บทที่ 1: คฤหาสน์ซ่อนสวาท
สายฝนเม็ดหนาตกลงกระทบกระจกหน้ารถของผมอย่างบ้าคลั่ง เสียงฟ้าร้องครืนครั่นสลับกับแสงอัสนีบาตที่สาดส่องลงมาวูบวาบเผยให้เห็นเงาร่างโอ่อ่าของคฤหาสน์ทรงโรมันโบราณหลังใหญ่โต คฤหาสน์ตระกูลสิริโสภาคย์ตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว้างขวางท่ามกลางความเงียบงันปนสยองขวัญในเวลาค่ำคืนเช่นนี้
ผมชื่อ "นนท์" นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตำรวจเอกแผนกสืบสวนคดีฆาตกรรม ค่ำคืนนี้ผมต้องเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ด้วยตัวเองเพียงลำพังเนื่องจากเป็คดีที่อ่อนไหวและเกี่ยวพันกับบุคคลผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมชั้นสูง เหยื่อผู้เสียชีวิตคือ "เสี่ยวิชัย" มหาเศรษฐีเ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ วัย 68 ปี เขาถูกพบเป็ศพอยู่บนเตียงนอนหรูหราในห้องนอนส่วนตัวชั้นสองเมื่อ่บ่ายที่ผ่านมา แพทย์นิติเวชระบุเบื้องต้นว่าเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันอย่างกะทันหัน ทว่าการรายงานเหตุที่ล่าช้าและร่องรอยบางประการในห้องเกิดเหตุกลับทำให้ผู้บัญชาการตำรวจสงสัยว่านี่อาจจะไม่ใช่การเสียชีวิตตามธรรมชาติทั่วไป
ผมดับเครื่องยนต์และกระชับเสื้อสูทตัวนอกให้แน่นขึ้น ความเย็นะเืของหยาดฝนปะทะผิวหน้าทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถ เสียงสายฝนสาดซัดใบไม้ราวกับ้าล้างร่องรอยของความผิดบาปที่ซ่อนอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ สวนหย่อมกว้างขวางที่ตกแต่งอย่างดีแต่ตอนนี้กลับดูวังเวงและมืดมนอย่างบอกไม่ถูก มีเพียงแสงสว่างสลัวจากหน้าต่างชั้นสองของคฤหาสน์ที่ส่องแสงออกมาท่ามกลางม่านหมอกฝน
ผมเดินขึ้นบันไดหินอ่อนตรงไปยังประตูหน้าบ้านบานใหญ่โตที่ทำจากไม้สักแกะสลักอย่างงดงาม ยังไม่ทันที่ผมจะยกมือขึ้นเคาะ ประตูบานนั้นก็เปิดออกอย่างแ่เบาราวกับมีคนเฝ้ารอคอยการมาเยือนของผมอยู่แล้ว สาวใช้คนหนึ่งในชุดฟอร์มสีเทายืนก้มศีรษะให้ผมด้วยท่าทางหวาดหวั่นปนนอบน้อม
"ผู้กองนนท์ใช่ไหมคะ? คุณหญิงท่านสั่งให้ดิฉันมารอรับค่ะ เชิญด้านในเลยค่ะ" สาวใช้เอ่ยเสียงสั่นพร่าเบาๆ พลางหลีกทางให้ผมก้าวเข้าไปด้านในห้องโถงใหญ่
ภายในคฤหาสน์หรูหราตระการตาด้วยเครื่องเรือนราคาแพงระยับจากยุโรป แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลขนาดใหญ่กึ่งกลางเพดานส่งแสงสีส้มสลัวสลับสว่าง สะท้อนเงากับพื้นหินอ่อนขัดมันจนเกิดประกายแวววับ แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องสะดุดตาและหัวใจกระตุกวูบไม่ใช่ความอลังการของสถานที่ หากแต่เป็ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังค่อยๆ ก้าวเดินลงมาจากบันไดวนหินอ่อนชั้นสอง
เธอคือ "คุณหญิงดาริน" ภรรยาม่ายวัย 42 ปีของเสี่ยวิชัย
ในใบมรณบัตรและข้อมูลประวัติบอกอายุของเธอชัดเจนว่าเลขสี่นำหน้า แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของผมในเวลานี้กลับดูเหมือนหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ที่กำลังสะพรั่งเต็มที่ ดารินสวมชุดเดรสกระโปรงสีดำสนิททำจากผ้าซาตินเนื้อบางเบา ความยาวของชายกระโปรงแหวกสูงขึ้นมาจนเผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องยาวเรียวที่โผล่พ้นมาทุกครั้งที่เธอก้าวเดิน คอเสื้อเว้าลึกรูปตัววีเผยให้เห็นเนินอกขาวเนียนอวบอิ่มที่ขยับไหวตามจังหวะการหายใจอย่างเป็ธรรมชาติ ลำคอระหงประดับด้วยสร้อยไข่มุกเม็ดโตที่ขับให้ผิวของเธอดูผุดผ่องยิ่งขึ้นใต้แสงไฟสีส้ม
ใบหน้าของคุณหญิงดารินได้รับการตกแต่งด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีต ดวงตาคมกริบแต่งแต้มด้วยอายแชโดว์โทนเข้มดูน่าค้นหา ริมฝีปากอวบอิ่มทาด้วยลิปสติกสีแดงก่ำราวกับผลเชอร์รี่สุกงอม ไม่มีร่องรอยของคราบน้ำตาหรือความเศร้าโศกเสียใจของคนเพิ่งสูญเสียสามีแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากชวนให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกหวาดกลัวและยั่วยวนไปพร้อมๆ กัน
"ยินดีต้อนรับค่ะผู้กองนนท์... ไม่คิดเลยนะคะว่าทางตำรวจจะส่งนายตำรวจหนุ่มรูปหล่อและหน่วยก้านดีขนาดนี้มาทำคดีของสามีฉันในเวลาค่ำคืนที่ฝนตกหนักแบบนี้" ดารินเอ่ยเสียงหวานจับใจทว่าแฝงด้วยความแหบพร่าเย้ายวนขณะที่เธอเดินลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม
กลิ่นน้ำหอมแนวอบอุ่นผสมฟีโรโมนป่ารสเข้มโชยมาจากตัวเธออย่างรุนแรง มันปะทะเข้าจมูกของผมเต็มรักจนสมองรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะไปในทันที ความตึงเครียดทางเพศก่อตัวขึ้นในอากาศรอบตัวเราอย่างรวดเร็ว ผมพยายามรักษาสีหน้าเคร่งขรึมตามหน้าที่นายตำรวจสืบสวน
"สวัสดีครับคุณหญิงดาริน ผมได้รับคำสั่งด่วนให้เข้ามาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของเสี่ยวิชัยอย่างละเอียดครับ" ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเป็งานเป็การ
ดารินหัวเราะแ่เบาในลำคอ เสียงหัวเราะของเธอฟังดูเหมือนเสียงกระซิบข้างใบหูที่ปลุกเร้าอารมณ์ดิบในกายชาย "สืบสวนเหรอคะ? ทุกคนต่างก็พูดว่าสามีของฉันหัวใจวายตายเพราะเลขอายุที่มากขึ้น แต่ถ้าผู้กองอยากจะสืบให้ลึก... ฉันก็ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ค่ะ ไม่ว่าจะเื่อะไรก็ตาม" เธอจ้องตาผมตรงๆ ดวงตาคมมีประกายไฟแห่งความใคร่แฝงอยู่อย่างเปิดเผย
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาๆ อีกคู่หนึ่งก็ดังขึ้นมาจากมุมห้องรับแขกที่เชื่อมต่อกับห้องโถง ผมหันไปมองและพบกับร่างโปร่งบางของหญิงสาวอีกคน
เธอคือ "รดา" ลูกสาวบุญธรรมวัย 20 ปีของเสี่ยวิชัย
รดาสวมชุดนักศึกษาเสื้อสีขาวพอดีตัวที่ขับเน้นเต้าทรวงกลมกลึงตั้งเต้าชัดเจน กระโปรงทรงเอสีน้ำเงินเข้มสั้นเหนือเข่าขึ้นมาหลายนิ้ว เผยให้เห็นต้นขาขาวอวบแน่นและหน้าแข้งเรียวสวย ผิวพรรณของเธอขาวจัดแบบสาวรุ่นใบหน้าหวานจิ้มลิ้มไร้เดียงสาแต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับจ้องมองผมด้วยแววตาหยาดเยิ้มแฝงความร้อนแรงที่ขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง เธอกอดหนังสือเล่มหนึ่งไว้แนบอกทำให้ทรวงอกคู่งามบดเบียดเข้าหากันจนเป็ร่องลึกน่ามอง
"คุณแม่คะ... ใครมาเหรอคะ?" รดาเอ่ยถามเสียงใส ทว่าสายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่เป้ากางเกงของผมสลับกับใบหน้าของผมอย่างจงใจ
"ผู้กองนนท์จ้ะรดา เขาจะมาช่วยตรวจสอบการตายของป๋า" ดารินตอบลูกเลี้ยงเสียงเรียบ ทว่ามีแววตาสนุกสนานเมื่อเห็นอาการของลูกสาวบุญธรรม
รดาเดินเข้ามาใกล้ นนท์ััได้ถึงกลิ่นอายความสดชื่นเหมือนดอกไม้แรกแย้มโชยมาจากตัวเด็กสาว มันช่างแตกต่างจากกลิ่นน้ำหอมอันเข้มข้นและร้อนแรงของคุณหญิงดารินอย่างสิ้นเชิง สองแม่ลูกยืนเคียงข้างกันใต้โคมไฟระย้า คนหนึ่งสะพรั่งเต็มที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและประสบการณ์ อีกคนหนึ่งวัยเยาว์สดใสแต่กลับซ่อนความปรารถนาและแรงตัณหาไว้ภายในอย่างท่วมท้น
"สวัสดีค่ะผู้กอง... ถ้ามีอะไรให้รดาช่วยบอกได้เลยนะคะ รดารู้เื่ของคุณพ่อ... ทุกเื่เลยค่ะ" รดาเน้นคำว่า "ทุกเื่" พลางส่งสายตาหยาดเยิ้มปนยั่วยวนมาที่ผมอย่างโจ่งแจ้งจนผมต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
"ขอบคุณครับคุณรดา... ถ้าอย่างนั้นผมขอเริ่มการสอบถามปากคำเบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุก่อนนะครับ" ผมพยายามดึงสติตัวเองกลับมาและหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กกับปากกาออกมาเตรียมจดข้อมูล
พวกเราเดินย้ายเข้าไปในห้องรับแขกขนาดใหญ่ ดารินนั่งลงบนโซฟาหลุยส์ตัวยาวอย่างหรูหรา เธอเอนหลังพิงพนักพร้อมกับยกขาขึ้นไขว่ห้าง ชายกระโปรงซาตินสีดำเลิกขึ้นสูงจนเห็นโคนขาขาวผ่องตัดกับสีดำของกระโปรงอย่างเด่นชัด รดานั่งลงข้างๆ แม่เลี้ยงของเธอ ขาเรียวสวยเบียดชิดกันและขยับตัวเล็กน้อยทำให้กระโปรงหนังสั้นรั้งขึ้นมาอีก ผมต้องบังคับตัวเองอย่างรุนแรงไม่ให้ก้มมองภาพชวนหวาดเสียวตรงหน้า
"ในคืนเกิดเหตุ... มีใครอยู่บ้านบ้างครับ? และใครเป็คนพบศพคนแรก?" ผมเริ่มถามคำถามแรก
ดารินหมุนแหวนเพชรเม็ดเป้งบนนิ้วมือก่อนจะหันมาสบตากับผม "คืนนั้นฉันออกไปร่วมงานเลี้ยงการกุศลค่ะ กลับมาถึงบ้านประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ ส่วนรดาเห็นบอกว่าอ่านหนังสืออยู่ในห้องนอนของตัวเองใช่ไหมลูก?" ดารินหันไปถามรดาด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย
"ค่ะ รดาอยู่ในห้องตลอดคืน ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยค่ะ จนกระทั่งตอนเช้าคุณแม่เข้าไปปลุกคุณพ่อแล้วพบว่าคุณพ่อไม่หายใจแล้ว..." รดาตอบพลางก้มหน้าลงต่ำท่าทางเหมือนเอียงอายแต่ดวงตากลับช้อนขึ้นสบตากับผม ั์ตาคมของเด็กสาวเหมือนจะสื่อข้อความบางอย่างที่ตรงกันข้ามกับคำพูด
"แล้วเสี่ยวิชัยมีโรคประจำตัวอะไรบ้างไหมครับ? หรือมีพฤติกรรมอะไรที่แปลกไปในระยะหลังนี้?" ผมถามต่อพลางจดบันทึก
"ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรงอะไรหรอกค่ะ นอกจากหัวใจไม่ค่อยแข็งแรงตามประสาคนแก่" ดารินตอบเสียงเยียบเย็น พลางขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอเดินตรงเข้ามาหาผมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เดี่ยวฝั่งตรงข้าม ดารินโน้มตัวลงมาหาผมจนกลิ่นน้ำหอมคาวสวาทฟุ้งกระจาย เนินอกขาวคู่งามที่พ้นคอเสื้อกว้างเกือบจะัักับใบหน้าของผมอยู่แล้ว
"แต่ระยะหลังมานี้... คุณพี่วิชัยแกชอบทำอะไรแปลกๆ ค่ะผู้กอง ชอบหาเื่ตื่นเต้นทำในห้องนอน... บางทีก็ตื่นเต้นจนหัวใจทนไม่ไหว" ดารินกระซิบเสียงแ่พร่าข้างใบหูของผม ลมหายใจอุ่นร้อนของเธอเป่ารดต้นคอทำขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความ้าดิบที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในกาย "แปลกๆ... เช่นเื่อะไรครับคุณหญิง?" ผมพยายามเค้นเสียงถาม
ดารินยืดตัวขึ้นแล้วส่งยิ้มหวานยั่วยวน "ถ้าผู้กองอยากรู้... ทำไมไม่ขึ้นไปดูในสถานที่เกิดเหตุด้วยตัวเองล่ะคะ? บางทีสิ่งที่ตาเห็นอาจจะบอกอะไรได้ดีกว่าคำพูดของพวกเรา" ดารินพูดจบแล้วหันไปสบตากับรดาที่กำลังนั่งอมยิ้มและจ้องมองผมตาเชื่อม
"ถ้าอย่างนั้น... ผมขออนุญาตขึ้นไปสำรวจห้องนอนของเสี่ยวิชัยเพื่อเก็บพยานหลักฐานครับ" ผมลุกขึ้นยืนทันทีเพื่อพาตัวเองออกจากสถานการณ์อึดอัดชวนหลงใหลนี้
"เชิญเลยค่ะ ห้องนอนของคุณพี่วิชัยอยู่ชั้นสองห้องขวาสุดค่ะ พอดี่นี้ไม่มีคนใช้อยู่บนบ้านเลย ฉันกับรดาก็ว่าจะคุยกันเื่งานศพรออยู่ข้างล่างนี้แหละค่ะ... หวังว่าผู้กองจะพบสิ่งที่ค้นหานะคะ" ดารินกล่าวอำลาด้วยน้ำเสียงที่ทิ้งท้ายด้วยความหมายซ่อนเร้น
ผมหันหลังก้าวออกจากห้องรับแขกเพื่อขึ้นบันไดวนไปยังชั้นสอง หัวใจของผมเต้นระรัวราวกับจังหวะเสียงฟ้าร้องด้านนอก เสียงฝนยังคงตกหนักสาดซัดกระจกบานใหญ่ริมทางเดิน เสียงสะท้อนของฝีเท้าของผมดังเป็จังหวะบนพื้นหินอ่อน ความเงียบของชั้นสองนั้นแตกต่างจากชั้นล่างอย่างสิ้นเชิง มีเพียงความอ้างว้างและกลิ่นอายความลึกลับที่ชวนให้รู้สึกระแวดระวังภัย
ผมเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ทางด้านขวาสุดของระเบียงชั้นสอง มีป้ายทองเหลืองสลักชื่อ "วิชัย สิริโสภาคย์" ติดอยู่เด่นชัด ผมเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูสีทองเหลืองโบราณ มันเย็นะเืจนความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจ ผมบิดลูกบิดแล้วดันประตูเปิดออกช้าๆ
ภายในห้องนอนกว้างขวางใหญ่โตมาก ตกแต่งด้วยโทนสีครีมและทองอร่าม ตรงกลางห้องมีเตียงนอนไม้สักทองขนาดใหญ่คลุมด้วยผ้าปูเตียงสีแดงกำมะหยี่หรูหราทว่าตอนนี้ร่นไปข้างหนึ่งและมีร่องรอยการยับย่นอย่างเห็นได้ชัด กลิ่นอายความตายจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นเทียนหอมและกลิ่นน้ำหอมแนวเดียวกับที่คุณหญิงดารินใช้ ลอยอยู่ในอากาศชวนให้อึดอัด
ผมสวมถุงมือยางสีขาวและเริ่มต้นการสำรวจอย่างละเอียด ผมเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง มีขวดยาบำรุงและแก้วน้ำวางอยู่ ผมหยิบขวดยาขึ้นมาตรวจดู เป็ยาบำรุงหัวใจทั่วไปและไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ จากนั้นผมจึงเริ่มก้มตัวลงตรวจสอบตามพื้นห้องและรอบๆ เตียงเพื่อหาเศษชิ้นส่วนหรือหลักฐานที่ผู้ก่อเหตุอาจจะทิ้งไว้
ผมกวาดสายตามองไปใต้เตียงหนาใหญ่ทว่ามืดสลัวจนมองไม่เห็นอะไร ผมจึงหยิบไฟฉายกระบอกเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วเปิดส่องเข้าไปใต้เตียง แสงไฟฉายสว่างวาบเผยให้เห็นพื้นห้องที่สะอาดเกลี้ยงเกลาไร้ฝุ่นละออง ซึ่งเป็เื่ที่ผิดปกติมากสำหรับคฤหาสน์ที่มีคนอาศัยอยู่และเพิ่งเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น แสดงว่าต้องมีคนมาทำความสะอาดเพื่อลบร่องรอยบางอย่างออกไปแล้ว!
ทว่าในมุมด้านในสุดใกล้กับหัวเตียง แสงไฟฉายของผมกลับสะท้อนกับวัตถุสีเข้มบางอย่างที่วางอยู่ติดกับผนังห้องและดูเหมือนจะรอดพ้นสายตาของคนที่ทำความสะอาดไปได้
ผมย่อตัวลงนอนราบกับพื้นและเอื้อมมือเข้าไปจนสุดแขนเพื่อหยิบวัตถุชิ้นนั้นออกมา
มันคือสมุดบันทึกปกหนังสีดำเล่มเล็ก ขนาดพอดีมือ ตัวสมุดมีรอยยับเล็กน้อยและมีฝุ่นจับบางๆ ผมดึงมันออกมาในแสงไฟสว่างของห้องนอนและลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกเบาๆ หัวใจของผมเต้นรัวแรงขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกเหมือนเพิ่งจะเปิดประตูเข้าสู่แดนลับที่ไม่ควรมีใครก้าวผ่าน
ผมพลิกเปิดหน้าแรกของสมุดบันทึกอย่างระมัดระวัง ตัวอักษรภาษาไทยที่เขียนด้วยลายมือขยุกขยิกแต่หนักแน่นถูกเขียนไว้ด้วยปากกาหมึกซึมสีดำ ลายมือนี้ตรงกับตัวอย่างลายมือของเสี่ยวิชัยในเอกสารคดีอย่างไม่ต้องสงสัย
หน้าแรกของบันทึกระบุวันที่ย้อนกลับไปประมาณหนึ่งเดือนก่อนการเสียชีวิต:
*“ฉันเขียนบันทึกเล่มนี้เก็บไว้เพื่อเป็หลักฐานในกรณีที่เกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับชีวิตของฉัน... ระยะนี้ฉันรู้สึกว่าร่างกายของฉันทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ ทั้งที่ฉันกินยาบำรุงหัวใจที่ดารินจัดเตรียมให้ทุกวัน... ฉันเริ่มไม่ไว้ใจผู้หญิงคนนี้แล้ว ดวงตาของดารินเวลาจ้องมองฉันตอนกินยาเต็มไปด้วยแววตาที่น่ากลัว”*
ผมกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่แล้วพลิกไปหน้าต่อไปด้วยความรวดเร็ว ใจเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้นเบาะแสคดีนี้เริ่มจะกลายเป็คดีฆาตกรรมวางยาพิษอย่างชัดเจน ทว่าหน้าถัดไปกลับระบุข้อความที่ทำให้นนท์ต้องยืนอึ้งและหัวใจเต้นโครมครามขึ้นมาอีกเท่าตัว:
*“ฉันแอบจ้างคนมาติดกล้องวงจรปิดรูเข็มซ่อนไว้ในห้องนอนนี้โดยไม่ให้ดารินรู้ตัว เพราะฉันจับได้ว่าเธอเริ่มประพฤติตนออกนอกลู่นอกทาง... แล้วสิ่งที่ฉันได้เห็นจากคลิปย้อนหลังกลับทำให้ฉันต้องอัปยศอดสูถึงที่สุด ดารินพาไอ้ชู้รัก... ไอ้ทนายประจำตระกูลสิริโสภาคย์... เข้ามาร่วมรักเริงสวาทกันอย่างบ้าคลั่งบนเตียงนอนของฉันในตอนที่ฉันไม่อยู่บ้าน! พวกมันสวมบทบาทผัวเมียทำลายศีลธรรมทำตัวต่ำช้าไม่มียางอาย... ยิ่งกว่านั้นฉันได้ยินพวกมันแอบกระซิบวางแผนเื่การเปลี่ยนปริมาณยาบำรุงหัวใจของฉันเพื่อทำให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันโดยไม่ต้องทิ้งหลักฐานยาพิษ... พวกมัน้ามรดกและหุ้นทั้งหมดของฉัน ดารินกำลังจะฆ่าฉัน!”*
มือของผมสั่นเทาขณะอ่านข้อความประโยคสุดท้าย เบาะแสนี้ชี้เป้าฆาตกรได้อย่างชัดเจนและเป็ปมลับที่ะเืขวัญที่สุด ดารินและทนายชู้รักร่วมมือกันวางยาฆ่าเสี่ยวิชัยเพื่อชิงทรัพย์สิน! และกล้องแอบถ่ายที่เสี่ยวิชัยเขียนถึงก็น่าจะซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องนี้และคลิปเ่าั้คงบันทึกหลักฐานการฆาตกรรมไว้ทั้งหมด
ในระหว่างที่ผมกำลังตกตะลึงและสมองกำลังคิดทบทวนแผนการขั้นต่อไปอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางความเงียบงันและเสียงฝีเท้าจากภายนอกคฤหาสน์ จู่ๆ เสียงแปลกปลอมบางอย่างก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอกห้องนอน
*แก๊ก... แก๊ก...*
เสียงก้าวเดินสม่ำเสมอจากปลายรองเท้าส้นสูงดังสะท้อนก้องกังวานและมุ่งตรงมายังห้องนอนห้องนี้อย่างช้าๆ รอยเท้าของใครบางคนกำลังจะมาหยุดที่หน้าประตู
ใจของผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ผมรีบยัดสมุดบันทึกปกหนังสีดำเข้ากระเป๋าเสื้อสูทด้านในทันทีและกลั้นหายใจสแกนหาที่หลบซ่อนตัวอย่างลนลาน ทว่าไม่มีเวลาอีกแล้ว แสงไฟสลัวจากทางเดินนอกห้องเริ่มเปลี่ยนทิศทางเมื่อประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักและแง้มเปิดออกช้าๆ พร้อมกับเสียงลูกบิดเหล็กที่หมุนปลดล็อคดังสนั่นในความเงียบ
เงาร่างระหงของดารินกำลังจะปรากฏตัวต่อหน้าผมในเสี้ยววินาทีนี้...!