ค่ำคืนหลังจากที่หลิวเหมยนำตำราปกหนังเล่มนั้นมาซ่อนไว้ใต้หมอน เป็คืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของนาง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างสาดส่องลงบนเตียงนอน ราวกับจะพยายามเปิดโปงความลับที่นางซ่อนไว้ หลิวเหมยนอนนิ่งฟังเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเสี่ยวชุ่ยที่นอนเฝ้าอยู่หน้าห้อง เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงัด นางจึงค่อยๆ สอดมือเข้าไปใต้หมอน
ััของปกหนังที่เย็นเยียบทำให้ใจของนางสั่นสะท้าน นางหยิบสมุดเล่มนั้นออกมาอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะจุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ข้างเตียง แสงไฟสลัวๆ ทำให้ภาพวาดในตำราดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด เส้นสายที่พัวพันกันของชายหญิงในภาพดูราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้แสงเทียนที่วูบไหว
หลิวเหมยจ้องมองภาพเ่าั้ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ระหว่างความละอายใจที่ถูกปลูกฝังมาแต่เด็ก กับความโหยหาที่เริ่มหยั่งรากลึกลงในจิติญญา นางเริ่มสังเกตรายละเอียดที่นางมองข้ามไปเมื่อกลางวัน—หยาดเหงื่อที่ซึมตามแผ่นหลังของชายในภาพ ปลายนิ้วของสตรีที่จิกเกร็งลงบนบ่าแข็งแกร่ง และแววตาที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงจนลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง
ในแต่ละภาพที่นางพลิกผ่าน นางเริ่มเข้าใจถึงภาษาของร่างกายที่ไม่เคยมีใครสอนนาง วิธีที่มือของชายวางอยู่บนเอวของสตรีไม่ใช่เพียงการัั แต่เป็การที่อ่อนโยน วิธีที่สตรีเอียงคอให้ชายจูบไม่ใช่เพียงการยอมจำนน แต่เป็การเชิญชวนที่เต็มไปด้วยความปรารถนา วิธีที่ร่างกายทั้งสองโค้งงอเข้าหากันไม่ใช่เพียงการอยู่ใกล้กัน แต่เป็การหลอมรวมเป็หนึ่งเดียว
"ความรู้สึกเช่นนี้... มีอยู่จริงหรือ?" นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
นางหลับตาลงและพยายามจินตนาการถึงััเ่าั้บนร่างกายของตนเอง ความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านจากท้องน้อยลามไปทั่วสรรพางค์กายทำให้นางต้องบิดกายไปมาบนฟูกนุ่ม นางเริ่มรู้สึกว่ากรงทองที่นางอาศัยอยู่นั้นไม่ได้เพียงแต่กักขังร่างกายของนางไว้ แต่มันยังพยายามดับมอดเปลวไฟแห่งชีวิตที่กำลังลุกโชนขึ้นมานี้ด้วย
นางนึกถึงคำพูดของจางเหว่ยเมื่อบ่าย เขาพูดถึงการเป็แบบอย่างที่ดี การรักษาจารีตประเพณี การปฏิบัติตามหน้าที่ของสตรี แต่ไม่เคยพูดถึงความรู้สึก ไม่เคยพูดถึงความปรารถนา ไม่เคยพูดถึงการัักันด้วยความรัก นางเริ่มตระหนักว่าชีวิตแต่งงานที่รอคอยนางอยู่ข้างหน้าอาจจะเป็เพียงการขยายกรงทองให้ใหญ่ขึ้น แต่ยังคงเป็กรงอยู่ดี
ความคิดนี้ทำให้นางรู้สึกหดหู่และฏไปพร้อมๆ กัน นางมองไปที่ภาพในตำรา ที่ซึ่งสตรีในภาพดูมีความสุขและเป็อิสระ แม้จะอยู่ในอ้อมกอดของชาย แต่นางไม่ได้ดูเหมือนถูกจำกัด ทว่ากลับดูเหมือนได้รับการปลดปล่อย นางเริ่มสงสัยว่าความรักที่แท้จริงควรจะทำให้เรารู้สึกเป็อิสระ ไม่ใช่ถูกจองจำ
เช้าวันต่อมา หลิวเหมยตื่นขึ้นพร้อมกับรอยคล้ำจางๆ ใต้ดวงตา ทว่าแววตาของนางกลับดูคมกล้าและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางเดินไปยังสวนโบตั๋นตามปกติ ทว่าในวันนี้ บรรยากาศในสวนกลับดูต่างไปจากเดิม กลิ่นหอมของดอกไม้ดูจะรุนแรงขึ้น แสงแดดที่กระทบผิวดูจะอุ่นซ่านกว่าที่เคยเป็
นางเดินผ่านทางเดินหินอ่อนที่คุ้นเคย ผ่านศาลาไผ่ที่เคยเป็ที่หลบร่มของนาง ผ่านสระน้ำใสที่มีปลาทองแหวกว่ายอยู่เฉื่อยๆ ทุกอย่างดูเหมือนเดิม แต่สายตาของนางกลับเปลี่ยนไป นางเริ่มมองเห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ วิธีที่ใบไผ่โค้งงอตามสายลม วิธีที่แสงแดดส่องผ่านกิ่งไม้สร้างเงาที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ วิธีที่ดอกไม้เบ่งบานอย่างไม่อายใคร
และที่นั่นเอง... ท่ามกลางพุ่มดอกโบตั๋นสีแดงชาด นางได้พบกับความเปลี่ยนแปลงที่นางไม่คาดคิด
ชายวัยกลางคนร่างกำยำในชุดผ้าป่านหยาบสีเข้มกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่กับการพรวนดินและตัดแต่งกิ่งไม้ แผ่นหลังของเขาที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ขยับเขยื้อนตามจังหวะการทำงานดูแข็งแกร่งและมั่นคงอย่างยิ่ง ผิวพรรณของเขาเป็สีทองแดงเข้มจากการตรากตรำทำงานกลางแจ้งมาค่อนชีวิต ซึ่งช่างแตกต่างจากผิวขาวซีดและบอบบางของคุณชายจางเหว่ยอย่างสิ้นเชิง
หลิวเหมยหยุดชะงักฝีเท้า หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ชายผู้นี้ไม่ใช่คนสวนคนเดิมที่นางคุ้นเคย ลุงหวังที่ดูแลสวนมาตลอดเป็ชายชราที่ค่อมแค้ม มีผมหงอกและเดินเซ ทว่าชายคนนี้กลับดูแข็งแรงและเต็มไปด้วยพลัง มือของเขาที่กำเครื่องมือทำสวนดูมั่นคงและทรงพลัง ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเขาคล่องแคล่วและแน่วแน่
นางสังเกตเห็นวิธีที่เขาจับต้นกิ่งไม้ด้วยความระมัดระวังแต่เด็ดขาด วิธีที่เขาใช้มีดตัดแต่งอย่างแม่นยำ วิธีที่เขาพรวนดินรอบโคนต้นด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของพืช มันเป็การทำงานที่เต็มไปด้วยทักษะและประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงแรงงานหยาบ
"เ้าเป็ใคร? เหตุใดจึงมาอยู่ในสวนของข้า" หลิวเหมยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ ทว่าในใจกลับสั่นไหวอย่างประหลาดเมื่อเห็นความกำยำของชายตรงหน้า
ชายวัยกลางคนผู้นั้นหยุดมือจากการตัดแต่งกิ่งไม้ เขาค่อยๆ ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ร่างกายของเขาดูสูงใหญ่และทรงพลังกว่าที่นางจินตนาการไว้ในตอนแรก เมื่อเขาหันมาทางนาง หลิวเหมยเห็นใบหน้าที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ริ้วรอยจางๆ ที่หางตาและหน้าผากบ่งบอกถึงอายุที่ล่วงเข้าสู่วัยสี่สิบกลางๆ ทว่าดวงตาของเขากลับยังคงคมปลาบและมีประกายของความดุดันที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ
ใบหน้าของเขาไม่ได้หล่อเหลาแบบขุนนางอย่างจางเหว่ย แต่มีเสน่ห์ในแบบของชายที่เข้มแข็งและมีประสบการณ์ คิ้วเข้มที่ยาวเรียบ จมูกโดงที่แหลม ริมฝีปากที่หนาและมีรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก และกรามที่เหลี่ยมชัดเจน ทุกอย่างบนใบหน้าของเขาเล่าเื่ของชายที่ไม่เคยถูกปกป้องด้วยความสะดวกสบาย แต่ต้องต่อสู้กับชีวิตด้วยมือเปล่า
เขาประสานมือคารวะนางด้วยท่าทางที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้ดูเกร็งกร้าวหรือต่ำต้อยเหมือนข้ารับใช้ทั่วไป ทว่ากลับมีความสง่างามในแบบของชายที่รู้จักคุณค่าของตนเอง
"ข้าน้อยชื่อ อาชาง ขอรับ เป็คนสวนคนใหม่ที่นายท่านหลิวเพิ่งรับเข้ามาดูแลสวนโบตั๋นแทนลุงหวังที่ล้มป่วยลง เรียกข้าว่า ลุงชางก็ได้ขอรับ" น้ำเสียงของเขาต่ำ ทุ้มลึก และมีพลังอย่างที่หลิวเหมยไม่เคยได้ยินจากชายใดในชนชั้นสูง มันเป็น้ำเสียงของชายที่มีประสบการณ์และผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก
หลิวเหมยพบว่าตนเองกำลังจ้องมองใบหน้าของเขาอย่างลืมตัว มีบางอย่างในแววตาของลุงชางที่ทำให้นางนึกถึงภาพในตำราเล่มนั้น ไม่ใช่ภาพที่ชัดเจน แต่เป็ความรู้สึกเดียวกัน ความรู้สึกของความเข้มข้นและความมีชีวิตชีวา ความรู้สึกของชายที่รู้จักกับความปรารถนาและไม่กลัวที่จะแสดงออก
ใบหน้าของลุงชางดูคมเข้ม สันกรามเด่นชัด และมีรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากซึ่งดูเหมือนจะล่วงรู้ถึงความสับสนในใจของนาง แววตาของเขาไม่ได้หลบต่ำเหมือนข้ารับใช้ทั่วไป ทว่าเขากลับจ้องมองสบตานางตรงๆ ราวกับกำลังสำรวจลึกเข้าไปในจิติญญาของเด็กสาวที่ยังไม่เดียงสาต่อโลก
นางรู้สึกได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันไม่ใช่พลังงานที่อ่อนโยนและสุภาพเหมือนคุณชายจางเหว่ย แต่เป็พลังงานที่ดิบเถื่อนและเต็มไปด้วยชีวิต มันทำให้อากาศรอบตัวดูหนาแน่นขึ้น ทำให้การหายใจของนางไม่สม่ำเสมอ ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
"เ้า... ดูไม่เหมือนคนสวนทั่วไป" หลิวเหมยพึมพำเบาๆ พยายามหาคำพูดที่เหมาะสมเพื่อแสดงความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจ
ลุงชางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้ดูเยาะเย้ยหรือไม่สุภาพ แต่มีความอบอุ่นและความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ราวกับเขาเข้าใจดีว่านางกำลังรู้สึกอย่างไร
"คนสวนก็คือคนสวนขอรับคุณหนู หน้าที่ของข้าคือการทำให้ดอกไม้เหล่านี้เบ่งบานอย่างงดงามที่สุด... และบางครั้ง ดอกไม้ที่ดูบอบบางที่สุด ก็อาจจะ้าการดูแลที่รุนแรงและตรงไปตรงมามากกว่าการประคบประหงม" ลุงชางเอ่ยพร้อมกับเด็ดกิ่งไม้ที่แห้งเหี่ยวทิ้งไปอย่างรวดเร็วด้วยมือที่หยาบกร้านและทรงพลัง
การเคลื่อนไหวของเขาแม่นยำและเด็ดขาด เขาไม่ได้ลังเลหรือระมัดระวังเกินไป แต่ทำสิ่งที่จำเป็ต้องทำเพื่อให้ต้นไม้เติบโตได้ดีที่สุด นางเห็นวิธีที่เขาตัดกิ่งที่ป่วยออกไปอย่างไม่ปรานี เพื่อให้กิ่งที่แข็งแรงได้รับแสงแดดและสารอาหารมากขึ้น
คำพูดของเขาแฝงไปด้วยความนัยที่ทำให้หลิวเหมยรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า นางนึกถึงภาพในตำราที่นางแอบอ่านเมื่อคืน ภาพของความสัมพันธ์ที่ 'รุนแรงและตรงไปตรงมา' อย่างที่เขาว่า ภาพของชายที่ไม่ได้ประคบประหงมสตรีด้วยความสุภาพที่เ็า แต่ััด้วยความปรารถนาที่แรงกล้า
นางเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเริ่มอึดอัดขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันไม่ใช่ความอึดอัดจากจารีตประเพณี แต่มันคือความอึดอัดจากแรงดึงดูดบางอย่างที่นางไม่อาจอธิบายได้—แรงดึงดูดจากชายรุ่นใหญ่ที่มีความมั่นคงและดิบเถื่อนในคราวเดียวกัน
นางสังเกตเห็นวิธีที่เขามองนาง ไม่ใช่การมองด้วยความเคารพที่ห่างเหินเหมือนข้ารับใช้ทั่วไป แต่เป็การมองด้วยความสนใจที่แท้จริง ดวงตาของเขาเลื่อนไปตามใบหน้าของนาง ลงมาที่คอ แล้วกลับขึ้นมาที่ดวงตาอีกครั้ง การมองนั้นไม่ได้ดูลามกหรือไม่สุภาพ แต่มีความชื่นชมที่ตรงไปตรงมา ราวกับเขากำลังชื่นชมงานศิลปะชิ้นหนึ่ง
หลิวเหมยรู้สึกได้ถึงการมองนั้น มันทำให้ผิวพรรณของนางร้อนผ่าว ทำให้นางตระหนักถึงร่างกายของตนเองในแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน นางเริ่มสังเกตเห็นวิธีที่ชุดไหมของนางพัดไปมาตามสายลม วิธีที่แสงแดดส่องผ่านผ้าบางๆ วิธีที่เส้นผมของนางหลุดออกมาจากปิ่นหยกและปลิวไปตามลม
"คุณหนู... ท่านดูเหมือนจะมีบางอย่างในใจ" ลุงชางเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงแต่ยังคงมีความเข้มข้นอยู่ "บางครั้งการเก็บกดความรู้สึกไว้ข้างในอาจจะทำร้ายเราเองมากกว่าการแสดงออกมา"
คำพูดของเขาโดนใจหลิวเหมยอย่างแรง นางรู้สึกเหมือนเขาสามารถมองทะลุเข้าไปในจิตใจของนางได้ มองเห็นความปรารถนาที่ถูกกดทับ มองเห็นความโหยหาที่ถูกซ่อนไว้ มองเห็นความฏที่เริ่มก่อตัวขึ้น
"ข้า... ข้าไม่เข้าใจที่เ้าพูด" นางตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามปกปิดความจริงที่เขาเดาถูก
ลุงชางไม่ได้ตอบทันที เขาหันกลับไปทำงานของเขาต่อ แต่ยังคงพูดขณะที่ตัดแต่งกิ่งไม้ "ข้าเคยเห็นดอกไม้มากมายในชีวิต คุณหนู บางดอกได้รับแสงแดดและน้ำฝนอย่างเพียงพอ พวกมันเบ่งบานอย่างสวยงาม แต่บางดอกถูกปกป้องมากเกินไป ถูกเก็บไว้ในที่ร่มเงาเสมอ พวกมันอาจจะปลอดภัย แต่ก็ไม่เคยได้แสดงความงามที่แท้จริงออกมา"
หลิวเหมยรู้ดีว่าเขากำลังพูดถึงนาง นางคือดอกไม้ที่ถูกปกป้องมากเกินไป ถูกเก็บไว้ในกรงทองที่ปลอดภัยแต่ไร้ชีวิต นางไม่เคยได้ัักับแสงแดดที่แท้จริง ไม่เคยได้รับน้ำฝนของประสบการณ์ ไม่เคยได้เบ่งบานอย่างเต็มที่
"แล้วเ้าคิดว่า... ดอกไม้เ่าั้ควรจะทำอย่างไร?" นางถามด้วยความอยากรู้ที่แท้จริง
ลุงชางหยุดมือจากการทำงาน เขาหันมามองนางด้วยแววตาที่เข้มข้น "พวกมันควรจะได้เลือกเอง ว่าจะอยู่ในที่ร่มเงาต่อไป หรือจะก้าวออกมาสู่แสงแดด แม้จะต้องเสี่ยงกับพายุฝนและลมแรง แต่อย่างน้อยพวกมันจะได้รู้ว่าการมีชีวิตอย่างแท้จริงเป็อย่างไร"
คำตอบของเขาทำให้หัวใจของหลิวเหมยเต้นแรงขึ้น นางรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเรียกจากที่ลึกที่สุดของจิติญญา เสียงที่บอกให้นางก้าวออกจากกรงทอง ให้นางเสี่ยงกับการมีชีวิตที่แท้จริง
ขณะที่นางกำลังจะเดินเลี่ยงออกไป ความรู้สึกปั่นป่วนในใจทำให้นางไม่สามารถควบคุมการเดินได้ดี ปลายเท้าของนางกลับไปสะดุดเข้ากับรากไม้ที่โผล่พ้นดินขึ้นมา หลิวเหมยเสียหลักเซไปข้างหน้าทันที ร่างกายของนางโซเซไปข้างหน้าอย่างหยุดไม่ได้
"คุณหนู ระวัง!"
ก่อนที่ร่างของนางจะกระแทกพื้น มือที่แข็งแกร่งและหยาบกร้านของลุงชางก็พุ่งเข้ามาโอบรัดเอวของนางไว้ได้อย่างทันท่วงที การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วและแม่นยำ ราวกับสัญชาตญาณที่ฝึกฝนมาจากประสบการณ์มากมาย
หลิวเหมยรู้สึกได้ถึงความร้อนจากฝ่ามือที่ใหญ่และหนาของเขาที่ทะลุผ่านผ้าไหมเนื้อบางเข้ามาััผิวพรรณ มือของเขาแข็งแกร่งและมั่นคง ไม่เหมือนมือของคุณชายจางเหว่ยที่นุ่มนวลและเรียบเนียน มือของลุงชางมีรอยแผลเป็เล็กๆ น้อยๆ จากการทำงาน มีผิวที่หยาบกร้านจากการัักับดินและแสงแดด แต่มันให้ความรู้สึกมั่นคงและน่าเชื่อถือ
กลิ่นอายของดิน แสงแดด และเหงื่อไคลจากกายชายวัยฉกรรจ์โชยมาปะทะจมูก มันเป็กลิ่นที่ดิบเถื่อนทว่ากลับทำให้ใจของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรงกว่าครั้งใดๆ มันไม่ใช่กลิ่นหอมของน้ำหอมแพงๆ หรือกลิ่นของผ้าไหมที่ซักด้วยน้ำดอกไม้ แต่เป็กลิ่นของชายที่มีชีวิตจริง ที่ทำงานจริง ที่มีความรู้สึกจริง
ลุงชางไม่ได้รีบปล่อยมือจากเอวของนาง เขายังคงประคองนางไว้ครู่หนึ่ง ให้เวลานางได้หาสมดุลและยืนหยัดได้อย่างมั่นคง แววตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของหลิวเหมย ราวกับกำลังท้าทายและปลอบประโลมไปพร้อมๆ กัน
ใน่เวลาสั้นๆ นั้น หลิวเหมยรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน มีเพียงเขาและนางเท่านั้นที่อยู่ในจักรวาลนี้ นางเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บนใบหน้าของเขา รอยแผลเป็เล็กๆ ที่คิ้วซ้าย ขนตาที่ยาวและเข้ม ริ้วรอยจางๆ ที่มุมตาจากการยิ้มมากเกินไป และที่สำคัญที่สุด แววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความอบอุ่นที่นางไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน
ััจากมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยพละกำลังของชายวัยสี่สิบกลางๆ นั้นให้ความรู้สึกที่มั่นคงและทรงพลังอย่างที่นางไม่เคยได้รับจากััอันแ่เบาและสุภาพของคุณชายจางเหว่ยเลยแม้แต่น้อย มันเป็ััที่บอกว่าเขาจะปกป้องนาง ไม่ใช่ด้วยกฎเกณฑ์หรือจารีตประเพณี แต่ด้วยความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นของตัวเขาเอง
"คุณหนู... าเ็ตรงไหนหรือไม่ขอรับ?" ลุงชางเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาทุ้มลึกและนุ่มนวลลงอย่างประหลาด ทว่ายังคงแฝงไปด้วยความเด็ดขาด
หลิวเหมยได้สติ นางรู้สึกถึงความไม่เหมาะสมของสถานการณ์นี้ นางรีบขยับตัวออกจากการโอบกอดของเขาอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก นางพยายามจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่และหลบสายตาคมคู่นั้นที่ดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงความลับใต้หมอนของนาง
"ข้า... ข้าไม่เป็ไร ขอบใจเ้ามาก" นางตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า พยายามไม่ให้ความรู้สึกที่ปั่นป่วนในใจแสดงออกมา
ลุงชางยิ้มเบาๆ ราวกับเข้าใจดีว่านางกำลังรู้สึกอย่างไร "สวนแห่งนี้มีหลุมพรางและรากไม้ที่ซ่อนอยู่มากมาย หากคุณหนูจะเดินชมสวน... ข้าน้อยแนะนำให้เดินอย่างระมัดระวัง หรือไม่ก็หาคนนำทางที่รู้จักสวนนี้ดีพอ" ลุงชางเอ่ยทิ้งท้ายพร้อมกับก้มลงทำงานของเขาต่อ ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อชายผู้ผ่านโลกมามากเช่นเขาเลย
แต่หลิวเหมยรู้ดีว่าคำพูดของเขาแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกกว่าเดิม เขาไม่ได้พูดถึงเพียงการเดินในสวนเท่านั้น แต่เขากำลังพูดถึงการเดินทางในชีวิต การเลือกทางที่จะไป และการมีคนที่เข้าใจเส้นทางนั้นดีพอที่จะนำทาง
หลิวเหมยรีบเดินกลับเข้าเรือนนอนของตนเองทันที ทุกย่างก้าวที่นางเดินออกห่างจากลุงชาง นางรู้สึกเหมือนกำลังทิ้งบางสิ่งสำคัญไว้เื้ั นางปิดประตูลงและพิงแผ่นหลังกับบานไม้ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความตื่นเต้นที่ยังคงเผาไหม้อยู่ในอก
ััจากฝ่ามือที่ใหญ่และร้อนผ่าวของลุงชางยังคงหลงเหลือความรู้สึกอยู่บนผิวเอวของนาง ราวกับรอยประทับที่ไม่อาจลบเลือน กลิ่นอายของชายวัยกลางคนผู้นั้นดูเหมือนจะติดตรึงอยู่ในโสตประสาทอย่างไม่อาจสลัดหลุด มันทำให้นางนึกถึงภาพในตำราปกหนัง นึกถึงความเข้มข้นและความมีชีวิตชีวาที่นางโหยหา
นางเดินไปที่เตียงและหยิบตำราปกหนังออกมาอีกครั้ง นางเปิดไปยังหน้าที่มีภาพชายหญิงโอบกอดกัน และในครั้งนี้ ใบหน้าของชายในภาพที่นางจินตนาการถึง กลับกลายเป็ใบหน้าคมเข้มที่มีริ้วรอยแห่งประสบการณ์ของลุงชาง คนสวนคนใหม่ที่มีแววตาคมปลาบและร่างกายที่กำยำผู้นั้น
นางจินตนาการถึงมือที่หยาบกร้านแต่อ่อนโยนของเขาที่ลูบไล้ผิวพรรณของนาง จินตนาการถึงน้ำเสียงทุ้มลึกของเขาที่กระซิบคำหวานใส่หู จินตนาการถึงความมั่นคงและความแข็งแกร่งของเขาที่จะปกป้องและรักนางอย่างแท้จริง
"ข้ากำลังเป็อะไรไป..." นางพึมพำกับตัวเองด้วยความสับสน
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มกลับมาโจมตีจิตใจของนางอีกครั้ง นางคือคุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์ ส่วนเขาเป็เพียงคนสวนที่ต่ำต้อยและมีอายุคราวพ่อ ทว่าร่างกายของนางกลับทรยศต่อความคิด ความร้อนรุ่มที่ลุงชางทิ้งไว้ในใจกลับดูเหมือนจะเรียกร้องให้มีการััที่มากกว่าเดิม ความมั่นคงและพละกำลังของชายรุ่นใหญ่กลับดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน
นางนึกถึงคำพูดของเขาเื่ดอกไม้ที่ต้องเลือกระหว่างการอยู่ในที่ร่มเงาอย่างปลอดภัยกับการก้าวออกสู่แสงแดดอย่างเสี่ยงภัย นางเริ่มเข้าใจว่าชีวิตของนางอยู่ ณ จุดเปลี่ยนสำคัญ นางสามารถเลือกที่จะยอมรับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ให้ แต่งงานกับจางเหว่ย ใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมตามจารีตประเพณี หรือนางจะเลือกที่จะฟังเสียงเรียกจากหัวใจ แม้จะต้องเสี่ยงกับการสูญเสียทุกอย่างที่นางมี
หลิวเหมยเริ่มตระหนักว่า รอยร้าวในกรงทองของนางไม่ได้เพียงแต่ขยายกว้างขึ้น แต่มันกำลังจะพังทลายลงมา และผู้ที่จะทำลายมันอาจไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือชายวัยกลางคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาในชีวิตของนางพร้อมกับกลิ่นอายของดินและพละกำลังที่ดิบเถื่อนผู้นี้
นางมองออกไปนอกหน้าต่างสู่สวนโบตั๋น ที่ซึ่งลุงชางยังคงทำงานอยู่ภายใต้แสงแดดยามบ่าย ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและมั่นใจ ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยจุดประสงค์และความหมาย ไม่เหมือนชีวิตของนางที่เต็มไปด้วยพิธีรีตองที่ว่างเปล่า
กลิ่นอายของความเปลี่ยนแปลงได้เริ่มขึ้นแล้ว และนางรู้ดีว่าชีวิตที่แสนสงบและน่าเบื่อหน่ายของนางจะไม่มีวันกลับมาเป็เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ว่านางจะเลือกทางใด ชีวิตของนางจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล และในใจลึกๆ นางรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นคือสิ่งที่นางโหยหามาตลอด