ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมหนาวที่พัดผ่านร่องหิน รอยแยกของม่านหมอกสีขาวมุกค่อยๆ ก่อตัวขึ้นที่ริมทางเดินหินอ่อนมุ่งสู่ประตูชั้นในของสำนักบุปผาหิมะ ความเงียบสงบของยามค่ำคืนถูกทำลายด้วยเสียงลมที่โหยหวนผ่านซอกหิน เหมือนกับเสียงครวญครางของิญญาโบราณที่ถูกขังอยู่ในูเาแห่งนี้มานานนับพันปี
ร่างกำยำของผู้เฒ่าโม่ฉีเลือนหายไป แทนที่ด้วยก้อนขนปุยสีขาวสะอาดตาที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าแมวโตเต็มวัยนัก การจำแลงกายครั้งนี้เป็ผลงานชิ้นเอกที่เขาใช้เวลาหลายชั่วยามในการปรับแต่งรายละเอียดให้สมบูรณ์แบบ ทุกเส้นขนที่นุ่มนวล ทุกการเคลื่อนไหวที่อ่อนช้อย ทุกเสียงร้องที่น่าเอ็นดู ล้วนถูกคำนวณมาอย่างพิถีพิถัน
โม่ฉี ในร่างจำแลงของ **ลูกกิเลนขาว** นอนขดตัวนิ่งอยู่อย่างน่าเวทนา ขนสีขาวมุกของเขาสะท้อนแสงจันทร์สลัวดูระยิบระยับราวกับผงเพชรที่โรยกระจายอยู่บนผืนหิมะ ใบหน้าเล็กๆ ที่น่ารักของกิเลนน้อยมีลักษณะอ่อนหวานไร้เดียงสา ดวงตาใสวิ๋งสีน้ำเงินอ่อนที่ดูเหมือนจะเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ จมูกเล็กสีชมพูอ่อนที่กระดิกไปมาเล็กน้อย และหูแหลมเล็กๆ ที่ตั้งตรงอย่างน่าเอ็นดู
ทว่าเขากลับจงใจสร้างรอยแผลมายาที่มีคราบเืซึมออกมาเล็กน้อยที่ขาหน้า แผลที่ดูสมจริงจนแทบจะไม่มีใครสงสัยได้ว่าเป็การปลอมแปลง เืสีแดงเข้มที่ไหลซึมออกมาช้าๆ ทำให้ขนสีขาวรอบๆ แผลเปื้อนเป็สีชมพูอ่อน พร้อมกับแผ่ปราณเทพที่ดูอ่อนแรงดุจเทียนที่กำลังจะดับวูบลง เพื่อเรียกคะแนนความสงสารจากผู้ที่ผ่านมาพบเห็น
การควบคุมปราณให้ดูอ่อนแอนั้นต้องใช้ทักษะระดับสูงมาก เพราะเขาต้องปกปิดพลังอันมหาศาลของตนเองให้เหลือเพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อย ราวกับการบีบอัดมหาสมุทรให้เหลือเพียงหยดน้ำ แต่สำหรับพญากิเลนเฒ่าผู้มีประสบการณ์หลายพันปีแล้ว สิ่งเช่นนี้ไม่ใช่เื่ยาก
*'มาเถอะ... บุปผาน้อยดอกแรกของข้า ข้าััได้ถึงกลิ่นอายความเมตตาที่กำลังใกล้เข้ามาแล้ว'* ปีศาจเฒ่าในคราบสัตว์น้อยนึกในใจขณะหลับตาลงพริ้ม ใต้เปลือกตาที่หลับสนิท ดวงตาสีครามเข้มของเขาแวบวาบด้วยแสงแห่งความปีติยินดี แสร้งส่งเสียงคราง "หงิง..." เบาๆ ในลำคอ เสียงที่ไพเราะและน่าเอ็นดูจนใครฟังแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้
ลมหนาวพัดผ่านทำให้ร่างเล็กๆ ของเขาสั่นเทาเล็กน้อย การแสดงที่สมจริงจนเขาเองก็เกือบจะเชื่อว่าตัวเองกำลังหนาวจริงๆ ขนที่นุ่มฟูของเขาพลิ้วไหวตามสายลม ทำให้ดูยิ่งน่าสงสารและ้าความช่วยเหลือ
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าที่แ่เบาและจังหวะการก้าวที่สม่ำเสมอเดินตรงมายังจุดนั้น เสียงฝีเท้าที่เบาหวานราวกับเสียงใบไผ่กระซิบกัน แต่สำหรับหูที่ไวของโม่ฉีแล้ว เขาสามารถแยกแยะได้ว่าเ้าของเสียงฝีเท้านี้เป็หญิงสาวที่มีรูปร่างเพรียวบาง น้ำหนักประมาณ 45-50 กิน และมีความเชี่ยวชาญในยุทธศิลป์ระดับหนึ่ง
**ลู่ชิง** ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักบุปผาหิมะ ผู้ได้รับฉายาว่า "เทพธิดาเมตตา" กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยยามค่ำคืนตามกิจวัตร นางเป็หญิงสาววัย 23 ปี ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินในฐานะจอมยุทธ์หญิงผู้มีใจเมตตา นางไม่เพียงแต่มีความสามารถทางการต่อสู้ที่โดดเด่น แต่ยังเป็ที่รู้จักในเื่ของความเมตตากรุณาที่มีต่อสรรพสัตว์
นางสวมชุดศิษย์สีฟ้าอ่อนที่รัดกุมทว่าเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผ้าไหมเนื้อดีที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตพอดีกับสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบของนาง เสื้อคอกลมที่รัดพอดีกับทรวงอกที่ชูชันและเต็มเปี่ยม กระโปรงยาวที่ปลิวไหวเผยให้เห็นเค้าโครงของขาเรียวยาวเมื่อนางเดิน ผมยาวสีดำขลับถูกมัดเป็มวยสูงอย่างเรียบร้อย แต่ยังมีเส้นผมบางเส้นหลุดออกมาพาดใบหน้าอย่างเซ็กซี่
ใบหน้าของนางเรียบเนียนจิ้มลิ้ม ผิวพรรณขาวใสราวกับหยกขาวที่ขัดเงา คิ้วโค้งเป็ธรรมชาติ ขนตายาวดกดำ และที่สำคัญที่สุดคือดวงตาคู่สวยที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นแสงสีขาวประหลาดที่ริมทาง ริมฝีปากชมพูอ่อนเผยอออกเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
"เอ๊ะ! นั่นตัวอะไรน่ะ?" ลู่ชิงอุทานเบาๆ เสียงของนางไพเราะดุจเสียงระฆังเงินที่กังวาน ก่อนจะรีบปราดเข้าไปคุกเข่าลงข้างก้อนขนนั้น ความกังวลและความเอ็นดูปรากฏชัดเจนในสีหน้าของนาง
เมื่อนางเข้าใกล้ กลิ่นหอมเฉพาะตัวของนางก็โชยมาถึงจมูกของโม่ฉี กลิ่นที่ผสมผสานระหว่างดอกมะลิ กลีบกุหลาบ และกลิ่นหอมธรรมชาติของผิวกายหญิงสาว กลิ่นที่บริสุทธิ์และเย้ายวนในเวลาเดียวกัน ทำให้ปีศาจเฒ่าในร่างกิเลนน้อยแทบจะครางออกมาด้วยความพึงพอใจ
ทันทีที่นางสบตากับ "ลูกกิเลนน้อย" ที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างปรือปรอย โม่ฉีก็เริ่มบทแสดงขั้นครู เขาช้อนตาใสซื่อที่ดูไร้เดียงสาที่สุดขึ้นมองนาง ดวงตาสีน้ำเงินอ่อนที่เปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์และความ้าความช่วยเหลือ พร้อมกับสั่นสะท้านไปทั้งตัวราวกับความหนาวเย็นกำลังกัดกินร่างเล็กๆ นี้
การแสดงของเขาสมจริงจนลู่ชิงรู้สึกเหมือนหัวใจของนางถูกบีบคั้นด้วยความเอ็นดูในทันที ความเมตตาที่ฝังลึกในจิตใจของนางถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่
"โอ้... สัตว์เทพน้อยผู้น่าสงสาร เ้าาเ็หรือนี่?" นางพึมพำด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วง พลางยื่นมือเรียวบางที่นุ่มนวลมาลูบที่หัวทุยๆ ของเขาเบาๆ
ััจากปลายนิ้วที่เนียนนุ่มและอุ่นซ่านทำเอาโม่ฉีในร่างกิเลนน้อยแทบจะส่งเสียงครางออกมาด้วยความพึงพอใจ ความรู้สึกที่เขาโหยหามานานนับร้อยปีก็ได้ััในที่สุด ิัของนางนุ่มเหมือนผ้าไหมที่ดีที่สุด อุ่นและมีชีวิตชีวา แตกต่างจากความเย็นเยียบของหิมะที่เขาคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง
กลิ่นหอมกรุ่นของกายสาวบริสุทธิ์ที่โชยมาจากแขนเสื้อของนางเป็กลิ่นที่ผสมผสานระหว่างดอกมะลิและปราณน้ำแข็งที่บริสุทธิ์ มันเย้ายวนและมึนเมาจนปีศาจเฒ่าแทบสำลักความสุขอยู่ภายใน ความหอมหวานนี้แตกต่างจากกลิ่นคาวเืและควันไฟาที่เขาคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง มันทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ัักับ์เป็ครั้งแรก
ลู่ชิงไม่รอช้า ความเมตตาในใจของนางไม่อาจปล่อยให้สัตว์น้อยที่าเ็นี้ทุกข์ทรมานต่อไป นางค่อยๆ ช้อนตัวลูกกิเลนน้อยขึ้นมาประคองไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม มือทั้งสองข้างของนางรองรับร่างเล็กๆ ด้วยความระมัดระวัง เหมือนกับกำลังถือดอกไม้ที่บอบบางที่สุดในโลก
โม่ฉีฉวยโอกาสนี้ทิ้งตัวลงซบหน้าเข้าหาแผงอกอวบอิ่มของนางอย่างแเี เขาแสร้งทำเป็หมดสติจากความเ็ปและความหนาวเย็น หัวของเขาจมดิ่งลงไปในร่องอกที่นุ่มหยุ่นซึ่งมีเพียงผ้าเนื้อบางกั้นกลาง ความอุ่นและความนุ่มนวลที่เขาััได้นั้นเหนือกว่าสิ่งที่เขาเคยจินตนาการไว้
ความร้อนแรงจากปราณหยางในตัวเขาที่ถูกปกปิดไว้อย่างแเีกระตุ้นให้เขารู้สึกถึงความยืดหยุ่นของเนินเนื้อนั้นได้อย่างชัดเจน ทรวงอกของลู่ชิงที่เต็มเปี่ยมและกำยำนั้นอ่อนนุ่มเหมือนหมอนไหมที่นุ่มที่สุด ความอุ่นจากร่างกายของนางซึมผ่านผ้าเสื้อมาสู่ใบหน้าของเขา ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ในความสุขที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
"ไม่ต้องกลัวนะ... ข้าจะพาเ้าไปรักษาเอง" ลู่ชิงกระซิบปลอบด้วยเสียงที่อ่อนหวานเหมือนน้ำผึ้ง พลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ความเป็ห่วงในน้ำเสียงของนางทำให้โม่ฉีรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แตกต่างจากความร้อนแรงทางกาย
เพื่อให้ได้ััที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โม่ฉีแสร้งดิ้นรนเล็กน้อยราวกับกำลังเ็ปจากาแ เขาส่งเสียงคราง "หงิง... หงิง..." เบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่น่าเวทนาจนใจอ่อน ขาเล็กๆ ของเขาตะเกียกตะกายข่วนเบาๆ ไปตามหน้าท้องและหน้าอกของนาง การเคลื่อนไหวที่ดูไร้เดียงสานี้ทำให้เขาได้ัักับความนุ่มนวลของร่างกายนางผ่านเล็บเล็กๆ ของกิเลนน้อย
ลู่ชิงที่ไม่ได้เฉลียวใจกลับยิ่งโอบกอดเขาแน่นขึ้นไปอีก เพื่อให้ความอุ่นแก่สัตว์น้อยที่กำลังทุกข์ทรมาน จนยอดปทุมถันของนางที่แข็งตัวเล็กน้อยจากลมหนาวบดเบียดเข้ากับใบหน้าของกิเลนน้อยอย่างจัง ความรู้สึกนั้นทำให้โม่ฉีแทบจะสูญเสียการควบคุมตัวเอง
*'อืม... ช่างนุ่มนวลและหอมหวานยิ่งนัก ศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ซ่อนรูปมิเบาทีเดียว'* โม่ฉีแอบสูดดมกลิ่นกายจากซอกคอของนางยามที่นางก้มหน้าลงมาตรวจดูอาการของเขา กลิ่นหอมธรรมชาติของิัที่ผสมกับกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ทำให้เขาเมามายจนแทบลืมตัว ความรัญจวนใจทำให้เขาเผลอใช้จมูกเล็กๆ ดุนดันไปที่เนินอกของนางแรงขึ้นอีกนิด
ลู่ชิงรู้สึกซ่านเสียวแปลกๆ ที่หน้าอกจากการดุนดันนั้น ความรู้สึกที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อย แต่นางคิดว่าเป็เพียงความตื่นกลัวของสัตว์น้อยที่กำลังหาที่พึ่งพิง นางจึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่กลับรู้สึกเอ็นดูและ้าปกป้องสัตว์น้อยนี้มากขึ้น
"เ้าน่าสงสารจริงๆ... ข้าจะดูแลเ้าให้ดีที่สุด" นางกระซิบเบาๆ พลางลูบหลังของกิเลนน้อยเพื่อปลอบโยน
นางจึงเร่งฝีเท้ากลับไปยังเรือนพักส่วนตัวที่ตั้งอยู่ท้ายสวนป่าไผ่ สถานที่ซึ่งเป็เขตส่วนตัวและเงียบสงบที่สุดของสำนัก เรือนพักของนางตั้งอยู่ห่างจากอาคารหลักพอสมควร ล้อมรอบด้วยต้นไผ่สูงใหญ่ที่โอบกอดเหมือนกำแพงธรรมชาติ มีสระน้ำเล็กๆ ไหลผ่านหน้าบ้าน และสวนดอกไม้เล็กๆ ที่นางปลูกเอง
ระหว่างทาง โม่ฉีแอบเปิดตาเล็กน้อยเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อม เขาสังเกตเห็นว่าทางเดินที่นางเลือกเป็เส้นทางที่เงียบสงบ ไม่มีศิษย์คนอื่นผ่านไปมา นี่เป็สิ่งที่ดีสำหรับแผนการของเขา เพราะหมายความว่าเขาจะได้อยู่กับนางเพียงลำพัง
เมื่อประตูห้องพักถูกเปิดออก กลิ่นหอมเฉพาะตัวของลู่ชิงที่อบอวลอยู่ในห้องยิ่งทำให้โม่ฉีลำพองใจ กลิ่นหอมนี้เข้มข้นกว่าที่เขาได้สูดดมจากตัวนางมาก เพราะเป็กลิ่นที่สะสมอยู่ในห้องส่วนตัวมานานหลายปี ผสมกับกลิ่นธูปหอมที่นางจุดเป็ประจำ และกลิ่นของดอกไม้แห้งที่นางเก็บไว้ในแจกัน
ห้องพักของลู่ชิงตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สวยงาม มีเตียงไม้ไผ่ขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่นุ่มนวล โต๊ะเครื่องแป้งที่วางกระจกเงาและเครื่องประดับเล็กน้อย ตู้เสื้อผ้าไม้สักที่แกะสลักลวดลายดอกไม้ และมุมหนึ่งมีโต๊ะเล็กสำหรับนั่งดื่มชาและอ่านหนังสือ
เขาถูกวางลงบนเตียงไม้ไผ่ที่ปูด้วยผ้าไหมนุ่ม ความนุ่มของเตียงและกลิ่นหอมของผ้าปูที่ซึมไปด้วยกลิ่นกายของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังนอนอยู่ใน์ เขาแสร้งทำเป็อ่อนแรงนอนนิ่งๆ แต่ใต้เปลือกตาที่หลับสนิท ดวงตาของเขากำลังสำรวจทุกมุมของห้อง
ลู่ชิงเริ่มปลดสายคาดเอวออกเพื่อเตรียมตัวไปเอาอุปกรณ์ทำแผล การเคลื่อนไหวของนางช้าๆ และระมัดระวัง เพราะไม่อยากให้เสียงดังรบกวนสัตว์น้อยที่กำลังหลับพัก โดยลืมไปว่า "สัตว์น้อย" บนเตียงนั้น แท้จริงแล้วคือผู้เฒ่าตัณหากลับที่กำลังจ้องมองทุกท่วงท่าของนางด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็สีแดงก่ำกลางความมืด
เมื่อนางเดินไปที่ตู้ยา ร่างกายที่เพรียวบางของนางเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม สะโพกที่โค้งมนเอวคอดเดินแกว่งเบาๆ ตามธรรมชาติ ผมยาวที่หลุดออกมาจากมวยพาดไปมาที่หลังและไหล่ ทำให้โม่ฉีแทบจะครางออกมาด้วยความปรารถนา
นางเปิดตู้เล็กๆ ที่เก็บยาสมุนไพรและอุปกรณ์ปฐมพยาบาล ข้างในมีขวดยาเล็กใหญ่หลายขวด ผ้าพันแผล เข็มและด้าย และสมุนไพรแห้งต่างๆ ที่นางเก็บไว้สำหรับรักษาสัตว์ป่าที่าเ็ เพราะนางมีนิสัยชอบช่วยเหลือสรรพสัตว์มาั้แ่เด็ก
"รอข้าสักครู่นะเ้าตัวน้อย... ข้าจะดูแลเ้าเอง" นางพึมพำเบาๆ ขณะคุ้ยหายาที่เหมาะสม
โม่ฉีหมอบนิ่งพลางกระดิกหางอย่างผู้ชนะ หางเล็กๆ ของกิเลนน้อยกระดิกไปมาเบาๆ บนผ้าไหม แสดงถึงความพึงพอใจที่ซ่อนอยู่ สายตาจับจ้องไปที่แผ่นหลังเนียนละเอียดของลู่ชิงที่กำลังง่วนกับการเตรียมยา เส้นสันหลังที่โค้งเป็ธรรมชาติ ไหล่ที่เรียวแต่แข็งแรง และเอวที่เล็กจนเขาคิดว่าเขาสามารถโอบได้ด้วยมือเดียว
ในใจของเขาเริ่มวางแผนขั้นต่อไป เขาจะต้องสร้างความผูกพันกับนางให้มากขึ้น ทำให้นางไว้ใจและรักใคร่เขาในร่างกิเลนน้อยก่อน จากนั้นเขาจะค่อยๆ เผยตัวตนที่แท้จริงในเวลาที่เหมาะสม เมื่อนางหลงรักเขาแล้ว นางจะไม่สามารถต่อต้านเสน่ห์ของเขาได้
*'ข้าจะทำให้เ้าติดใจกับการััของข้า จนเ้าไม่อาจอยู่ห่างจากข้าได้... และเมื่อถึงเวลานั้น เ้าจะได้รู้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร'*
ค่ำคืนแรกในสำนักบุปผาหิมะของเขา... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเร่าร้อนเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้ ลมหนาวที่พัดผ่านหน้าต่างเหมือนกำลังกระซิบเตือนถึงพายุที่กำลังจะมาถึง แต่ภายในห้องเล็กๆ นี้ ความอบอุ่นและความไร้เดียงสาของลู่ชิงกำลังจะกลายเป็เหยื่อของผู้ล่าที่แสนจะเ้าเล่ห์