บทที่ 4
เส้นทางใหม่
จางอี้สภาพบอกช้ำตอนนี้แบกร่างของเหล่ากุ้ยออกมาห่างจากสถานที่แห่งนั้นเล็กน้อยก่อนที่จะขุดหลุมฝังศพให้กับเหล่ากุ้ย แล้วเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้มุ่งตรงไปถึงเมืองด้านหน้าใน่ยามเช้า
จางอี้ภายในใจนั้นบอกช้ำราวกับว่าโดนกระบี่นับ 1000 เล่มทิ่มแทง
เพราะว่าในตอนนี้่เวลาที่เสียใจมันก็อยู่ได้ไม่นาน จางอี้รู้ดีถ้าตนเองอ่อนแอการใช้ชีวิตบนโลกนี้ยากเย็นยิ่ง
ก่อนหน้านี้มีเหล่ากุ้ยคอยดูแลและปกป้องตอนนี้ไม่มีแล้วตนเองนั้นมีเป้าหมายใหม่ที่จำเป็จะต้องทำ
การบ่มเพราะมันคือเส้นทางแรกในการเดินทางขึ้นไปสูงโรคเบื้องบน
เหล่ากุ้ยบอกว่าโลกเบื้องบนครอบครัวของเค้าโดนผู้คนภายในโลกเบื้องบนรังแกจนตอนนี้ถูกปิดผนึกและถูกขังอยู่ภายในคุกเย็น
ผ่านมา 16 ปีแล้วไม่รู้ว่าครอบครัวของเค้านั้นในตอนนี้เป็อย่างไร
อันที่จริงแล้วคนชั้นต่ำอย่างจางอี้ที่เป็ขอทานไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนหนังสือ
การอ่านหนังสือเองก็คงจะอ่านเขียนไม่ได้แต่ว่าจากอีนัแตกต่างออกไปเนื่องจากเหล่ากุ้ยนั้นเป็หนังสือจึงสอนอ่านเขียนให้กับเขาั้แ่ยังเด็ก
ถึงแม้ว่าจะเป็ขอทานแต่ก็ไม่ได้โง่เขา ในตอนนี้บันทึกที่ถูกเขียนโดยเหล่ากุ้ยอยู่ภายในมือของเขา
มันเป็สมุดทรุดโทรมเล่มนึงคาดการณ์ว่าคงจะถูกเขียนมาโดยใช้เวลานาน
เหล่ากุ้ยใช้เวลาทั้งชีวิตั้แ่เดินทางลงมาโลกเบื้องล่างเขียนข้อมูลทั้งหมดที่มันจำเป็และสำคัญลงภายในสมุดนี้ผ่อนมา 16 ปีความหนาของมันเองค้นหาเทียบเท่ากับตำรา 10 เล่ม
จากอีเริ่มอ่านข้อมูลที่ถูกเขียนเอาไว้ภายในตำราเล่มนั้นที่ถูกทิ้งเอาไว้
มันมีั้แ่เื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในโลกเบื้องบนเล่าถึงความเป็มาทั้งหมดเมื่อทำความเข้าใจแล้วในตอนนี้จึงเข้าใจว่าตนเองนั้นไม่ได้มีนามว่าจางอี้
โลกเบื้องบนเขามีนามว่าหวงเซียน แต่หลังจากที่หนีการไล่ล่ามาถึงโลกเบื้องล่างแน่นอนว่าจางอี้นี่ถูกตั้งขึ้นโดยเหล่ากุ้ย
เหล่ากุ้ยบอกว่าชื่อนี้เป็ชื่อที่ท่านปู่ของเขานั้นชอบ เราก็เลยใช้โอกาสนี้ในการเรียกเค้าแบบนี้
หลังจากที่ทำความเข้าใจประวัติความเป็มาของตนเองจนเสร็จในตอนนี้ก็เข้าสู่่เวลาของการฝึกฝนภายในนี้มีข้อมูลของการฝึกฝนพลังถูกเขียนและจำแนกแยกความเอาไว้อย่างชัดเจน
พวกมันถูกเขียนด้วยมือของเหล่ากุ้ย เหล้ากุ้ยเป็คนจากโลกเบื้องบนระดับวรยุทธ์ของเขาย่อมไม่ธรรมดา
จางอี้ไม่ใช่คนโง่แถมตัวของเขานั้นยังเป็คนที่ฉลาดอีกด้วยเริ่มทำการอ่านพวกมัน
แล้วก็ทำความเข้าใจกับพวกมันไปช้าๆแม้ว่าตนเองนั้นจะไม่มีทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับเื่ผู้บ่มเพาะแต่ด้วยความรู้พวกนี้ก็สามารถนำพาให้ตัวของเค้าเข้าสู่วิถีแห่งการบ่มเพาะได้
“ เข้าใจแล้วพื้นฐานของการฝึกฝนก็คือต้องเริ่มเปิดประตูบวมเพราะก่อนสินะ ”
จางอี้ที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่รีบเก็บตำราเข้าไปภายในเสื้อก่อนที่จะตั้งท่านั่งสมาธิ
แล้วก็เริ่มใช้สมาธิของตนเองเข้าไปสู่ภายในห้วงจิตแล้วก็เริ่มกระตุ้นพลังภายในร่างกาย
วิธีนี้คือการเปิดประตูบวมเพราะได้รวดเร็วที่สุดตามที่ถูกเขียนเอาไว้กล่าวว่ามันเป็เทคนิคที่พวกคนจากโลกเบื้องบนเค้าใช้กัน
คนจากโลกเบื้องล่างถ้าเกิดว่าอยากจะทำการเปิดประตูบ่มเพาะ จำเป็จะต้องใช้เวลาประมาณซักสามเดือนกว่าที่จะสามารถกระตุ้นและเปิดประตูบ่มเพาะได้
แต่เทคนิคจากโลกเบื้องบนเช่นนี้สามารถเปิดประตูบ่มเพาะได้โดยใช้ระยะเวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้นเพียงแค่กระตุ้นอย่างต่อเนื่องก็สามารถเปิดจุดบ่มเพราะนี้ได้แล้ว
สามวันผ่านไป
จางอี้ที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงออร่าพลังปราณที่ผนึกแน่นอยู่ภายในอกตอนนี้เริ่มปลดปล่อยออกมา
มันปกคลุมร่างกายภายนอกแล้วก็ก่อกำเนิดกลายเป็พลังปราณหรือว่าพลัง์
จางอี้กัดฟันแน่นก่อนที่จะทะลวงเปิดประตูบ่มเพาะ “ เปิด!!! ”
ทันใดนั้นราวกับว่าเขื่อนที่ปิดกั้นสายน้ำมาตลอดแตกออก พลังแผดพุ่งออกมาจากร่างกายเนื่องจากสายเืพิเศษภายในร่างกายของเขาในตอนนี้ทำให้การกระตุ้นเปิดลมปราณรุนแรงกว่าคนธรรมดา
ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลังสั่นะเืผืนน้ำที่อยู่ทอดไกลออกไปไม่มากสั่นไหวหลังจากนั้นมันก็สงบลง
จางอี้ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนในตอนนี้รู้สึกว่าร่างกายนั้นเอ่อล้นไปด้วยพลัง มุมปากค่อยค่อยปรากฏรอยยิ้มรู้ได้ในทันทีว่าตนเองนั้นสามารถเปิดประตูบ่มเพาะได้เรียบร้อยแล้ว
“ หลังจากที่เปิดประตูบ่มเพราะได้ตอนนี้ระดับก็คงจะอยู่ในระดับรากฐานขั้นที่หนึ่งสินะ ”
“ ระดับมันจะเริ่มต้นั้แ่ระดับรากฐาน ขอบเขตปราณ จิตต่อสู้ บรรลุพลัง วังิญญา ฟ้าดิน เทพยุทธ์ อาณาจักรฟ้า ลิขิตฟ้า เทพ์ จักรพรรดนิรันดร์ ”
“ โดยระดับแต่ละระดับมันจะถูกแบ่งแยกออกเป็ขั้นต่ำขั้นกลางและขั้นปลาย ”
“ เมื่อทำการเปิดประตูปราณได้เรียบร้อยตอนนี้คงจะอยู่ในระดับขอบเขตรากฐานขั้นต่ำสินะ ”
จางอี้มองทางซ้ายขวาในตอนนี้ตนเองอยู่ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในเมืองแห่งนี้แน่นอนว่ามีผู้คนมากมายเดินผ่านไปผ่านมา
โชคดีที่เมืองแห่งนี้ไม่ค่อยมีผู้บ่มเพาะมากนักเพราะแบบนั้นจึงไม่รู้ว่าตนเองนั้นกำลังนั่งทำอะไรอยู่ แต่ว่าในตอนนี้ตนเองต้องทำเื่อีกอย่างนึงก่อน
การทักษะที่ได้มาหลังจากที่เหล่ากุ้ยได้สละชีวิตในการสังหารสิ่งตกทอดจากโบราณได้สำเร็จตอนนี้เขาจำเป็จะต้องรอมันก่อน
ในการผนึกทักษะเข้ากับแกนกระดูกของตนเองเพื่อให้ได้ทักษะยุทธ์มาหนึ่งอย่าง เหล่ากุ้ยก่อนที่จะตายบอกว่าให้เขานั้นทำการซึมซับทักษะนี้เข้าไปภายในร่างกาย
ทักษะนี้ได้มาจากสิ่งตกทอดจากยุคโบราณที่มีระดับบ่มเพาะอยู่ในระดับสูง ไม่เพียงเท่านั้นยังอยู่ในสายเืระดับาอีก
ถ้าเกิดว่าซึมซับเข้าไปมันเองก็คงจะได้ทักษะที่เยี่ยมยอดกลับมาอย่างแน่นอน แต่ว่าหลังจากที่มองดูด้วยสายตาการซึมซับภายในสถานที่แห่งนี้แน่นอนว่ามันอันตรายเกินไป
จางอี้เลยตัดสินใจจะลุกขึ้นแล้วก็รีบเดินทางออกไปนอกเมืองไปทำการหลอมรวมภายในป่ามันเป็สถานที่ที่ปลอดภัยมากที่สุด
แก่นทักษะที่มีระดับความแข็งแกร่งสูงขนาดนี้ผู้คนมากมายล้วน้ามันถ้าเกิดว่าเป็เป้าสายตาของพวกผู้บ่มเพราะเค้าเองก็คงจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก
ข้างแม่น้ำสายหนึ่งที่ไหลผ่าน จางอี้นั่งลงอยู่บนโขดหินพร้อมกับนำเอาแก่นทักษะของตนเองเมื่อวางเอาไว้บริเวณด้านหน้า
เริ่มทำการดูดซับแก่นทักษะโดยการนำเอาพลังของตัวเองเข้าไปดึงแก่นทักษะนั้น แน่นอนว่าเพิ่งเปิดประตูบ่มเพาะการที่จะหลอมรวมทักษานั้นเข้ามาภายในร่างกายถือว่าเป็เื่ที่ไม่ง่ายเลยทีเดียว
แต่ว่าหลังจากที่ลองทำไปครั้งหรือสองครั้งมันเองก็เริ่มคุ้นชินมากขึ้นจึงเริ่มควบคุมพลังภายในร่างกายได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน
อันที่จริงแล้วผู้ฝึกฝนวรยุทธที่เพิ่งเปิดประตูบ่มเพาะได้ไม่ควรจะดูดซับแก่นทักษะเพราะว่ามันจะเป็อันตรายต่อร่างกาย
ไม่เพียงเท่านั้นแก่นทักษะเองก็มีระดับของมันเช่นเดียวกันกับทักษะที่มีระดับสูงแบบนี้คนที่มีระดับบ่มเพาะอยู่ในระดับรากฐานไม่ควรจะหลอมรวม
ทว่า… เื่ที่น่าเป็กังวลนี้ก็หายไปในตำราที่เหล่ากุ้ยทิ้งเอาไว้บอกว่าแก่นกระดูกที่ชื่อว่าแก่น์นิรันดร์มันสามารถดูดซับได้โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงความแข็งแกร่งของแก่นทักษะที่ได้มาจากสัตว์อสูรหรือของวิเศษ
เพราะว่ากระดูก์นิรันดร์มีความแข็งแกร่งมากเพียงพอที่จะซึมซับพลังจากการทักษะไม่ว่าจะเป็ระดับใด
เริ่มทำการหลอมรวมมันเข้าไปสู่ร่างกาย หลังจากนั้นก็ใช้เวลาไปสามวันเต็มเต็ม ร่างกายเริ่มถูกประสานเข้ากับมันจนในที่สุดความพยายามสามวันเองมันก็สำเร็จลุล่วง
แก่นทักษะของของตกทอดจากยุคโบราณพุ่งทะยานเข้ามาสู่หน้าอกหลอมรวมเข้าสู่ แก่นกระดูกภายในร่างกายเว้นวรรคพลังภายในร่างกายพลุ่งพล่านทะยานขึ้นสู่ภายในอากาศ
จบบท