่สาวสุดๆ นางบอกว่าผักหูหมูนี้อร่อย นั่นก็ต้องอร่อยแน่ๆ
“ข้าช่วยด้วย!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงกล่าวอย่างกระตือรือร้น พลางถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่าทางมุ่งมั่น
“ดี เช่นนั้นพวกเรามาแข่งกัน ใครเก็บได้เยอะกว่ากัน” รอบๆ บริเวณนี้เป็ไร่ที่ปลูกผักกาดขาว แต่เพราะเป็ฤดูหนาว ผักกาดขาวส่วนใหญ่ถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว เหลือแต่พื้นที่เป็หลุมเป็บ่อ
ข้างๆ หลุมพวกนั้นกลับมีผักป่าขึ้นแซมอยู่หลายต้น แม้ผักเหล่านี้จะต้นเล็ก ใบของมันออกสีแดงปนเขียว แต่เมื่อทำความสะอาดและนำไปทำอาหาร รสชาติจะไม่ลดลงเลย ตรงกันข้าม ผักป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติแบบนี้ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าผักที่ปลูกโดยมนุษย์ และยังคงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้มากกว่า
หนิงเสี่ยงเสี่ยงยังเด็กกว่าและตัวเล็กกว่าหนิงลั่ว ทำให้เก็บผักได้ช้ากว่า แต่หนิงลั่วก็แค่ให้กำลังใจเขา ไม่กดดันอะไรอยู่แล้ว ขอเพียงเขาไม่มาสร้างความวุ่นวายให้นางก็พอ
ผ่านไปไม่นาน สองพี่น้องก็เก็บผักป่าได้จำนวนไม่น้อย และขณะกำลังจะเดินกลับ หนิงลั่วก็สังเกตเห็นกลุ่มเห็ดหูหนูป่าจำนวนมากขึ้นอยู่บนต้นทังน้ำมันต้นหนึ่งใกล้ๆ แม่น้ำ
เพราะอากาศหนาวเย็น เห็ดเหล่านี้จึงแห้งเหี่ยวและติดแน่นอยู่กับเปลือกไม้ ถ้าหนิงลั่วไม่ใช่คนที่รู้จักของพวกนี้ดี คงจะเดินผ่านไปโดยไม่สนใจ
โชคดีที่พวกเขานำมีดมาด้วย หนิงลั่วจึงตัดสินใจจะขูดเปลือกไม้ออกมาให้หมด แต่เพราะแรงนางไม่พอ สุดท้ายจึงต้องขอให้เสี่ยวอู่ช่วย
สำหรับเสี่ยวอู่แล้ว การออกแรงช่วยเพียงเท่านี้ ถือเป็เื่ง่ายดาย
เพราะในตะกร้าของพวกเขาไม่มีที่ว่างเหลือ หนิงลั่วจึงต้องอุ้มแผ่นเปลือกไม้อันใหญ่ไว้ในมือข้างหนึ่ง และถือกระจาดผักป่าด้วยมืออีกข้าง
ตอนนี้หนิงลั่วไม่มีมือว่างพอที่จะจูงมือหนิงเสี่ยงเสี่ยงแล้ว
หนิงเสี่ยงเสี่ยงที่เดินตามอยู่ข้างหลัง มองเห็นการกระทำของพี่สาวก็รู้สึกปวดใจ คิดในใจว่า พี่สามคงจะหิวมากจนถึงขั้นต้องกินเปลือกไม้แล้วสินะ พอคิดได้เช่นนั้น เขาก็ก้าวเร็วขึ้น รีบเดินไปจับชายเสื้อของหนิงลั่วแล้วพูดว่า “พี่สาม พี่สาม อย่ากินเปลือกไม้เลย ข้าสัญญาว่าจะให้ท่านกินข้าวเที่ยงของข้าครึ่งหนึ่ง”
“ฮ่าๆ! เสี่ยงเสี่ยง เ้าช่างน่ารักจริงๆ ตาข้างไหนของเ้าที่เห็นว่าข้าจะกินเปลือกไม้กันเล่า” หนิงลั่วหัวเราะออกมาไม่หยุด มือก็ยื่นไปบีบแก้มของเขาเบาๆ อย่างเอ็นดู
“ก็พี่สามแบกเปลือกไม้กลับมานี่นา” หนิงเสี่ยงเสี่ยงพูดเสียงเบา
“ข้ามีแผนของข้าเอง ฮ่าๆ เดี๋ยวเ้ารอดูเถอะ! ไป กลับบ้านกัน” หนิงลั่วไม่อธิบายอะไรมาก แต่รับรองว่ากลับไปจะมีเื่ให้เขาประหลาดใจแน่นอน
“กลับบ้านกัน!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงะโเสียงดัง พลางวิ่งนำหน้าพี่สาวไป เมื่อพี่สาวบอกว่าไม่กินเปลือกไม้ เขาก็วางใจแล้ว
ชาวบ้านในหมู่บ้านหลินเห็นหนิงลั่วแบกเปลือกไม้กลับบ้าน ต่างพากันซุบซิบกันใหญ่ หลายคนพูดถึงย่าหนิงอย่างไม่พอใจ ว่านางโหดร้ายเกินไปที่ปฏิบัติกับบ้านรองอย่างเข้มงวดจนถึงขั้นต้องออกไปเก็บเปลือกไม้กับผักป่ากลับมากิน
ช่างเป็ชะตากรรมที่น่าสงสารเสียจริง!
ถ้าหนิงลั่วรู้ว่าชาวบ้านกำลังคิดอะไรอยู่ คงได้หัวเราะจนตัวสั่นแน่ นางเป็ถึงคนที่ทะลุมิติข้ามภพมา จะมีวันตกอับขนาดนั้นเชียวหรือ มารอดูกันเถอะว่านางจะเปลี่ยนของไร้ค่าให้เป็สมบัติได้อย่างไร!
เมื่อกลับถึงบ้าน หนิงลั่วรีบหาที่เหมาะสมสำหรับเก็บรักษาเปลือกไม้อันล้ำค่าของนางไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทและมีอุณหภูมิพอเหมาะ นางใช้น้ำพลังิญญาจากเสี่ยวอู่ค่อยๆ รดเปลือกไม้นั้น
เห็ดหูหนูป่าที่ขึ้นบนเปลือกไม้นี้ แสดงให้เห็นว่าบนเปลือกไม้มีสปอร์[1]ซึ่งเป็เชื้อของเห็ดตามธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการเติบโตของมัน หากที่เปลือกไม้ยังคงมีสปอร์และคอยรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ อีกไม่กี่วันเห็ดพวกนี้ก็จะงอกขึ้นมาอีกเป็รุ่นๆ
“พี่สามอยู่ไหน ทำไมปล่อยให้เ้ากลับมาคนเดียว” หนิงเวยเห็นหนิงเสี่ยงเสี่ยงตัวเล็กๆ แบกตะกร้าผักที่ใหญ่กว่าตัวเองถึงครึ่งหนึ่ง ก็รู้สึกสงสาร รีบเข้าไปรับตะกร้าสานมาจากเขา
แต่เมื่อเห็นว่าข้างในมีอะไรอยู่ หนิงเวยก็ถึงกับชะงัก
หยิบผักป่าขึ้นมาดูสองสามกำมือ หนิงเวยรู้สึกหมดแรงทันที ตอนแรกได้ยินน้องสาวพูดด้วยความตื่นเต้นว่าจะออกไปหาของดี นางก็นึกว่าน้องสาวไปหาวัตถุดิบพิเศษอะไรมา แต่สุดท้ายกลับเป็แค่ผักป่าที่ไม่มีใครกิน!
“น้องสามนี่คืออะไร ทำไมถึงคิดจะกินพวกนี้ ถ้าท่านย่าเห็นว่าเราทำอาหารด้วยของพวกนี้ นางต้องดุพวกเราแน่ๆ” หนิงเวยถอนหายใจ
พูดจบ หนิงเวยก็หิ้วตะกร้าไปหน้าประตู ตั้งใจจะเทผักเหล่านี้ให้ไก่กิน แต่หนิงลั่วกลับวิ่งเข้ามาคว้าตะกร้ากลับไปได้ทันก่อนที่จะตกลงบนพื้นหมด
“ไม่นะพี่รอง! ท่านเกือบทำแผนข้าเสียหมด หยุดเดี๋ยวนี้เลย!” หนิงลั่วพูดพลางฉวยตะกร้ามาจากมือพี่สาวอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่ามีผักบางส่วนร่วงลงพื้น และแม่ไก่ตัวหนึ่งกำลังจะเข้ามาจิก นางก็เตะแม่ไก่ออกไปทันที
“แม่ไก่ตัวนี้ช่างกล้ายิ่งนัก! กล้าดีอย่างไรมาแย่งผักของข้า ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร” หนิงลั่วต่อว่าแม่ไก่ด้วยความไม่พอใจ
หนิงเวยเห็นน้องสาวทะเลาะกับไก่ ก็รู้สึกทั้งขำทั้งโมโหไปพร้อมกัน
[1] สปอร์ คือ เซลล์ขยายพันธุ์ของเห็ดและเชื้อรากลุ่มฟังไจ