การเดินทางบนรถม้าระยะเวลาหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน ในที่สุดคณะขององค์ชายสามก็มาถึงจุดหมาย ่สายของวันมีแสงอ่อนๆ ส่องลอดเข้ามาจากม่านหน้าต่าง
จางฟานอวี้มีน้ำตาที่คั่งค้างคลออยู่บนใบหน้า ดวงตาปิดแน่นเริ่มขยับไปมา ด้วยแสงของดวงอาทิตย์ส่องเข้ามารบกวนการหลับนอน
“แม่นางหัวกระเซิง ตื่นได้แล้วหรือไม่” องค์ชายสามเรียกพลางเขย่าตัวฟานอวี้เบาๆ
“อื้อ ไม่เอา ง่วง” สตรีที่ยังอยากนอนอีกสักหน่อย ด้วยการหลับบนรถม้ามิได้สบายมากนัก ต้องนั่งทนให้หัวสั่นหัวคลอน จังหวะที่จะหลับได้ก็ถูกปลุกขึ้นมาใหม่อยู่เสมอ กว่าจะงีบลงได้สนิทตาก็เป็ยามที่ออกมาจากเขตูเาและเข้าสู่ถนนดินเมื่อเริ่มมีบ้านคนหนาแน่นขึ้นแล้วเท่านั้นแหละ
“หากไม่ตื่นเปิ่นหวางจะทิ้งเ้าไว้บนรถม้า”
“ไม่ได้นะเพคะ!” ฟานอวี้ที่กลัวถูกทิ้งไว้ผู้เดียวโดยไร้ทางไป รีบลืมตาตื่นเด้งตัวขึ้นมานั่งหลังตรงแม้จะยังมึนงง แต่ก็พยายามกะพริบตาถี่ๆ ยกมือน้อยตีแก้มตนเองเบาๆ
“ข้ามีนามว่าอันใดเมื่ออยู่ที่นี่”
“ถังเจาหลงเพคะ”
“เ้าค่ะ” องค์ชายสามกล่าวเสียงดุ
“เ้าค่ะ” ฟานอวี้พูดตามคำย้ำของผู้เป็องค์ชาย
“ดีมาก ลงไปได้” โจวหลงเฉิงกล่าวจบก็ลงจากรถม้าไปก่อน
จางฟานอวี้ใช้เวลาอีกครู่หนึ่งตั้งสติตนเองให้มั่น จากนั้นนางก็ก้าวลงไปเองโดยมิได้รอให้ผู้ใดมาประคอง เมื่อลงมาแล้วก็ต้องใไม่น้อยที่มีคนมากมายยื่นรอรับอยู่สองข้างทาง เงยหน้าขึ้นไปก็พบกับป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า ‘กลุ่มการค้าถังหลง’
คนที่ยังงัวเงียยามนี้ ตื่นขึ้นเต็มตา ในหัวมีความคิดมากมายผุดขึ้นมา ประการแรกที่เด่นชัดที่สุดคือกระแสแห่งการรับรู้ว่าองค์ชายสามนั้น คือถังเจาหลงแห่งกลุ่มการค้าถังหลง
นี่มัน…มิใช่คนที่องค์ชายรองแย่งการประมูลท่าเรือพาณิชย์ที่แคว้นโจวเปิดให้ค้ากำไรได้เพียงแห่งเดียวหรือ
ฟานอวี้เริ่มหันมองรอบข้าง เพราะยามนั้นด้วยความสาระแนอยู่ไม่สุขของตนเองจึงได้รู้ว่าองค์ชายรองมีคนแฝงอยู่ในกลุ่มการค้าถังหลง สืบข้อเสนอการประมูลมาจากกลุ่มการค้า และให้คนของตนยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าเพียงเล็กน้อยให้กับกรมคลัง
ท่าเรือทำกำไรนี้ เดิมทีก็เป็ของแคว้น แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงเล็งเห็นว่า หากจะทำให้ท่าเรือที่ห่างไกลและผุพังเกิดการพัฒนา ควรมีท่าเรือที่กลุ่มพ่อค้าบริหารจัดการตนเอง ดึงดูดด้วยการเป็ท่าเรือปลอดภาษี ทำเลย่ำแย่เพราะไม่ติดกับเมืองสำคัญใดๆ ของแคว้น แต่แลกกับการที่สามารถนำสินค้าเข้าแคว้นโจวได้โดยไม่ต้องจ่ายตำลึงใด
ผ่านไปเพียงหกปีเขตพื้นที่ที่เคยรกร้างกลายเป็เมืองที่มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอาศัย มีกิจการมากมายก่อตัวขึ้น เมืองท่าและเมืองเล็กๆ ข้างเคียง เติบโตขยายใหญ่สร้างภาษีทางอ้อมได้มากกว่าที่งดเว้นไปเสียด้วยซ้ำ ท่าเรือไป๋เหมยแห่งนี้กลายเป็ท่าเรือที่โด่งดัง เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสำคัญ
องค์ชายรองอาศัยความสะดวกสบายที่ผู้อื่นสร้างไว้ให้แล้วขูดรีดเอากำไรค่าเทียบท่า และค่าเช่าแผงร้านค้ามาใช้จ่ายในการผลักดันให้ตนเองได้ขึ้นครองบัลลังก์จนเกินควร เมื่อสูบเืจากท่าเรือมาจนหมดก็ทิ้งขว้างให้ผู้อื่นต้องมาเริ่มต้นสร้างใหม่ ครั้งนั้นฟานอวี้พยายามหาแก้ตัวให้องค์ชายรองสารพัด นางอ้างในใจให้มองข้ามเื่นี้ไป พยายามเข้าใจว่าองค์ชายจำเป็ต้องทำเพื่อบัลลังก์ แต่แล้วคนคดโกงจะเป็ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมได้อย่างไร ขนาดการบริหารท่าเรือยังปั่นป่วนจนย่อยยับลง
เพิ่งจะได้รู้ว่าที่แท้แล้วเงินนี้ก็ดึงออกมาจากกระเป๋าคู่แข่งอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ว่าองค์ชายรองรู้เกี่ยวกับตัวตนขององค์ชายสามในฐานะพ่อค้าหรือไม่ ก็นับว่าแข่งแบบไร้ศักดิ์ศรีเกินไป
“นายท่านถังมาได้ถูกจังหวะเวลายิ่ง ยามนี้ใกล้ถึงเวลาประมูลสัญญาท่าเรือสามปีแล้วขอรับ” ชายที่มีดวงตาเหยี่ยวผู้หนึ่งกล่าว
“อืมท่าเรือนี้สำคัญยิ่ง ได้คาดการณ์สิ่งที่กลุ่มอื่นจะเสนอไว้หรือไม่” โจวหลงเฉิงเริ่มต้นคุยสะสางการงานทันที
“จากที่ไปสืบก็น่าห่วงอยู่”
“อืม คงเริ่มเห็นว่ามีแววทำกำไรได้กันแล้ว”
“คุณหนูท่านนี้ใครกันหรือนายท่านถัง” หนึ่งในพ่อค้าในเครือกลุ่มการค้าถังหลงเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าถังเจาหลงไม่ยอมแนะนำแม่นางที่นั่งมาในรถม้าคันเดียวกันเสียที
“อ้อ จางฟานอวี้เป็ญาติผู้น้องฝ่ายมารดาของข้าเอง ท่านน้า้าให้นางได้ออกมาเปิดหูเปิดตาบ้างจึงให้ติดตามมาด้วย”
องค์ชายสามที่แนะนำคนก็ดันหลังฟานอวี้ที่ยืนนิ่งไม่สบตาผู้ใดให้ออกมาด้านหน้า ตัวคนถูกแนะนำนั้นคล้ายว่ากำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง
“ฟานอวี้?” หลงเฉิงเรียกอีกครั้งเมื่อคนที่สมควรจะต้องกล่าวคารวะผู้าุโกว่าไม่ยอมปริปาก
“เ้าคะ?” ฟานอวี้เงยหน้ามองกะพริบตาพริบๆ
โจวหลงเฉิงส่งสายตาให้ฟานอวี้มองรอบกายตนเอง ดวงหน้างามผินมองตามพบว่ามีผู้าุโสี่คนจับจ้องนางมาเป็ตาเดียว
“คารวะผู้าุโทั้งหลายเ้าค่ะ เดินทางมิได้หยุดพักจึงเหม่อลอยไปบ้าง ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ถือสาแม่นางน้อยไม่เป็ประสาผู้นี้เลยนะเ้าคะ” ฟานอวี้ประสานมือโค้งอย่างนอบน้อม
“ฮ่าๆ อืมน่าเอ็นดูนัก” ชายที่ดูแล้วมีอายุมากที่สุดหัวเราะพลางลูบหนวดเคราของตนเองไปด้วย
“ให้ใครพาญาติผู้น้องของข้าดูหอการค้าให้ทั่ว แล้วจัดห้องพักรับรองที่ติดกับข้าไว้ให้ฟานอวี้ด้วย” หลงเฉิงหันไปสั่งบ่าวหญิงที่ยืนรออยู่ จากนั้นก็หันไปหาสตรีข้างกาย “ดูทั่วแล้วให้กินอาหารที่ห้อง ข้าต้องหารือเื่งาน”
“เ้าค่ะ” ฟานอวี้พยักหน้ารับ รู้ว่าเขาคงไปคุยเื่ข้อเสนอการประมูลท่าเรือเป็แน่
นางถอนหายใจไม่รู้จะทำอย่างไรให้องค์ชายสามไม่แพ้การประมูล แม้จะรู้ว่ามีไส้ศึกอยู่ภายในกลุ่มการค้า แต่นางไม่รู้เลยว่าคนผู้นั้นเป็ผู้ใด ชายหรือหญิง ดำขาว อ้วนผอม ไม่มีคำใบ้ใดที่จดจำไว้ได้เลย เื่ที่เกิดภายในปีแรกของชาติเก่า หากนับเวลาก็ร่วมสิบปีแล้ว จะหลงลืมรายละเอียดปลีกย่อยก็คงมิได้แปลกประหลาด
“ผู้ใดจะรู้ได้กันว่าเื่นี้จะมาสำคัญภายหลัง”
“คุณหนูจางว่าอันใดนะเ้าคะ” บ่าวหญิงผู้เดียวที่เหลืออยู่หน้าหอการค้าเอ่ยถาม
“ไม่มีอันใด” ฟานอวี้ยิ้ม “คนอื่นไปไหนกันหมดเสียแล้ว”
“พอเหล่าท่านพ่อค้าเข้าไปด้านใน บ่าวผู้อื่นก็แยกย้ายกันไปรับใช้เ้าค่ะ เหลือเพียงบ่าวให้ดูแลคุณหนูตามคำสั่งนายท่านถัง ส่วนคนของนายท่านแยกย้ายกันไปแต่แรกแล้วเ้าค่ะ”
“เ้าจับได้ไม้สั้นสินะ” ฟานอวี้คลี่ยิ้มหัวเราะน้อยๆ
บ่าวหญิงที่คราแรกคิดว่าคุณหนูผู้นี้จะเป็ดอกบัวขาว ต่อหน้าบุรุษอย่าง ต่อหน้าสตรีอีกอย่าง แต่เมื่อเห็นว่าท่าทางของคุณหนูจางยังเป็เช่นเดิมก็ทำให้ยิ้มออก
“บ่าวมาอยู่ที่หอการค้าทีหลังสุด เมื่อมีงานที่ไม่มีผู้ใดอยากทำก็เป็เช่นนี้ แต่ดูแลคุณหนูน่าจะทำให้บ่าวสบายขึ้นมากกว่าเ้าค่ะ”
“ข้าอาจจะเื่มากก็ได้” ฟานอวี้แสร้งทำสีหน้าเรียบเฉย แต่ไม่นานก็หลุดยิ้มออกมาเองเมื่อเห็นบ่าวหญิงที่รอนำทางมีสีหน้าซีดเซียว
“อย่าทำหน้าตาเยี่ยงนั้น ข้าไม่ชมชอบทำให้ผู้ใดทุกข์ร้อนโดยไม่มีเหตุ นั่นหมายรวมถึงตัวข้าเองก็เช่นกัน ภายในใจจะมีเื่เจ็บช้ำเพียงใดก็ไม่จำเป็ต้องทำตัวขมขื่น ขี้โมโห หรืออมทุกข์ เพราะตัวข้าไม่สมควรต้องเจ็บช้ำจมอยู่กับความทรมานแม้แต่เศษเสี้ยวลมหายใจเดียว”
จางฟานอวี้ยิ้มบางออกมาอย่างไม่จริงใจนัก ตัวนางที่ได้เกิดใหม่พยายามอย่างหนักในทุกลมหายใจไม่ให้ตัวเองนั่งตรอมใจกับโชคชะตาที่ผ่านมา นางกลัวว่าหากวันหนึ่งยอมให้เพลิงแค้นเข้าครอบงำจนเปลี่ยนตัวตนไป มันอาจทำให้ตนเองถูกเผาไหม้ด้วยไฟนั้นก่อนที่จะได้ชำระความกับผู้ที่สมควรเ็ปไปเสียก่อน
“บ่าวโง่เขลาไม่อาจเข้าใจได้ว่าคุณหนูจางกำลังหมายถึงสิ่งใด แต่บ่าวขอให้คุณหนูพบพานแต่ความสุข คุณหนูตามบ่าวมาเถิดจวนรับรองหลังหอการค้างดงามหาตัวจับยากอย่างแท้จริงเ้าค่ะ”
“นำทางไปเถิด”
สองเท้าขยับตามบ่าวหญิงที่ยังไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามผ่านประตูใหญ่เข้าไป โถงของหอการค้ามีสินค้าของพ่อค้าแต่ละคนจัดแสดงให้เห็นงดงามเด่นชัด เมื่อเลยเข้าไปถึงด้านหลังจึงจะเป็จวนขนาดใหญ่ ที่ทำไว้ให้พ่อค้าแต่ละคนสามารถเข้าพักเมื่อมาที่หอการค้า
“เพิ่งรู้ว่ากลุ่มการค้าถังหลงมีจวนใหญ่เช่นนี้ด้วย” ฟานอวี้หันมองจวนทั้งสามที่หันเข้าหากันทำให้ตรงกลางมีพื้นที่สวน และมีการก่อห้องสำหรับหารือไว้ตรงกลาง เมื่อมองลองไปก็เห็นว่าเหล่าวาณิชทั้งห้ากำลังถกกันท่ามกลางกองกระดาษบนโต๊ะกลม “แล้วมีท่านวาณิชคนใดอยู่ประจำที่นี่หรือไม่”
“ที่นี่เป็ที่ตั้งหลัก จึงใหญ่โตเป็พิเศษเ้าค่ะ มีเพียงนายท่านถังที่จะมาอยู่ระยะยาวบ้าง แต่พ่อค้าท่านอื่นจะมาเฉพาะ่ ด้วยทำการค้าเป็หลักอยู่เมืองอื่น นายท่านถังรวมวาณิชที่ทำการค้าอยู่คนละพื้นที่มาตั้งเป็กลุ่มการค้านี้เ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้ว” ฟานอวี้พยักหน้า
“คนเก่าแก่บอกกันว่าแรกเริ่มมีแค่นายท่านถังผู้เดียว แต่เพราะ้าให้มีเส้นทางกระจายสินค้าที่มาเทียบท่าเรือจึงได้เริ่มขยายเครือข่ายชักชวนวาณิชในเขตอื่นมาจนครอบคลุมทั่วแคว้นเ้าค่ะ”
“รวมคนเพราะ้าดึงดูดให้มีเรือมาเทียบท่านี่เอง”
“คุณหนูจางไปห้องพักรับรองเลยดีหรือไม่ นอนเอาแรงเสียหนึ่งตื่น” บ่าวหญิงค้อมหัวถามอย่างนอบน้อม
“เอาสิ จะ-” ฟานอวี้ที่กำลังจะถามชื่อของบ่าวหญิงที่มาดูแลนาง ต้องหยุดพูดไปเสียก่อน เพราะเห็นสตรีดวงหน้างดงามผุดผาดผู้หนึ่งที่นางคุ้นตาอย่างประหลาด “นั่นผู้ใดกัน”
“นั่น…”
“บ่าวไม่ยอมนะเ้าคะ!” เสียงตวาดแว๊ดดังขึ้นขัดคำตอบของคนที่กำลังจะตอบคำถามให้จางฟานอวี้คลายความสงสัย