อนธการอันไร้ขอบเขตขัณฑสีมาค่อยๆ แยกตัวออกเป็รอยร้าวบางเบา
เว่ยเฉินเริ่มตระหนักรู้ว่าตนเองยังมีกายหยาบอยู่ ทว่าความเ็ปแสนสาหัสกลับแล่นพล่านไปตามเส้นประสาททุกส่วนสัด ราวกับมีเข็มเหล็กเผาไฟนับพันเล่มทิ่มแทงทะลวงทรวงอก เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าสู่ปอดเป็ครั้งแรกหลังจากหมดสติไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ กลิ่นอายของดินชื้นและใบไม้เน่าเปื่อยพวยพุ่งเข้าสู่โสตนาสิก แทนที่กลิ่นอายปราณบริสุทธิ์อันคุ้นชินของหอสูงแห่งสำนักสยบจักรวาล
เขาลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก
ทัศนียภาพเบื้องบนไม่ใช่ผืนนภาสีทองอร่ามดั่งเก่าก่อน มีเพียงเรือนยอดไม้สูงชะลูดที่แผ่กิ่งก้านบดบังแสงจันทราราวกับม่านทมิฬ เหลือเพียงลำแสงริบหรี่สาดส่องลอดลงมาเป็ทาง เสียงเรไรระงมปนเปกับกระแสลมพัดใบไม้ไหวเอนเป็ระลอกคลื่น
"ที่นี่... คือที่ใดกัน..."
น้ำเสียงของตนเองแหบแห้งและแหบพร่าจนแทบจำไม่ได้ เว่ยเฉินพยายามขยับเขยื้อนกาย ทว่าเพียงแค่กล้ามเนื้อหดเกร็งเล็กน้อย ความเ็ปเจียนคลั่งจากใจกลางทรวงอกก็ะเิปะทุขึ้นมา ราวกับมีเพลิงกัลป์แผดเผาอยู่ภายใน ร่างบางกัดฟันแน่นจนโลหิตซึมไหลออกมาตามมุมปาก ฝ่ามือทั้งสองจิกกำดินร่วนเอาไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว
มันคือสิ่งใดกันแน่...
ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกำลังเจริญเติบโตอยู่ภายในอกของเขา คล้ายกับมีเมล็ดพันธุ์พิสดารกำลังแตกหน่อแทงยอด ส่งรากฝอยเล็กๆ ชอนไชไปตามเส้นเืและเส้นชีพจรอย่างบ้าคลั่ง ทุกคราที่รากเ่าั้เลื้อยผ่านไปยังจุดใหม่ ความเ็ปจะทวีคูณแหลมคมราวกับถูกศัสตราวุธทิ่มแทงซ้ำเล่า เว่ยเฉินััได้ในทันทีว่าลมปราณดั้งเดิมของตน ซึ่งเป็ลมปราณที่เขาเพียรบำเพ็ญตบะมาตลอดทั้งชีวิตในสำนัก บัดนี้กลับถูกกลืนกินจนสิ้นซากไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยว
ยามนี้เขาไม่ใช่นักปราณผู้ทรงอิทธิฤทธิ์อีกต่อไป
เขาเป็เพียงบุรุษผู้ไร้กำลัง วรยุทธ์สูญสิ้น นอนจมกองความทุกข์ทรมานอยู่ใจกลางป่าลึก โดยไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเป็สถานที่ใด หรือในยุคสมัยใดกันแน่
เว่ยเฉินใช้ลำแขนทั้งสองข้างยันพื้นศิลา ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก สายตาพร่ามัวด้วยพิษไข้ที่กำลังรุมเร้าและแผดเผาร่างกาย เขากวาดสายตามองไปรอบอาณาบริเวณ ต้นไม้ใหญ่มหึมารายล้อมหนาทึบจนบดบังเส้นขอบฟ้า รากไม้เลื้อยพันเกี่ยวตวัดราวกับอสรพิษ กลิ่นอายความชื้นแฉะและกลิ่นสาบของสัตว์อสูรลอยมาตามกระแสลมพัดผ่าน
ต้องหาทางออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้ได้...
เขาพยายามหยัดกายยืนขึ้น ทว่าเรียวขาทั้งสองข้างกลับอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงจนต้องทรุดฮวบลงไปในทันที หัวเข่ากระแทกพื้นดินแข็งจนเกิดเสียงดัง เว่ยเฉินข่มใจกัดฟันฝืนยืนหยัดขึ้นอีกครา มือข้างหนึ่งกดกระชับตรงใจกลางทรวงอก ราวกับ้ากดข่มความเ็ปที่กำลังลุกลามอยู่ภายในให้สงบลง
พลันเกิดเสียงกิ่งไม้หักสะบั้นดังกรอบแกรบมาจากพุ่มไม้เบื้องหน้า
เว่ยเฉินชะงักนิ่ง หัวใจเต้นระทึกรัวเร็วขึ้นมาทันใด สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ฝังลึกอยู่ในสายเืสั่งให้เขาลดกายหมอบต่ำและนิ่งสงบให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ แม้ทั่วทั้งสรรพางค์กายจะยังคงสั่นเทาจากความเ็ปเจียนตายก็ตาม
พุ่มไม้เบื้องหน้าสั่นไหวอย่างรุนแรง กิ่งไม้หักสะบั้นผาง ก่อนที่ร่างอันมหึมาของสัตว์ร้ายจะก้าวพ้นม่านมืดออกมา
มันคือหมาป่าทมิฬ ตัวขนาดั์ใหญ่กว่าหมาป่าทั่วไปถึงสามเท่า ขนสีดำสนิทของมันตั้งชันแหลมคมราวกับหนามเหล็ก ดวงตาสีโลหิตจ้องเขม็งมายังเว่ยเฉินด้วยความหิวขวนขวาย น้ำลายเหนียวหนืดไหลย้อยจากปากที่แยกเขี้ยวแหลมคม กลิ่นคาวเืจากเหยื่อรายก่อนหน้ายังคงติดแน่นอยู่ตามเส้นขนรอบขากรรไกร
เว่ยเฉินประจักษ์แจ้งในทันทีว่าตนกำลังเผชิญหน้ากับความตายอีกหน
ไม่... จะต้องไม่ใช่สภาพเช่นนี้ และไม่ใช่ในยามนี้
หมาป่าทมิฬส่งเสียงขู่คำรามต่ำในลำคอ กล้ามเนื้อขาหลังเกร็งตัวเตรียมพุ่งทะยานจู่โจม เว่ยเฉินไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดสิ่งใดอีกต่อไป เขาตัดสินใจโยนตัวหลบหลีกไปทางซ้ายอย่างสุดกำลังในเสี้ยววินาทีที่เขี้ยวคมกริบพุ่งเข้าใส่จุดที่เขาเคยยืนอยู่เมื่อครู่
ฟับ!
คมเขี้ยวพลาดเป้าหมายไปเพียงเส้นยาแดงผ่าซีก เว่ยเฉินกลิ้งตัวไปตามพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้แห้ง แผ่นหลังกระแทกเข้ากับโคนต้นไม้อย่างแรงจนะเืไปถึงทรวงใน เขารีบคว้ากิ่งไม้แห้งที่หักโค่นอยู่ข้างกายขึ้นมากำไว้แน่น มือไม้สั่นระริกด้วยความเ็ปและความหวาดกลัวที่รุมเร้า
หมาป่าทมิฬเอี้ยวตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีโลหิตวาวโรจน์ท่ามกลางความมืดมิด มันส่งเสียงคำรามก้องสะท้านป่าก่อนจะพุ่งเข้าใส่อีกระลอก ครานี้ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว
เว่ยเฉินยกกิ่งไม้ในมือขึ้นต้านทานตามสัญชาตญาณ
ครืน!
แรงปะทะจากขากรรไกรอันทรงพลังของสัตว์ร้ายบดขยี้กิ่งไม้แห้งจนแตกละเอียดเป็เศษไม้ปลิวว่อน แรงกระแทกอันมหาศาลส่งร่างของเว่ยเฉินกระเด็นลอยไปกระแทกพื้นดิน หัวไหล่ข้างขวาบังเกิดความรู้สึกแสบร้อนวาบ เมื่อก้มลงมองก็พบรอยเขี้ยวลึกพาดผ่านต้นแขน โลหิตสีแดงเข้มหลั่งไหลอาบผิวเนื้อ
ความเ็ปจากาแใหม่ผสานเข้ากับความทุกข์ทรมานจากเมล็ดพันธุ์ในทรวงอก ส่งผลให้สติของเว่ยเฉินแทบจะดับวูบ ทว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดยังคงฝืนสั่งให้เขาขยับกายถอยหนีต่อไป
หมาป่าทมิฬตวัดลิ้นเลียโลหิตที่ติดอยู่บนปลายเขี้ยว ก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมซ้ำโดยไม่ปล่อยให้เหยื่อได้พักหายใจ
เว่ยเฉินไม่มีหนทางที่จะหลบหนีได้ทันท่วงที
ในเสี้ยววินาทีที่เขี้ยวแหลมคมกำลังจะฝังลงบนกึ่งกลางลำคอ ความร้อนสายหนึ่งพลันะเิพลุ่งขึ้นมาจากกลางทรวงอกของเว่ยเฉิน เมล็ดพันธุ์ที่ฝังรากลึกอยู่ในกายคล้ายจะตอบรับต่อภยันตรายถึงแก่ชีวิต มันปลดปล่อยกระแสพลังงานสายมืดสีดำสนิทพวยพุ่งออกมาจากรูขุมขนทั่วทั้งร่าง
วูบ!
คลื่นพลังลึกลับที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าแผ่กระจายออกจากร่างของเว่ยเฉินเป็วงกว้าง แรงดันอากาศมหาศาลพัดพาสรรพสิ่งและใบไม้รอบกายปลิวว่อน หมาป่าทมิฬที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาถูกแรงอัดมหาศาลนั้นกระแทกจนลอยกระเด็นไปกลางเวหา ร่างมหึมาหมุนคว้างก่อนจะตกกระแทกโคนต้นไม้ใหญ่จนเปลือกไม้แตกกระจาย เสียงกระดูกหักสะบั้นดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่า
หมาป่าทมิฬล้มลงไปกองกับพื้น เรียวขาทั้งสี่กระตุกเกร็งอยู่เพียงไม่กี่ครั้งก่อนจะแน่นิ่งสนิทไป
เว่ยเฉินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ร่างกายสั่นเทาจากการสูญเสียพลังงานที่เพิ่งพวยพุ่งออกไปเมื่อครู่ เขาทอดสายตามองฝ่ามือของตนเองด้วยความตระหนกใ ไอพลังสีดำจางๆ ยังคงลอยกรุ่นออกมาจากปลายนิ้ว
สิ่งนี้คืออะไรกันแน่... พลังทำลายล้างเช่นนี้ ข้าไม่เคยศึกษาหรือฝึกปรือมาก่อนเลย
ความเ็ปในทรวงอกทวีความรุนแรงขึ้นเป็เท่าทวีทันทีหลังจากพลังงานถูกปลดปล่อยออกไป ราวกับว่าเมล็ดพันธุ์ลึกลับกำลังลงทัณฑ์ที่เขาบังอาจดึงรั้งพลังของมันมาใช้เกินขีดจำกัด เว่ยเฉินโอบกอดร่างกายตนเองแน่น ฟันกรามขบเข้าหากันจนปวดร้าว หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลโทรมทั่วร่าง
เขาไม่รู้ว่าตนเองรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้อย่างไร ไม่รู้ว่าพลังประหลาดที่เพิ่งช่วยชีวิตไว้คือสิ่งใด และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่รู้ว่ายามนี้ตนเองสถิตอยู่ ณ ที่ใดในใต้หล้า
สิ่งเดียวที่เว่ยเฉินมั่นใจและตระหนักดีคือ อาจารย์ผู้เป็ที่รักและเคารพสูงสุด กลับเป็ผู้ลงมือสังหารเขาด้วยมือของตนเอง
หยาดน้ำตาที่อดกลั้นมาตลอดรินไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เว่ยเฉินนั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางซากใบไม้และรอยโลหิตของศัตรูที่เพิ่งมอดม้วย ปล่อยให้เสียงสะอื้นแ่เบาเล็ดลอดออกมาท่ามกลางความมืดมิดของป่าอนธการ เขาไม่ล่วงรู้เลยว่าควรจะร่ำไห้ให้กับการดับสูญของตนเอง หรือร่ำไห้ให้กับคำถามนับหมื่นแสนที่ไร้ซึ่งคำตอบกันแน่
ราตรีกาลผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความทรมาน เว่ยเฉินเอนหลังพิงโคนต้นไม้ใหญ่ พยายามประคองสติให้ตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา เพราะตระหนักดีว่าหากเผลอหลับใหลไปกลางป่ากว้างเช่นนี้ อาจไม่มีโอกาสได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเป็หนที่สอง
เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องผ่านเรือนยอดไม้ เว่ยเฉินจึงค่อยๆ สำรวจสภาพร่างกายของตนเองอีกครา าแฉกรรจ์ที่ต้นแขนแม้จะยังคงปวดร้าว ทว่าโลหิตกลับหยุดไหลเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ผิวเนื้อรอบาแเริ่มมีเนื้อเยื่อใหม่งอกเงยขึ้นมาปิดปากแผลอย่างรวดเร็วผิดปกติ รวดเร็วยิ่งกว่าวิชาโอสถใดๆ ที่เขาเคยรู้จักมาตลอดชีวิต
าแลึกเช่นนี้ควรต้องใช้เวลารักษาร่วมหลายวันกว่าจะเริ่มสมานตัว ทว่าผ่านพ้นไปเพียงราตรีเดียวกลับฟื้นฟูไปได้ถึงเพียงนี้...
เว่ยเฉินเพ่งพินิจาแ ก่อนจะหันไปมองซากหมาป่าทมิฬที่นอนทอดยาวอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ความทรงจำในค่ำคืนที่ผ่านมาผุดวาบขึ้นมาในสมอง พลังงานสายมืดที่ะเิออกจากร่างโดยมิได้ตั้งใจ และแรงอัดมหาศาลที่ซัดสัตว์ร้ายจนกระดูกแตกหัก
สิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในทรวงอกของเขา ย่อมไม่ใช่สิ่งสามัญธรรมดาเป็แน่
เขาลองทาบฝ่ามือลงบนกึ่งกลางอกอีกหน หลับตาลงพยายามตั้งจิตััถึงกระแสความรู้สึกภายใน ทันใดนั้น ภาพนิมิตในห้วงคำนึงก็ปรากฏขึ้นแจ่มชัด รากฝอยสีดำสนิทนับไม่ถ้วนกำลังชอนไชอยู่ทั่วทุกส่วนสัดของร่างกาย ยึดครองเส้นเื เส้นชีพจร กระดูก และเนื้อหนังทีละน้อย ราวกับพฤกษาพิศดารที่กำลังหยั่งรากลึกรุกรานลงในดินแดนแห่งใหม่
เว่ยเฉินสะดุ้งลืมตาขึ้นในทันใด หัวใจเต้นระทึกรัว
มันกำลังกลืนกินและยึดครองร่างกายของข้า...
ความหวาดกลัวแล่นปราดเข้ามาในจิตใจ ทว่าในเวลาเดียวกัน เขาก็ััได้ถึงบางสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ร่างกายที่เคยอ่อนแอจากพิษไข้เริ่มมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้าง ความเ็ปจากรากที่ชอนไชแม้จะยังคงอยู่ ทว่าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความเย็นเยียบที่พอจะสะกดกลั้นได้ มากกว่าความร้อนรุ่มแผดเผาดั่งเช่นเมื่อคืนก่อน
เขาไม่มีหนทางเลือกอื่นใด นอกเสียจากต้องยอมรับและอาศัยอยู่ร่วมกับมันต่อไป ไม่ว่าสิ่งนี้จะเป็พรจาก์หรือคำสาปแช่งก็ตาม
เว่ยเฉินฝืนสังขารหยัดกายลุกขึ้นยืน ครานี้เรียวขาทั้งสองข้างแม้จะยังคงสั่นเทาแต่ก็พอจะทรงตัวได้ เขากวาดสายตามองไปรอบทิศทาง ผืนป่าลึกยังคงทอดยาวไกลสุดสายตาไม่ว่าจะหันไปทางใด ไร้ร่องรอยของเส้นทางสัญจร ไร้ร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างหรือหมู่บ้าน มีเพียงแมกไม้นานาพันธุ์และเสียงสกุณาร้องแว่วมาตามลมจากระยะไกล
ต้องหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้ มิเช่นนั้นข้าคงต้องมาจบชีวิตลงอย่างไร้ค่าเป็หนที่สอง
เว่ยเฉินเลือกเดินไปตามสัญชาตญาณ มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่แสงตะวันสาดส่องผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบน้อยที่สุด ด้วยคิดว่าบริเวณนั้นน่าจะเป็พื้นที่โล่งหรือใกล้กับแหล่งน้ำอุปโภค เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า มือข้างหนึ่งยังคงกดซับาแบนต้นแขน ส่วนอีกมือคว้ากิ่งไม้ที่แข็งแรงพอประมาณติดตัวไว้เพื่อใช้เป็อาวุธป้องกันภัยหากต้องเผชิญหน้ากับอันตรายอีกครา
ทุกย่างก้าวที่ย่ำไปคือการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ทั้งต่อสู้กับความทุกข์ทรมานจากรากทมิฬที่ยังคงชอนไชอยู่ภายใน และต่อสู้กับความมืดมนอนธการที่ไม่ล่วงรู้เลยว่าสิ่งใดกำลังเฝ้ารอเขาอยู่เบื้องหน้า
ทว่าเว่ยเฉินจะไม่ยอมแพ้พ่ายอีกเด็ดขาด
เป็เพราะเขายังคงมีคำถามมากมายที่ค้างคาใจและ้าคำตอบ และมีเพียงการมีชีวิตรอดต่อไปเท่านั้น ที่จะนำพากายนี้ไปสู่ความจริงทั้งมวลได้