กลิ่นอายของกระดาษโบราณ คราบกาวหนังสัตว์ และไอระเหยจางๆ ของน้ำยาล้างกรดผสมแอลกอฮอล์อบอวลอยู่ในบรรยากาศสลัวของห้องทำงานเื้ัร้านหนังสือเก่าแก่ริมชายหาดประจวบคีรีขันธ์ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟตั้งโต๊ะทองเหลืองทอดลำแสงตกกระทบแผ่นกระจกหนาที่ผมใช้รองตัดหน้ากระดาษ นิ้วมือของผมขยับเคลื่อนไหวอย่างแ่เบาและประณีต บรรจงใช้พู่กันขนอ่อนแตะกาวแป้งเปียกข้าวสาลีสูตรไร้กรดละเลงลงบนรอยฉีกขาดของหนังสือปกหนังอายุกว่าร้อยปีอย่างใจเย็น
การบูรณะหนังสือโบราณเล่มหนึ่งไม่ใช่เื่ง่าย มัน้าความละเอียดอ่อน ความอดทน และตรรกะที่เด็ดขาด หากหน้ากระดาษเปื่อยยุ่ยจนเกือบสลายเป็ผุยผง สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่การปล่อยให้มันผุพังไปตามกาลเวลา แต่คือการเข้าไปชุบชีวิตมันขึ้นมาใหม่ ล้างสารเคมีที่เป็กรดในเนื้อกระดาษออก เสริมความแข็งแรงด้วยกระดาษสาบางเบา เคลือบผิวด้วยสารคงสภาพเพื่อยึดเกาะอณูใยกระดาษเ่าั้ไว้ให้อยู่ด้วยกันตลอดกาล...
เฉกเช่นเดียวกับความรักของผมที่มีต่อวิเวียน
สำหรับช่างบูรณะหนังสือโบราณอย่างผม กระดาษโบราณที่เปราะบางและผ่านการกัดกร่อนจากความชื้นรวมทั้งกรดเคมีในเนื้อไม้เปรียบเสมือนสภาวะจิตใจของมนุษย์ โดยเฉพาะจิตใจของวิเวียนในยามนี้ เธอไม่ได้แตกหักในทันที แต่เธอค่อยๆ กรอบแตกและร้าวรานจากพายุฝนภายนอก เธอหวาดระแวง สับสน และพยายามดิ้นรนเพื่อปฏิเสธความจริงอันบิดเบี้ยวที่คืบคลานเข้ามาทำร้ายจิติญญาของเธอ รอยแยกสีดำแห่งความไม่เชื่อใจที่เกิดขึ้นในสมองของเธอกำลังกว้างขึ้นเรื่อยๆ นับั้แ่ร้อยตำรวจเอกเมฆเข้ามาป้วนเปี้ยนและตั้งคำถามกับเธอเกี่ยวกับคดีการหายตัวไปอย่างเป็ปริศนาของหมวดกรณ์ เมฆาสังเกตเห็นรอยแผลเป็สีเข้มที่สีข้างขวาของผม รอยแผลที่ผมได้รับมาจากการต่อสู้ปกป้องสิทธิ์ในการวิเวียนในคืนพายุคลั่งนั้น และนั่นกลายเป็ชนวนเหตุแห่งความคลางแคลงใจที่แผ่ขยายออกไปในใจของเธอ
ผมมองแผ่นกระดาษสาญี่ปุ่น (Washi) เนื้อละเอียดที่เตรียมไว้สำหรับปะซ่อมแซมส่วนที่แหว่งเว้า การปะซ่อมต้องอาศัยความเนียนตา ต้องใช้มีดกรีดกระดาษเหล็กกล้าคาร์บอนสูงเจียนขอบให้บางเฉียบจนแทบไม่เห็นรอยต่อเมื่อทากาวลงไป ความรักก็คงไม่ต่างกัน มันต้องมีการตัดแต่ง ปะชุน และปกปิดรอยชำรุดอย่างแเีที่สุดเพื่อไม่ให้โครงสร้างหลักพังทลายลงมา หากตัวทำลายความมั่นคงนั้นคือร้อยตำรวจเอกเมฆา ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดส่วนที่เกินและเป็อันตรายนั้นทิ้งไปเสีย
กระบวนการบูรณะหน้ากระดาษโบราณเล่มนี้ดำเนินไปอย่างช้าๆ ภายใต้แสงไฟสลัว ผมบรรจงใช้แปรงขนอูฐปัดฝุ่นผงดินปืนและคราบราสีคล้ำออกจากรอยพับสันหนังสือทีละแผ่น คราบราพวกนี้เปรียบเสมือนหลักฐานและความแคลงใจในสมองของวิเวียน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ใช้สารเคมีฆ่าเชื้อและล้างกรดออกไป มันจะลุกลามจนกัดกินกระดาษทั้งแผ่นให้สลายเป็ละอองฝุ่น ความคิดระแวงของเธอที่มีต่อผมก็เช่นกัน มันเป็กรดเคมีร้ายแรงที่เธอกำลังสะสมไว้ในใจโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว หน้าที่ของผมคือการเป็ช่างผู้ชำนาญการที่จะต้องชำระล้างกรดร้ายเ่าั้ออกไปจากความทรงจำของเธอ แม้ว่ามันจะต้องใช้วิธีการที่โหดร้ายและดุดันเพียงใดก็ตาม
ผู้กองเมฆกำลังสืบสวนเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที เขามองผมด้วยดวงตาคมปราบของนายตำรวจผู้ไม่ยอมปล่อยวาง และสายตาคู่นั้นก็สั่นคลอนความสงบสุขในกรงทองของผมกับวิเวียนอย่างไม่อาจยอมรับได้ เมฆาเป็สิ่งแปลกปลอม เป็ดั่งแมลงร้ายที่พยายามเจาะทำลายเนื้อกระดาษอันมีค่าที่ผมบูรณะมาอย่างยากลำบาก และภายใต้หลักตรรกะของช่างบูรณะหนังสือ... อะไรก็ตามที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ หรือมีแนวโน้มจะทำลายโครงสร้างโดยรวมของหนังสือเล่มนี้ จะต้องถูกกำจัดและชำระล้างออกไปอย่างถอนรากถอนโคนก่อนที่มันจะลุกลามจนสร้างความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้
ผมเหลือบสายตาขึ้นมองไปยังบันไดไม้ที่ทอดตัวขึ้นสู่ชั้นสองของร้านหนังสือ บนนั้น... ในห้องนอนสลัว วิเวียนกำลังนอนหลับใหลอยู่ใต้ฤทธิ์ยาสลบชนิดอ่อนที่ผมผสมลงในนมอุ่นให้เธออิ่มหนำก่อนหน้านี้ ร่างกายของเธอยังคงบอบบางและนุ่มนวลเหลือเกินยามที่ไม่มีความตื่นตระหนกเข้ามาบดบังใบหน้าหวาน ผมไม่อยากให้เธอต้องรับรู้เื่ราวอันโสโครกที่จะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ แต่ขณะเดียวกัน ผมก็รู้ดีว่าพวกเราไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไปแล้ว บ้านพักและร้านหนังสือโบราณริมชายหาดประจวบฯ ที่เคยเป็รังรักอันอบอุ่นกำลังจะกลายเป็กรงขังที่ถูกตำรวจล้อมกรอบ ผมต้องสร้างวิหารทองคำแห่งใหม่ให้เราสองคน... ที่ไหนสักแห่งทางตอนใต้ที่ห่างไกลออกไป ชุมพรหรือจันทบุรี ที่ซึ่งเสียงคลื่นทะเลและพายุฝนจะช่วยโอบอุ้มและปิดกั้นเราจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์
เวลามีน้อยลงทุกที จุดสีแดงบนหน้าจอแท็บเล็ตส่วนตัวที่ผมใช้ติดตามเครื่องส่งสัญญาณ GPS ใต้ท้องรถของผู้กองเมฆแสดงให้เห็นว่าเขายังคงจอดรถพักอยู่ที่รีสอร์ทไม่ไกลจากร้านหนังสือของผมมากนัก เขากำลังรวบรวมพยานแวดล้อม และพรุ่งนี้เช้าเขาอาจจะขอกำลังพลเข้ามาค้นที่นี่อย่างเป็ทางการ ความสะเพร่าบางอย่างของผมในคืนวันฝนตกหนักก่อนหน้านี้กลายเป็เบาะแสที่เขาใช้สาวเนื้อความเข้ามาใกล้ตัวเรา แต่ผมจะไม่ยอมให้เขาคว้าเกลียวเชือกนั้นสำเร็จ
ผมหันกลับมาจัดเตรียมสัมภาระสำหรับหลบหนีอย่างมีระเบียบ กระเป๋าเดินทางหนังแท้สีเข้มบรรจุเสื้อผ้าสองสามชุดของผมและวิเวียนอย่างพอดี สิ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็อันดับแรกไม่ใช่ทรัพย์สินมีค่าทั่วไป แต่เป็กล่องไม้มะฮอกกานีสำหรับบรรจุเครื่องมือบูรณะหนังสือโบราณที่ผมขาดไม่ได้ มีดกรีดกระดาษเหล็กกล้าชั้นดี พู่กันขนนก แปรงขนอูฐ ขวดสารเคมีล้างกรด และที่สำคัญที่สุด... ขวดแก้วสีชาขนาดเล็กสองสามใบที่บรรจุสารละลายเคมีเฉพาะทาง สารพิษธรรมชาติสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทและหัวใจ ซึ่งผมเตรียมไว้สำหรับใช้งานในเวลาที่้าจัดระเบียบโครงสร้างชีวิตใหม่
ขั้นตอนการจัดเตรียมสัมภาระของผมเป็ไปอย่างเงียบเชียบและสุขุม ผมคัดแยกหนังสือเก่าแก่ที่มีมูลค่าสูงและมีความหมายต่อจิตใจใส่ลงในลังไม้บุฟองน้ำอย่างดี โดยเฉพาะหนังสือบันทึกเื่ราวความรักโบราณที่เป็แรงบันดาลใจให้ผมสร้างกรงรักแห่งนี้ขึ้นมา เครื่องมือการทำกาวร้อน แผ่นรองตัด คีมหนีบโลหะ และเส้นด้ายลินินเคลือบขี้ผึ้งสำหรับเย็บเข้าเล่ม ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยในกล่องเก็บเครื่องมือประจำเป็สัดส่วน ไม่มีสิ่งใดถูกทิ้งขว้างอย่างไร้ค่า เพราะช่างบูรณะหนังสือที่แท้จริงจะไม่มีวันละทิ้งเครื่องมือที่เป็ดั่งอวัยวะที่สามสิบสามของตนเอง
ผมหยิบขวดสารเคมีชนิดหนึ่งขึ้นมาเพ่งมอง มันคือตัวทำละลายอินทรีย์ที่ผมใช้ล้างคราบหมึกเขียนโบราณ แต่ในขณะเดียวกัน หากนำมันมาผสมกับแอลกอฮอล์และสารสกัดสมุนไพรบางชนิดในอัตราส่วนที่เหมาะสม มันจะกลายเป็สารพิษที่ไร้กลิ่นและไร้รสชาติซึ่งสามารถลบล้างชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ผมมองมันพลางคิดถึงใบหน้าของผู้กองเมฆ เขาเป็ตำรวจหนุ่มไฟแรงที่มีอนาคตไกล แต่น่าเสียดายที่เขาเลือกที่จะเดินเข้ามาในเขาวงกตที่ผมสร้างไว้ และผู้ที่ก้าวล้ำเข้ามาในอาณาเขตส่วนตัวของผมกับวิเวียนจะต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าชั่วนิรันดร์
ผมเดินสำรวจรอบร้านหนังสือโบราณเป็ครั้งสุดท้าย ตรวจดูความเรียบร้อยของชั้นวางหนังสือ จัดการปัดฝุ่นและเรียงหนังสือเล่มอื่นๆ ให้ดูเหมือนร้านยังคงเปิดทำการตามปกติในสายตาของคนนอก จากนั้นเขียนจดหมายปิดผนึกด้วยกระดาษสีครีมหนา หนีบมันไว้ที่ประตูกระจกหน้าร้านเพื่อแจ้งแก่ลูกค้าและผู้สัญจรไปมาว่า *“ปิดร้านชั่วคราวชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อเดินทางไปเสาะหาคลังหนังสือเก่าส่วนตัวของตระกูลขุนนางเก่าแก่ทางภาคเหนือ”* ข้อความนี้จะช่วยประวิงเวลาได้หลายวัน ช่วยลดความสงสัยของคนในท้องถิ่น และปิดฉากความเชื่อมโยงในการหายตัวไปอย่างเงียบเชียบของพวกเราจากชายหาดประจวบคีรีขันธ์อย่างแเี
เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กที่ใช้ซิมการ์ดแบบไม่ระบุตัวตนขึ้นมา พิมพ์ข้อความสั้นๆ ส่งไปยังเบอร์โทรศัพท์ของผู้กองเมฆ
*“ผู้กองครับ ผมคือธนนท์ มีบางอย่างเกี่ยวกับไดอารี่ของหมวดกรณ์ที่ผมเพิ่งค้นพบในห้องใต้ดินของร้าน และดูเหมือนมันจะมีรายชื่อบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเขา ผมอยากให้ผู้กองมาดูด้วยตัวเองเงียบๆ ในคืนนี้ เพราะผมไม่อยากให้วิเวียนต้องใและตกเป็เป้าหมายของคนพวกนั้น รบกวนมาที่ร้านเวลาห้าทุ่มตรงนะครับ พายุฝนข้างนอกน่าจะช่วยอำพรางสายตาคนอื่นได้ดี”*
เสียงกดส่งข้อความดังแ่เบาท่ามกลางเสียงฟ้าร้องลั่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นนอกอ่าว ลมทะเลพัดแรงจนกิ่งไม้ใหญ่ตีเข้ากับหลังคาโบราณเสียงดังโครมคราม ผมรู้ดีว่านายตำรวจผู้มีความทะเยอทะยานและ้าปิดคดีนี้อย่างเมฆจะไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอนี้ เขามั่นใจในตัวเองมากเกินไป และความมั่นใจนั่นแหละที่จะเป็ประตูนำทางเขาไปสู่ความตาย
ผมเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋า ปรับระดับโคมไฟบนโต๊ะให้สลัวลงจนเหลือเพียงแสงไฟสีนวลอบอุ่นที่ส่องสว่างเป็มุมแคบๆ บนโต๊ะไม้โบราณที่ตั้งแก้วชาร้อนสองใบไว้รอต้อนรับ ควันชาหอมกรุ่นลอยเอื่อยขึ้นสู่อากาศ ผสมผสานกับกลิ่นอายความตายที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาในไม่ช้า
---
ห้าทุ่มสิบห้านาที...
เสียงเบรกของรถกระบะสี่ประตูที่คุ้นเคยดังเอี๊ยดอ๊าดท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ภายนอกมืดมิดจนมองเห็นเพียงสายน้ำที่ไหลบ่าลงมาตามทางระบายน้ำริมถนน แสงไฟหน้ารถคันนั้นส่องผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามาวูบหนึ่งก่อนจะดับลง ประตูกระจกของร้านหนังสือถูกเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งลมโบราณที่ดังกรุ๊งกริ๊งหงอยเหงา ท่ามกลางเสียงลมพัดอู้และละอองฝนสาดเข้ามา
ร้อยตำรวจเอกเมฆาก้าวเข้ามาในร้าน เสื้อกันฝนสีเข้มของเขาเปียกโชกจนหยดน้ำไหลลงบนพื้นไม้กระดานขัดเงา ใบหน้าคมเข้มของนายตำรวจหนุ่มเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและแววตาระแวดระวัง มือข้างขวาของเขาซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมที่ตำแหน่งซึ่งผมรู้ดีว่าเขากำลังจับปืนคู่กายไว้แน่นเพื่อความปลอดภัย
"ผู้กองเมฆ เชิญด้านในก่อนครับ ฝนตกหนักขนาดนี้ ลำบากแย่เลยนะ" ผมเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและน้ำเสียงสุภาพราบเรียบอย่างช่างบูรณะหนังสือผู้ไร้พิษภัย พลางเดินไปล็อคประตูกระจกด้านหลังเขาอย่างเป็ธรรมชาติราวกับ้ากันลมพายุภายนอก
"โทรศัพท์มือถือของคุณอยู่ที่ไหน ธนนท์?" เมฆถามเสียงห้วน สายตากวาดมองรอบห้องทำงานสลัวและประตูด้านหลังอย่างจับผิด "ทำไมต้องนัดมาคุยเวลานี้ แล้วหลักฐานที่ว่านั่นอยู่ที่ไหน"
"ใจเย็นก่อนครับผู้กอง เื่สำคัญแบบนี้ต้องคุยกันแบบส่วนตัวและไม่มีเสียงรบกวนภายนอก" ผมผายมือเชิญเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ไม้โบราณพนักพิงสูงฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน "ผมเพิ่งต้มชาดอกเก๊กฮวยป่าอุ่นๆ ไว้แก้หนาว ชาร้อนๆ จะช่วยให้ร่างกายของคุณอบอุ่นขึ้นท่ามกลางพายุแบบนี้ครับ"
เมฆามองถ้วยชาเซรามิกสีขาวเคลือบเงาที่มีควันลอยกรุ่นอยู่ตรงหน้าอย่างลังเล แต่ความระแวดระวังตามสัญชาตญาณตำรวจทำให้เขาไม่ได้ยกมันขึ้นดื่มในทันที เขานั่งลงทว่าแผ่นหลังยังคงเหยียดตรงและเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลา สายตาของเขาเหลือบมองไปยังมีดกรีดกระดาษและขวดแก้วสารเคมีต่างๆ ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงานของผมอย่างไม่ไว้ใจ เขามองว่าผมไม่มีทางสู้ ช่างบูรณะหนังสือร่างบางที่ดูสุภาพเรียบร้อยเช่นผมจะไปทำอะไรผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มีปืนพกได้ล่ะ? นั่นคือความผิดพลาดครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของเขา
"ผมไม่มีเวลานั่งจิบชาหรอกนะ ผม้าดูไดอารี่ของกรณ์ที่คุณอ้างถึงทันที" เขากล่าวพลางจ้องตาผมเขม็ง "คุณบอกว่าเจอรายชื่อบุคคลที่สาม มันคือใคร? แล้วคุณไปเจอมันได้ยังไงในร้านนี้ ทั้งที่ผมเคยตรวจค้นเบื้องต้นไปแล้ว"
ผมหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างมีเสน่ห์ลุ่มลึก "หนังสือเก่าๆ ในร้านนี้มีนับพันเล่มครับผู้กอง บางเล่มก็ถูกซ่อนอยู่ในกล่องสองชั้นในห้องใต้ดินที่ชื้นแฉะ หมวดกรณ์เขาเคยมาช่วยผมจัดหมวดหมู่หนังสือโบราณที่นี่บ่อยๆ บางที... เขาอาจจะตั้งใจซ่อนบันทึกนั้นไว้ในที่ที่ไม่มีใครคาดคิด เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลไปถึงคนอื่นที่เขาไม่ไว้ใจ... รวมถึงคนในสถานีตำรวจของพวกคุณเองด้วย"
คำพูดของผมดูเหมือนจะสะกิดใจเมฆ แววตาของเขาไหววูบไปเล็กน้อยด้วยความคลางแคลงใจ ความขัดแย้งและสาวไส้ในแวดวงข้าราชการตำรวจเป็เื่ที่เกิดขึ้นจริง และเขาก็รู้ดีว่ามีหลายคนที่อยากให้คดีนี้จบลงเงียบๆ
"แสดงว่ากรณ์บันทึกเื่ที่มีตื้นลึกหนาบางไว้จริงๆ งั้นเหรอ" เมฆพูดพึมพำกับตัวเอง สายตาของเขาจับจ้องมาที่ผมด้วยความพยายามที่จะจับโกหก "แล้วบันทึกนั้นอยู่ที่ไหน เอาออกมาให้ผมดูเดี๋ยวนี้"
"บันทึกนั้นเล่มค่อนข้างหนาและกระดาษกรอบบางมากครับ ผมกำลังทำการอบและล้างกรดเพื่อให้หน้ากระดาษไม่แตกเป็ผงยามที่คุณเปิดอ่าน" ผมอธิบายอย่างเยือกเย็น นิ้วมือลูบไล้ไปตามขอบมีดตัดกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ "ระหว่างรอสารเคมีเซ็ตตัว ดื่มชาสักหน่อยเถอะครับผู้กอง สีหน้าของคุณดูเหนื่อยล้ามาก คดีของหมวดกรณ์คงทำให้คุณไม่ได้พักผ่อนเลยสินะครับ"
เมฆาถอนหายใจยาว ความตึงเครียดสะสมและการเดินทางลุยฝนท่ามกลางพายุทำให้คอของเขาแห้งผาก เขามองถ้วยชานั้นอีกครั้ง สัญชาตญาณบอกเขาว่าธนนท์เป็เพียงชายช่างบูรณะหนังสือที่รักความเงียบสงบและดูอ่อนแอเกินกว่าจะกล้าทำร้ายร้อยตำรวจเอกเช่นเขา อีกทั้งเขาก็พกอาวุธปืนมาด้วย หากมีอะไรผิดปกติเขาก็สามารถตอบโต้ได้ในทันที ในที่สุด เมฆาก็ยื่นมือไปหยิบถ้วยชาอุ่นขึ้นมาจิบช้าๆ
ผมมองดูภาพนั้นด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจลึกๆ ภายในอก
รสชาติของชาดอกเก๊กฮวยป่ามีความขมฝาดและกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่โดดเด่น มันสามารถกลบกลิ่นของสารพิษประเภทโพแทสเซียมเข้มข้นผสมกับอัลคาลอยด์จากสมุนไพรมีพิษที่ผมสกัดขึ้นมาเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ สารพิษตัวนี้จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของกระแสไฟฟ้าในหัวใจอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลันและหัวใจล้มเหลวในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที โดยไม่มีอาการชักเกร็งหรือรอยช้ำภายนอกที่ชัดเจน ร่างกายของผู้ได้รับสารพิษจะค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ ราวกับคนง่วงนอนทั่วไป และท้ายที่สุด หัวใจก็จะหยุดเต้นไปเองอย่างสงบ... เหมือนกับการตายด้วยสภาวะหัวใจวายเฉียบพลันอันเนื่องมาจากความเหนื่อยล้าสะสมและโรคประจำตัว
"ชาฝาดดีนะ..." เมฆาวางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ พลางใช้นิ้วมือนวดขมับตัวเอง "รู้สึกมึนๆ หัวขึ้นมานิดหน่อย พายุข้างนอกนี่แรงจริง ลมพัดจนร้านคุณสั่นไปหมดเลย"
"พายุฝนทางใต้ก็แบบนี้แหละครับผู้กอง มันรุนแรงและคาดเดาไม่ได้... บางครั้งก็กลบเสียงทุกอย่างจนหมดสิ้น แม้กระทั่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือสุดท้าย" ผมกล่าวเสียงแ่เบา สบสายตากับเขาตรงๆ
เมฆาขมวดคิ้ว แววตาของเขาเริ่มเปลี่ยนจากความคลางแคลงใจเป็ความตื่นตระหนกเมื่อตระหนักถึงนัยยะในคำพูดของผม เขาพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นยืน ทว่าขาทั้งสองข้างกลับไร้ความรู้สึกและไม่ยอมฟังคำสั่งของสมอง มือที่พยายามจะยื่นไปคว้าอาวุธปืนใต้เสื้อกันฝนกลับสั่นเทาและอ่อนแรงจนไม่อาจยกขึ้นพ้นขอบโต๊ะได้ แก้วชาที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งถูกปัดตกจากโต๊ะไม้ลงไปแตกกระจายบนพื้นเสียงดังเพล้ง หยาดน้ำสีชาผสมยาพิษเจิ่งนองเปียกชุ่ม
"แก... แกใส่อะไรลงในชา..." เมฆาละล่ำละลักเสียงแหบพร่า ใบหน้าคมเข้มเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีซีดเผือด ริมฝีปากคล้ำลงอย่างรวดเร็ว ลมหายใจของเขาเริ่มหอบสั้นและติดขัดราวกับคนขาดอากาศหายใจ หน้าอกของเขาบีบรัดแน่นราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นมาขย้ำขยี้หัวใจให้แหลกคามือ
ความเ็ปวิ่งแล่นจากหัวไหล่ลามลงไปถึงปลายแขนซ้ายของเขาตามกลไกอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเืเฉียบพลัน ดวงตาของเขากลอกไปมาอย่างหวาดกลัวและสับสนอย่างที่สุด เขาจ้องมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นระคนตื่นตระหนกอย่างลึกลับขณะพยายามสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอดทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเข้าไปเลย หน้าอกของเขาขยับขึ้นลงกระตุกเป็จังหวะที่ปั่นป่วนสะเปะสะปะ
ผมยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ มองดูการดิ้นรนอย่างไร้ทางสู้ของนายตำรวจหนุ่มด้วยความสงบนิ่งชวนสยดสยอง ไม่มีรอยยิ้มเยาะเย้ย ไม่มีเสียงหัวเราะวิปลาส มีเพียงดวงตาเรียบนิ่งที่จดจ้องมองดูความตายที่กำลังคืบคลานเข้าครอบงำร่างตรงหน้าทีละน้อย ความสงบนิ่งของผมในเสี้ยววินาทีนั้นคือภาพตัวแทนของความวิปลาสอันแสนลึกล้ำ
"ผมไม่ได้ทำอะไรที่เป็การประทุษร้ายทางกายกับคุณเลยนะครับผู้กอง" ผมเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังสอนวิชาบูรณะหนังสือให้แก่นักเรียน "ผมเพียงแค่ช่วย... จัดการส่วนเกินที่ไม่จำเป็ออกไปจากหน้ากระดาษชีวิตของผมกับวิเวียนเท่านั้นเอง คุณเป็ตำรวจที่ดีและฉลาดเกินไป แต่ความฉลาดของคุณกำลังจะนำพาความพินาศมาสู่ความรักอันแสนบริสุทธิ์ของเราสองคน"
"วิเวียน... เธอ... เธอไม่รู้เื่..." เมฆาพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ดวงตาของเขาเบิกโพลงด้วยความเ็ปบีบรัดที่หน้าอกด้านซ้าย หัวใจของเขากำลังเต้นระรัวผิดจังหวะจนคล้ายจะะเิออกมากระแทกซี่โครง ก่อนจะค่อยๆ แ่ลงอย่างรวดเร็ว
"ใช่ครับ เวียนไม่รู้เื่ และเธอจะไม่มีวันได้รับรู้ความสกปรกนี้ด้วย" ผมลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะไม้โบราณไปหยุดอยู่ข้างเก้าอี้ของเมฆา ก้มลงกระซิบที่ข้างหูของเขาในขณะที่ดวงตาของเขากำลังจะปิดลง "กรงรักที่ผมสร้างขึ้นเพื่อโอบอุ้มเธอไว้ มันอาจจะดูแคบและน่าอึดอัดในสายตาของคนนอกอย่างคุณ แต่สำหรับผมและเธอ... มันคือที่เดียวในโลกที่พวกเราจะปลอดภัยชั่วนิรันดร์ และผมไม่มีวันปล่อยให้ใครหน้าไหนมาทำลายมันลงเด็ดขาด... ลาก่อนครับผู้กองเมฆ"
เมฆาส่งเสียงครางแ่เบาในลำคอเป็ครั้งสุดท้าย ร่างกายของเขากระตุกน้อยๆ ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งอย่างสิ้นแรง ลมหายใจขาดห้วงไปอย่างสมบูรณ์ ด้ายชีวิตของนายตำรวจหนุ่มถูกตัดขาดลงอย่างประณีตและเงียบงันภายในร้านหนังสือโบราณที่ไร้ผู้คน
ผมยืนมองร่างไร้ิญญานั้นอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าชีพจรที่ลำคอของเขาหยุดเต้นอย่างถาวร จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการจัดฉากฆาตกรรมอย่างละเอียดรอบคอบ ผมใช้ผ้าเช็ดมือที่สะอาดเช็ดล้างแก้วชาที่แตก ชะล้างรอยนิ้วมือของผมบนโต๊ะและเก้าอี้ จากนั้นสวมถุงมือยางการแพทย์ประคองร่างของเมฆาขึ้นมา จัดแต่งเสื้อผ้าและท่าทางของเขาให้อยู่ในสภาพที่ดูสงบเรียบง่าย
ผมหยิบกระดาษทิชชู่เปียกขึ้นมาเช็ดคราบเหงื่อกาฬที่ไหลโซมหน้าผากและลำคอของร่างไร้ิญญานั้นอย่างละเอียด เพื่อลบร่องรอยของการทรมานทางร่างกาย จากนั้นดึงเสื้อแจ็กเก็ตและเสื้อกันฝนของเขาให้เรียบร้อยเหมือนปกติ นำถ้วยชาและหลักฐานสารเคมีทั้งหมดที่ปนเปื้อนลงไปแช่ในอ่างล้างจานหลังร้าน ขัดถูทำความสะอาดด้วยน้ำยาเคมีเข้มข้นจนไม่เหลือโมเลกุลสารพิษตกค้างใดๆ แม้เพียงหยดเดียว ความสมบูรณ์แบบในการจัดฉากคือเครื่องสะท้อนความบ้าคลั่งในความรักของผม... ผมจะไม่ยอมให้มีคราบสกปรกใดๆ หลงเหลืออยู่ในชีวิตคู่ของผมกับวิเวียน
ผมจะนำร่างของเขาไปไว้ที่เบาะนั่งคนขับในรถกระบะของเขาเอง จัดฉากให้ดูเหมือนเขากำลังจอดรถพักผ่อนริมทางเพื่อหลบพายุฝน แล้วเกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลันจากโรคประจำตัวที่แอบซ่อนอยู่ ยาพิษที่ผมใช้จะสลายตัวและขับออกทางปัสสาวะและระบบเืภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการเสียชีวิต ทำให้ยากต่อการตรวจพบสารเคมีตกค้างในการชันสูตรพลิกศพทั่วไปหากแพทย์นิติเวชไม่เจาะจงตรวจหาสารพิษเฉพาะกลุ่มนี้จริงๆ ซึ่งสำหรับตำรวจหนุ่มที่ไม่มีประวัติขัดแย้งกับใครในพื้นที่ การตายด้วยโรคหัวใจวายขณะปฏิบัติงานในคืนพายุจะถูกสรุปว่าเป็อุบัติเหตุทางการแพทย์อย่างรวดเร็ว
ผมจัดการเคลื่อนย้ายร่างของเมฆาออกไปทางประตูลับด้านหลังร้านหนังสืออย่างทุลักทุเลเนื่องจากน้ำหนักตัวของเขาและอาการาเ็ที่สีข้างขวาของผมที่เริ่มประท้วงเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าความมุ่งมั่นและความรักบ้าคลั่งในอกช่วยสะกดความเ็ปนั้นไว้จนหมดสิ้น ผมนำร่างของเขาไปจัดวางในรถของเขาเองที่จอดทิ้งไว้ห่างออกไปในมุมมืดของถนนเลียบหาด เช็ดรอยนิ้วมือทุกจุดในตัวรถอย่างพิถีพิถันก่อนจะก้าวกลับมาที่ร้านหนังสือโบราณในสภาพที่เสื้อผ้าเปียกฝนเล็กน้อย
ทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์แบบ... ชิ้นส่วนที่ชำรุดและเป็ภัยต่อความสัมพันธ์ได้รับการบูรณะออกไปเรียบร้อยแล้ว
---
เที่ยงคืนสี่สิบห้านาที...
เสียงพายุฝนภายนอกยังคงกระหน่ำรุนแรง เม็ดฝนหนาทึบบดบังทัศนวิสัยริมอ่าวประจวบฯ จนหมดสิ้น ผมเดินกลับขึ้นมาที่ห้องนอนชั้นบน กลิ่นอายความอุ่นและกลิ่นหอมละมุนอ่อนๆ ของวิเวียนช่วยชะล้างความตึงเครียดและกลิ่นไอความตายที่ติดตัวผมขึ้นมาจนหมดสิ้น ผมถอดเสื้อเชิ้ตขาวเปียกชื้นออก เปลี่ยนเป็เสื้อยืดเนื้อนุ่มตัวใหม่ จากนั้นก้าวไปที่ข้างเตียงนอน
วิเวียนนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าหวานยังคงมีร่องรอยของความอ่อนล้าและความเครียดจางๆ แม้ในยามหลับใหล ผมก้มลงลูบไล้แก้มเนียนละเอียดของเธอเบาๆ ััความอบอุ่นของผิวเนื้อที่ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงด้วยความรักและแรงปรารถนาอันบิดเบี้ยว
"เวียนครับ... ตื่นเถอะครับคนดี" ผมกระซิบข้างหูของเธอเบาๆ พลางเขย่าตัวเธอเบาๆ เพื่อปลุกให้เธอตื่นจากฝันร้าย
วิเวียนส่งเสียงครางอืออาในลำคอ เปลือกตาบางค่อยๆ ขยับเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาคู่สวยยังคงปรือและงุนงงสับสนจากฤทธิ์ยาสลบอ่อนๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในระบบร่างกาย เธอมองหน้าผมด้วยความสับสนและพยายามจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง
"นนท์คะ... นี่มัน... กี่โมงแล้วคะ... ทำไมมืดจัง..." เธอถามเสียงพร่า มือบางยกลูบหน้าผากตัวเองเบาๆ "เวียนรู้สึก... ปวดหัวจังเลยค่ะ... แล้วทำไมเสียงฝนดังขนาดนี้..."
"เที่ยงคืนกว่าแล้วครับเวียน" ผมตอบเสียงอ่อนหวาน ปลอบประโลมเธอพลางประคองร่างบางของเธอเข้ามากอดแนบอก ลูบแผ่นหลังเนียนนุ่มผ่านเนื้อผ้าซาตินบางเบาของชุดนอน "นนท์ขอโทษที่ต้องปลุกเวียนเวลานี้ แต่เราต้องออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้ครับ"
วิเวียนชะงักไปเล็กน้อย ความงุนงงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความตระหนกใเมื่อสมองเริ่มประมวลผลคำพูดของผม เธอดันอกผมออกห่างเล็กน้อยเพื่อมองสบตาในความสลัว
"เดินทาง? ไปไหนคะนนท์? ดึกขนาดนี้แถมพายุตกหนักขนาดนี้... เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ?" น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นระริกด้วยความกลัว ความแคลงใจในอดีตเริ่มหวนกลับเข้ามาในความคิดของเธออีกครั้ง เธอกวาดมองรอบห้องนอนที่สลัวราง เห็นเงาของกระเป๋าเดินทางและลังไม้วางเตรียมไว้ที่มุมห้อง ความรู้สึกอ้างว้างแร้นแค้นสายหนึ่งไหลท่วมบีบรัดหัวใจเธอไว้จนรู้สึกอึดอัด
"ไม่มีอะไรต้องกลัวเลยครับคนดีของนนท์" ผมยิ้มให้เธออย่างอบอุ่นที่สุดพลางใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ริมฝีปากนุ่มของเธอเบาๆ "นนท์เพิ่งได้รับสายด่วนแจ้งข่าวว่ามีเื่ความขัดแย้งเื่ที่ดินและคลังหนังสือเก่าทางใต้ที่เราต้องรีบไปจัดการด่วน และที่สำคัญ... มีคนแปลกหน้ามาด้อมๆ มองๆ แถวบ้านเรา นนท์เกรงว่าคนพวกนั้นอาจจะเป็พวกกลุ่มอิทธิพลที่ตามหาเื่หมวดกรณ์ และพวกมันอาจจะสร้างอันตรายให้เวียนได้ นนท์ยอมให้เวียนอยู่ที่นี่ต่อไปท่ามกลางอันตรายไม่ได้หรอกครับ"
"ผู้กองเมฆล่ะคะ? เราควรจะบอกผู้กองเมฆ..." วิเวียนเอ่ยถึงชื่อนายตำรวจหนุ่มด้วยความหวังว่าเขาจะเป็ที่พึ่งได้
ดวงตาของผมวูบไหวไปด้วยความเย็นเยียบแวบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความอบอุ่นอย่างรวดเร็ว "ผู้กองเมฆกลับกรุงเทพฯ ไปด่วนั้แ่หัวค่ำแล้วครับเวียน เขาบอกว่าคดีของหมวดกรณ์ถูกโอนไปให้ส่วนกลางดูแลแล้ว และเขาเองก็ถูกสั่งย้ายด่วน... ตอนนี้ไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเองนะครับ เชื่อใจนนท์สิครับคนดี นนท์เคยทำร้ายเวียนไหมครับ?"
คำถามสุดท้ายของผมทำให้นางเอกสาวนิ่งเงียบไป ดวงตาคู่สวยสั่นระริกด้วยความสับสน เธอจำรอยแผลที่สีข้างของผมได้ จำรสชาติความรักดิบโหดที่ผมเคยบีบเค้นจากร่างกายของเธอได้ ทว่าในยามที่เธออ่อนแอและสับสนที่สุดแบบนี้ อ้อมกอดอันอบอุ่นและน้ำเสียงบงการที่แฝงไปด้วยความคุ้มครองของผมกลับเป็สิ่งเดียวที่เธอยึดเหนี่ยวไว้ได้
เธอยื่นมือสั่นเทามากุมมือผมไว้ ััความอบอุ่นที่ไร้ความผิดปกติใดๆ จากอุ้งมือของช่างบูรณะหนังสือผู้บ้าคลั่งความสมบูรณ์แบบคนนี้
"ค่ะนนท์... เวียนเชื่อใจนนท์..." เธอซุกหน้าลงกับอกแกร่งของผมอย่างยอมจำนนในที่สุด
"เด็กดีของนนท์..." ผมจูบเบาๆ ที่หน้าผากชุ่มเหงื่อของเธอ ก่อนจะช้อนตัวอุ้มร่างบางขึ้นมาในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย ร่างกายของวิเวียนเบาหวิวและอ่อนระทวยอยู่ในการควบคุมของผมอย่างสมบูรณ์แบบ
ผมอุ้มเธอลงบันไดช้าๆ ไปยังประตูด้านหลังร้านหนังสือ ละอองฝนสาดซัดเข้ามาทักทายผิวเนื้อเนียนละเอียดจนเธอสั่นสะท้านน้อยๆ ผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น นำเธอไปวางลงที่เบาะหลังของรถ SUV คันใหญ่ที่ผมเตรียมพร้อมไว้แล้ว เบาะหลังถูกปรับให้ราบเรียบและปูด้วยฟูกนอนหนานุ่มพร้อมผ้าห่มผืนใหญ่เพื่อให้เธอนอนพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบายที่สุดตลอดการเดินทาง
วิเวียนนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา มองดูผมปิดประตูรถและก้าวขึ้นมานั่งประจำตำแหน่งคนขับด้วยดวงตาปรือที่ยังคงงุนงงสับสนจากฤทธิ์ยา
ผมสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงเครื่องยนต์ดีเซลคำรามต่ำๆ ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องลั่นอ่าวประจวบคีรีขันธ์ ผมเปิดที่ปัดน้ำฝนเบอร์แรงที่สุดเพื่อปัดกวาดสายน้ำฝนที่สาดซัดกระจกหน้าอย่างไม่ขาดสาย จากนั้นเหยียบคันเร่งขับรถเคลื่อนตัวออกจากตรอกข้างร้านหนังสือ มุ่งตรงออกสู่ทางหลวงสายเอเชียมุ่งหน้าลงใต้
เส้นทางข้างหน้ามืดมิดและเต็มไปด้วยสายน้ำที่ไหลบ่า แสงไฟหน้ารถ SUV สาดทะลวงม่านฝนออกไปเป็ลำแสงสีขาวขุ่นสองเส้น พายุฝนและลมมรสุมพัดโหมกระหน่ำจนรถสั่นไหวเป็ระยะๆ ทว่ามือของผมที่จับพวงมาลัยยังคงมั่นคงและเยือกเย็นเป็ที่สุด ผมมองกระจกหลัง เห็นวิเวียนที่หลับใหลไปอีกครั้งภายใต้เงาความมืดของเบาะหลัง ใบหน้าของเธอยามหลับสงบราบเรียบไร้รอยชำรุดใดๆ และผมจะคอยดูแลบูรณะเธอให้อยู่ในสภาพนี้ชั่วนิรันดร
เป้าหมายถัดไปของเราคือบ้านพักตากอากาศส่วนตัวลึกลับท่ามกลางสวนผลไม้และป่าร้อนชื้นในจังหวัดชุมพรและจันทบุรี ที่นั่นจะเป็กรงทองแห่งใหม่ที่ลึกลับและมั่นคงยิ่งกว่าเดิม ไม่มีทางที่ตำรวจหรือใครหน้าไหนจะตามหาเราเจอ และที่สำคัญที่สุด... ที่นั่น วิเวียนจะตกอยู่ภายใต้การและการบูรณะของผมแต่เพียงผู้เดียวชั่วนิรันดร
รถ SUV คันใหญ่แล่นฝ่าความมืดและพายุฝนกระหน่ำ มุ่งหน้าสู่เส้นทางแห่งความตัณหาและพันธนาการที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทิ้งเื้ัของเมืองประจวบคีรีขันธ์และซากศพของนายตำรวจผู้พยายามท้าทายอำนวยความรักวิปลาสนี้ไว้ให้จมหายไปกับสายน้ำและกาลเวลา...
ผมยิ้มบางๆ ให้กับถนนสายยาวที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าใต้สายฝน เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะขัดขวางความตัณหาอันซ่อนเงียบของผมได้อีกต่อไปแล้ว