เจียงหลิว ป๋อเมิ่ง ิหนิงจู้ จิงซิงเสวี่ย เสี่ยวจิงฉินฉินสวี่เฟิง ทั้งหกต่างมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของพวกมันเหมือนกันว่า “ใครกันที่ช่วยเหลือพวกเรา ?’’ ทั้งหกไม่ลังเลที่จะรอช้าพร้อมกับได้หันหลังกลับไปมองยังต้นทางที่หินเหล็กสีเงินได้พุ่งมาจากนั้นสายตาของพวกมันก็ได้ลงบนร่างของเด็กหนุ่มที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับพวกมันเด็กหนุ่มผู้นี้มีหน้าตาหล่อเหลาทั้งนี้ยังมีใบหน้าที่นิ่งเฉยราวกับเบื่อหน่ายโลกไม่มีผิด
เจียงหลิวมองขึ้นลงบนร่างกายของเด็กหนุ่มพร้อมกับกล่าวถามด้วยความสงสัย“ เ้าใช่ไหมที่ช่วยพวกเรา ? ’’ “ ถูกแล้วข้านี่แหละที่เป็คนช่วยพวกเ้า ’’เฟิงฉือจินหน้านิ่งกล่าวตอบกลับไปอย่างสบายๆเขาไม่รู้สึกตื่นเต้นแม้แต่น้อยที่เผชิญหน้ากับคําถามของเจียงหลิว
จิงซิงเสวี่ยััได้ว่าระดับพลังของเด็กหนุ่มตรงหน้านั้นเพียงแค่จุติขั้นสิบแต่หินเหล็กสีเงินที่สามารถปลิดชีวิตผู้บ่มเพาะลมปราณชั้นิญญาขั้นเก้าทั้งห้าคนได้อย่างสบายๆนั้นอย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับชั้นอวตารขั้นหนึ่งนางสงสัยจึงได้กล่าวถามอย่างรวดเร็ว “ เมื่อครู่เ้าใช้วิธีการอะไรกันแน่ ? ’’
“ เฮ้ ข้าจําเป็ต้องตอบเื่นี้ด้วยงั้นหรือ ? ’’ เฟิงฉือจินรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่จิงซิงเสวี่ยไม่เพียงจะไม่ขอบคุณเขาแต่ยังตั้งคําถามกับเขาผู้ซึ่งเป็คนยื่นมือเข้าช่วยเหลือิหนิงจู้ฉลาดจึงรีบกล่าวอย่างรวดเร็วกับจิงซิงเสวี่ยว่า “แม่นางเ้าอย่าลืมสิว่ามันเป็คนช่วยเหลือพวกเรานะเราจะไปตั้งคําถามกับผู้มีพระคุณได้อย่างไร ’’จิงซิงเสวี่ยได้ยินจึงพยักหน้าเข้าใจก่อนมองเฟิงฉือจินอีกครั้งและกล่าวด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย“ ข้าขอโทษที่เสียมารยาท ว่าแต่เ้ามีนามว่าอะไร ’’
เฟิงฉือจินได้ยินคําขอโทษความรู้สึกหงุดหงิดทั้งหมดก็ได้เริ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว “ เฟิงฉือจิน ’’เขาบอกนามของตัวเองออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก เจียงหลิวที่ได้ยินการสนทนาจึงประสานมือคารวะเฟิงฉือจิน “ ขอบคุณเ้ามาที่ช่วยเหลือพวกเราเอาไว้หากไม่ได้เ้าแล้วข้าคงต้องพึ่งเม็ดยาต้องห้ามนี้อย่างแน่นอน ! ’’หลังจากกล่าวเสร็จมันก็ได้มองไปยังเม็ดยาสีดําในมือด้วยความรู้สึกอันตรายที่กังวลว่าจะต้องใช้มันในอนาคตยังดีที่ครั้งนี้มันได้รับการช่วยเหลือจากเฟิงฉือจินหากไม่แล้วมันคงจะต้องยอมสูญเสียอนาคตเพื่อแลกกับชีวิตของมันและสหายเป็แน่ด้วยเหตุนี้มันจึงรู้สึกขอบคุณเฟิงฉือจินผู้ซึ่งเป็ผู้มีพระคุณอย่างมากแม้มันจะไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มเช่นเฟิงฉือจินจะได้ใช้วิธีการอะไรในการช่วยเหลือพวกมันทว่ามันก็ไม่คิดจะถามความลับของคนที่มีพระคุณอย่างแน่นอน
ป๋อเมิ่ง ิหนิงจู้ เสี่ยวจิงฉิน ฉินสวี่เฟิงทั้งสี่คนที่ยังไม่ได้ขอบคุณก็ได้กล่าวขอบคุณกับเฟิงฉือจินพร้อมกับแนะนําตัวหลังจากนั้นเจียงหลิวกับจิงซิงเสวี่ยก็ได้แนะนําตัวเช่นกัน ไม่นานทั้งเจ็ดคนก็ได้รู้จักกันเจียงหลิวจึงมองไปยังเฟิงฉือจินพร้อมกับคาดเดา “ สหายเ้า้าไปยังเมืองเผืงจือ?’’ “ ใช่แล้วข้า้าไปที่เมืองเผิงจือ ’’เฟิงฉือจินหน้านิ่งกล่าวตอบอย่างไม่ปิดบังเนื่องจากเขาได้ดูการต่อสู้ของคนทั้งหกกับจอมโจรชั่วจึงได้รับรู้ว่าคนทั้งหกนั้นแม้จะต้องเผชิญหน้ากับความตายแต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งหนีตายแยกจากกันแม้แต่น้อยมนุษย์ธรรมดาทั่วไปที่เมื่อเผชิญหน้ากับความตายและอันตรายพวกมันก็มักจะไม่สนใจชีวิตของคนอื่นนอกจากตัวเองและได้ละทิ้งความเป็มิตรสหายเพื่อเอาตัวเองให้รอดนี่คือเื่ราวทั้งหมดที่เขาได้เรียนรู้มาจากโลกใบก่อนหากไม่แล้วเขาก็คงไม่สวามารถประเมินได้ว่าคนทั้งหกตรงหน้านี้มีนีสัยใจคออย่างไร
ป๋อเมิ่งก็ได้หัวเราะออกมาอย่างสบายๆ “ ฮี่ๆในเมื่อจุดมุ่งหมายของพวกเราเหมือนกันดังนั้นแล้วเ้าคงจะร่วมเดินทางไปกับพวกเราใช่ไหม ’’ “ ยังไงก็ได้ ’’เฟิงฉือจินไม่ค่อยใส่ใจเื่นี้ซักเท่าไหร่เนื่องจากเขาจะไปคนเดียวหรือร่วมเดินทางกับทั้งหกมันก็ไม่ค่อยต่างกันซักเท่าไหร่เพราะยังไงถ้าเจอกับสัตว์อสูรก็ต้องสู้กับมันอยู่ดี
“ ดี งั้นพวกเราไปกันเถอะ ’’เจียงหลิวคิดว่าเฟิงฉือจินเป็คนที่ไม่ค่อยชอบพูดมากดังนั้นมันจึงกล่าวกับทุกคนเพื่อเริ่มออกเดินทางต่อสหายของมันทั้งห้าจึงพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับเริ่มเดินทางต่อพวกมันทั้งหกคนต่างเดินทางด้วยพลังฝีมือมีเพียงเฟิงฉือจินคนเดียวเท่านั้นที่เดินทางด้วยม้า
เวลาผ่านไปเรื่อยๆจนในที่สุดท้องฟ้าที่ถูกปกคุลมไปด้วยต้นไม้มากมายที่ยากจะเห็นแสงแดดก็ได้มืดครึ้มหนักยิ่งกว่าเดิมเมื่อทั้งเจ็ดคนพบว่ามันเป็่เวลากลางคืนแล้วทั้งเจ็ดก็ได้หยุดการเดินทางเอาไว้เพียงแค่นี้ก่อนและตั้งแคมป์กันเพื่อรอจนถึงวันรุ่งขึ้น
พรรคพวกของเจียงหลิวต่างหยิบอาหารที่ได้พกมาในกระเป๋าเก็บของออกมากินอย่างมีความสุขพวกมันทั้งหมดกินไปได้ซักพักหนึ่งก็ต้องนึกขึ้นได้ว่าเฟิงฉือจินไม่ได้นําอะไรมาด้วยจิงซิงเสวี่ยจึงเดินเข้าหาเฟิงฉือจินและยื่นน่องไก่ออกไป “หากไม่รังเกียจอะไรเ้าก็เอาไปกินได้เลย ’’เฟิงฉือจินรับมาพร้อมกล่าวสั้นๆด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉยเช่นเดิมว่า “ ขอบคุณ ’’ แม้เขาจะชอบทําตัวเงียบๆไม่ค่อยพูดคุยกับใครมากนักทว่าเมื่อถึงเวลาที่มีคนทําดีกับเขา เขาก็ต้องขอบคุณคนๆนั้นอยู่แล้ว
ในขณะที่เฟิงฉือจินรับน่องไก่มาและกําลังจะกินเขาก็ต้องได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากข้างในพุ่มไม้ที่อยู่ห่างไกลตรงหน้าออกไปนับสามสิบจั้งเจียงหลิวและพรรคพวกของมันเองก็ได้ยินเสียงเช่นเดียวกับเฟิงฉือจิน “ สัตว์อสูร ? ’’ ในเวลานี้ทุกคนล้วนคาดเดาเหมือนกันหมดเฟิงฉือจินเองก็เช่นกัน
วินาทีต่อมาก็ได้มีร่างๆหนึ่งโผล่ออกมาจากพุ่มไม้จากนั้นก็ได้มีโผล่ตามมาอีกนับสิบร่างพวกมันทั้งหมดที่โผล่ออกมานั้นเป็สัตว์อสูรที่มีรูปร่างเป็สุนัขทั้งยังมีผิวสีดําที่น่าหวาดกลัวฟันแหลมคมที่เผยออกมาจนน่าขุนลุกให้เห็น เจียงหลิวจึงได้กล่าวออกมาอย่างรวดเร็วว่า“ มันคือหมาป่าทมิฬสัตว์อสูรชั้นิญญาขั้นสิบ ทุกคนระวังตัวด้วย ’’จากนั้นมันก็ได้มองไปยังหมาป่าทมิฬตัวแรกที่ได้โผล่ออกมาแถมยังยืนอยู่หน้าสุดด้วยความโดดเด่น
เฟิงฉือจินก็ได้มองไปยังหมาป่าทมิฬตัวนั้นเช่นกันเจียงหลิวสังเกตเห็นถึงสายตาสงสัยของเฟิงฉือจินจึงได้กล่าว “มันอยู่ในชั้นอวตารขั้นหนึ่งและหน้าจะเป็หัวหน้าของหมาป่าทมิฬฝูงนี้ ’’ “เข้าใจล่ะ ’’ เฟิงจินพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับกัดน่องไก่ในมืออย่างสบายๆ
เจียงหลิว ป๋อเมิ่ง ิหนิงจู้ จิงซิงเสวี่ย เสี่ยวจิงฉินฉินสวี่เฟิง ทั้งหกที่ได้เห็นเฟิงฉือจินกินน่องไก่อย่างไม่รู้ร้อนก็ได้แอบสงสัย “หรือว่าเ้านี่จะซ่อนระดับพลังบ่มเพาะลมปราณเอาไว้ ? ’’ พวกมันสงสัยเป็อย่างมากว่าเฟิงฉือจินผู้บ่มเพาะลมปราณชั้นจุติขั้นสิบที่ได้รู้ว่าหมาป่าทมิฬตรงหน้าเป็ถึงชั้นอวตารขั้นหนึ่งแต่ทําไมถึงยังไม่มีท่าทีทุกข์ร้อยเผยให้เห็นนี่ไม่ได้หมายความว่าเฟิงฉือจินมีวิธีจัดการกับพวกมันหรอกหรือบางทีเฟิงฉือจินอาจจะซ่อนระดับพลังบ่มเพาะลมปราณเอาไว้ก็เป็ได้ นี่แหละคือสิ่งที่พวกมันทั้งหกสงสัย
“ อะไรกันพวกเ้ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นทําไมหรือ ? ’’ เฟิงฉือจินกัดน่องไก่ในขณะที่กล่าวอย่างสบายๆด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉยดั่งเช่นทุกที
“ ไม่มีอะไร พวกเราก็แค่สงสัยว่าทําไมเ้าถึงได้มีท่าทางสบายๆเช่นนี้ ’’เจียงหลิวคิดว่าสหายทั้งห้าของมันคงจะสงสัยเื่เดียวกันจึงออกตัวกล่าวแทน “เป็เช่นนั้นนี่เอง ก็ข้าเห็นว่าพวกเ้าจะจัดการพวกมันเองไม่ใช่หรอกรึหรือว่าข้าจะเข้าใจผิดไป ? ’’ เฟิงฉือจินแกล้งพยักหน้าเข้าใจในขณะที่ยังคงกัดน่องไก่
“ …’’ เจียงหลิวรู้สึกหมดคําพูดมันไม่คาดคิดเลยว่าเด็กหนุ่มนามเฟิงฉือจินตรงหน้ามันจะเป็คนที่สบายๆเรียบง่ายเช่นนี้แถมยังไม่รู้สึกตื่นตะหนกกับเื่ที่กําลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้าแม้แต่น้อยนี่มันใช่เด็กหนุ่มผู้ที่มีระดับบ่มเพาะลมปราณชั้นจุติขั้นสิบจริงๆแน่หรือ ?อย่างไรก็ตามมันทําเพียงแค่หันไปกล่าวกับสหายทั้งห้าของมันว่า “ทุกคนเรารีบจัดการหมาป่าฝูงนี้ก่อนที่จะมีฝูงอื่นมาเพิ่มเถอะ ’’ “ ได้เลย ’’สหายทั้งห้าพยักหน้าพร้อมเพียงกันอย่างรวดเร็ว
เจียงหลิวและสหายทั้งห้าชักกระบี่ออกมาพร้อมกับพุ่งไปประจันหน้ากับเหล่าฝูงหมาป่าทมิฬแม้หมาป่าทมิฬทั้งหมดสิบเอ็ดตัวจะมีระดับลมปราณชั้นิญญาขั้นสิบถึงสิบตัวทว่าด้วยความที่พวกมันเป็เพียงแค่สัตว์อสูรชั้นตํ่าสหายทั้งห้าของเจียงหลิวจึงไม่ค่อยหวาดกลัวมากนัก แม้พวกมันจะมีระดับพลังบ่มเพาะลมปราณตํ่ากว่าก็ตาม
เจียงหลิวไม่รอช้าที่จะพุ่งเข้าโจมตีตัวหัวหน้าที่มีระดับชั้นอวตารขั้นหนึ่งพร้อมกับเหล่าสหายหากมันสามารถจัดการตัวหัวหน้าที่มีระดับพลังมาที่สุดลงได้ตัวอื่นๆก็ไม่นับเป็อันอื่นอันใดสําหรับมันและสหายเฟิงฉือจินก็ได้ยังคงกัดน่องไก่ต่อไปในขณะที่จ้องมองไปยังเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจเล็กน้อย
ที่เขาไม่คิดจะช่วยเหลือพวกเจียงหลิวมันเป็เพราะว่าเขายังไม่อยากที่จะเผยความสามารถออกไปให้พวกเจียงหลิวได้เห็นอีกอย่างสัตว์อสูรตรงหน้าพวกมันก็มีระดับพลังสูสีกับพวกของเจียงหลิวดังนั้นแล้วหากไม่ถึงคราวที่อันตรายหรือคับขันจริงๆแล้วเขาจะไม่ยื่นมืออกไปช่วยเหลือเป็เด็ดขาด !
“ กรรรร ! ’’หมาป่าทมิฬชั้นอวตารขั้นหนึ่งที่ซึ่งเป็ตัวหัวหน้าได้คํารามออกมาเนื่องจากมันเห็นว่าเหล่ามนุษย์กําลังได้พุ่งมาโดยหมายจะรุมสังหารมัน“ รีบจัดการมันก่อน และก็ระวังตัวอื่นๆกันด้วยล่ะทุกคน ’’เจียงหลิวมองหน้าสหายทั้งห้าพร้อมสั่งการในขณะที่พุ่งเข้าฟาดฟันกระบี่ใส่หัวหน้าหมาป่าทมิฬตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
หมาป่าทมิฬสิบตัวที่เหลือเมื่อเห็นว่าหัวหน้าของมันกําลังถูกลุมพวกมันก็ได้พุ่งเข้าใส่ตัวเจียงหลิวพร้อมกัน “ ตาย ! ’’ เจียงหลิวเผยประกายเ็าในขณะที่สะบัดกระบี่ในมือฟาดฟันไปยังหมาป่าทมิฬที่ได้พุ่งเข้ามาด้านข้างจนร่างของมันถูกฉีกออกเป็สองซีกป๋อเมิ่ง ิหนิงจู้ เสี่ยวจิงฉิน ฉินสวี่เฟิง จิงซิงเสวี่ยทั้งห้าที่ได้ตามประกบเจียงหลิวก็ได้คอยป้องกันการโจมตีจากหมาป่าอีกเก้าตัวที่เหลือ
หมาป่าทมิฬตัวหัวหน้าหลังจากที่ได้เห็นลูกน้องของมันถูกสังหารไปอย่างเืเย็นมันก็ได้คํารามลั่นขึ้นมาอีกครั้ง “ กรรรร ! ’’พร้อมมองไปยังเจียงหลิวด้วยสายตาเ็าในขณะที่ใช้ฟันแหลมคมของมันพุ่งเข้ารับการโจมตีจากกระบี่ของเจียงหลิวจนเกิดเสียงดังขึ้น
เคร้ง
“ แข็งจริงๆ ’’ เจียงหลิวรู้สึกทึ่งกับฟันอันแหลมคมของหมาป่าทมิฬตรงหน้าเนื่องจากมันแม้จะรู้ว่าหมาป่าทมิฬมีระดับพลังชั้นอวตารขั้นหนึ่งเช่นกันแต่มันนั้นใช้กระบี่เป็อาวุธทว่าหมาป่าทมิฬคู่ต่อสู้มันกลับใช้ฟันอันแหลมคมของตัวเองเป็อาวุธแทนแถมยังสามารถใช้รับการปะทะจากกระบี่ของมันได้อีกด้วยนี่สามารถบอกได้เลยว่าความแข็งแกร่งของฟันอันแหลมคมนั้นพอๆกับความแข็งแกร่งของกระบี่ในมือมันไม่มีผิดแต่ว่าที่ต่างกันกับกระบี่ของมันคือลมปราณที่ยังไม่ได้ถูกใช้ออกมาต่างหาก !
ฟันแหลมคมของหมาป่าทมิฬนั้นแม้จะรับกระบี่ได้แต่มันก็ถูกปกคลุมไปด้วยลมปราณดังนั้นแล้วกระบี่ของเจียงหลิวที่ยังไม่ได้ถูกปกคลุมไปด้วยลมปราณจึงถูกปกคลุมไปด้วยลมปราณอย่างรวดเร็ว“ แหลกไปซะ ! ’’ เจียงหลิวดึงกระบี่กลับมาพร้อมกับฟาดฟันเข้าใส่อีกครั้งครั้งนี้มันมั่นใจว่าหลังจากที่ได้ใช้ลมปราณแล้ว การปะทะครั้งนี้มันจะต้องเป็ฝ่ายได้รับชัยชนะ!
เคร้ง !
เมื่อกระบี่ปะทะเข้ากับฟันอันแหลมคมมันก็ได้ถูกต้านรับไว้ด้วยลมปราณทว่าครั้งนี้กระบี่ของเจียงหลิวมันเองก็มีลมปราณเช่นกันดังนั้นจึงสามารถทะลวงฝ่าชั้นลมปราณที่ได้ปกคลุมเอาไว้ตรงหน้าไปได้อย่างง่ายดายฟันแหลมคมของหมาป่าทมิฬตรงหน้าจึงแตกแหลกละเอียดอย่างรวดเร็ว
เจียงหลิวหลังจากที่ได้เห็นว่าการโจมตีได้ผลมันก็ยังไม่ได้รับดึงกระบี่กลับมาแต่มันกลับฟาดทะลวงฉีกปากของหมาป่าทมิฬไล่จนไปถึงส่วนสมองและผ่ากระโหลกออกเป็สองซีก!
ฉวัะ
กระบี่ได้ตัดผ่านกระโหลกของหมาป่าทมิฬตัวหัวหน้าอย่างรวดเร็วเจียงหลิวจึงเผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับรีบหันไปช่วยเหลือสหายทั้งห้าของมันเพื่อโจมตีหมาป่าทมิฬที่เหลืออีกเก้าตัวไม่นานการต่อสู้ก็ได้จบลงอย่างสบายๆโดยที่ฝั่งของเจียงหลิวไม่มีใครได้รับาเ็แม้แต่น้อย
ในเวลานี้เองเฟิงฉือจินก็ได้กัดน่องไก่จนเนื้อหมดไม่เหลือแล้วเขาโยนกระดูกของมันทิ้งไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกล่าวกับเจียงหลิวและพรรคพวกของมันว่า“ มีคนมา ’’เนื่องจากเขาอยู่ท้ายสุดจึงได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวในระยะห่างออกไปนับห้าสิบจั้งได้ดีซึ่งมันก็เป็เสียงที่ไม่ได้เบามากเกินไปเขาจึงได้ยินอย่างสบายๆ
“ เข้าใจแล้ว ’’เจียงหลิวและพรรคพวกพยักหน้าเข้าใจในขณะที่เคลื่อนไหวกลับเข้าไปข้างๆเฟิงฉือจินเช่นเดิมเพื่อระมัดระวังตัวพวกมันทั้งหมดสงสัยว่าเวลามืดคํ่าป่านนี้เป็ใครกันแน่ที่มาเดินในป่าในเขาที่แสนสุดอันตรายอย่างหุปเขาทมิฬเช่นนี้
ทั้งหกและเฟิงฉือจินก็ได้หลบซ่อนอยู่ในพุ่มไม้โดยใช้ความมืดมิดของเวลาให้เป็ประโยชน์ไม่นานทั้งหมดก็ได้เห็นเงาร่างนับสามร่างค่อยๆเดินมาพร้อมกับพูดคุยกันอยู่อย่างสบายๆ
“ หัวหน้าพรรคพวกของเราที่ออกไปดักปล้นป่านนี้มันยังไม่กลับมาเลย นี่ไม่ใช่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกมันแล้วหรอกรึ’’ชายวัยกลางคนร่างผอมแห้งที่มีระดับลมปราณชั้นอวตารขั้นหนึ่งกล่าวกับชายวัยกลางคนร่างกายกํายํามัดกล้ามแน่นปึกที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัยมันผู้นี้มีนามว่าทงเวี่ยน
“ ทงเวี่ยนเ้าจะไปสนใจไอ้เ้าพวกขยะนั่นทําไม บางที่พวกมันอาจจะทะเล่อทะล่าไปเจอกับสัตว์อสูรชั้นลึกลํ้าก็เป็ได้ไม่ก็อาจจะไม่ระวังและไปปะทะเข้ากับพวกจอมยุทธ์แกร่งกล้าจนตายไปแล้วก็ได้ใครจะไปรู้ ’’ชายวัยกลางคนระดับชั้นอวตารขั้นหนึ่งที่มีแผลเป็ตรงหน้าผากร่างกายผอมแห้งข้างๆชายวัยกลางคนร่างกายกํายําได้กล่าวขึ้นด้วยนํ้าเสียงเยาะเย้ยมันผู้นี้มีนามว่าทงเฟี่ยน
“ หึ ข้าไม่ได้สนใจพวกมันหรอก เพียงแต่ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับพวกมันจริงๆแล้วพวกเราที่เป็กลุ่มโจรทงแห่งหุปเขาทมิฬจะไม่โดนดึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรอกรึ ?’’ ทงเวี่ยนมันแค่นเสียงเย้ยหยัน สําหรับมันพรรคพวกเ่าั้ไม่ได้สําคัญอะไรกับมันแม้แต่น้อยเื่ที่มันเป็กังวลจริงๆคือพรรคพวกของมันจะไปล่วงเกินผู้มีอํานาจหรือผู้แข็งแกร่งเข้าก็เป็ได้ทั้งนี้ที่มันกังวลสุดก็คงจะไม่พ้นเื่ที่ว่ากลุ่มโจรทงของพวกมันจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องเพราะพรรคพวกโง่เง่าพวกนั้น
“ โอ้เป็เื่นี้นี่เองที่เ้ากังวล ’’ทงเฟี่ยนมันพยักหน้าเข้าใจก่อนกล่าวถามกับชายวัยกลางคนร่างกายกํายําด้านหน้า “หัวหน้าเราจะเอายังไงดี หรือว่าเราควรจะออกไปตามหาเ้าพวกโง่เง่านั่น ? ’’ ฉับพลันชายวัยกลางคนร่างกายกํายําก็ได้หยุดชะงักฝีเท้าลงพร้อมกับะโออกไปด้วยนํ้าเสียงดังลั่น“ เผยตัวออกมาซะ ! ’’