บทที่ 36 ราวกับฝนตกบนหลังคาที่แห้งแล้ง!
สำนักพิมพ์จากสหรัฐฯ ได้ส่งข่าวมาว่า คาเมรอนยินดีที่จะช่วยเขียนคำนำ และระบุว่าจะพิมพ์ฉบับแรกสองแสนเล่ม ในราคา 25 ดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ลั่วโหวค่อนข้างมีความสุข
แต่ความเป็นจริงแล้ว ในสหรัฐอเมริกา ราคาที่สำนักพิมพ์ขายส่งออกไปนั้นจะอยู่ที่ประมาณหกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของราคาที่กำหนด ซึ่งหมายความว่าลั่วโหวจะได้รับค่าลิขสิทธิ์ก่อนหักภาษีจากฉบับแรก 325,000 ดอลลาร์สหรัฐ!
แล้วเรื่องภาษีล่ะ? เนื่องจากลั่วโหวไม่ใช่คนสัญชาติอเมริกัน เขาจึงไม่จำเป็นต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกับคนอเมริกัน แต่ก็มีประมาณ สิบสองเปอร์เซ็นต์ที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ลั่วโหวเป็นคนสัญชาติจีน แม้ว่าเงินที่ได้จะมาจากต่างประเทศ เขาก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศจีน แต่ถ้าเงินที่ได้จากต่างประเทศนั้นเสียภาษีไปแล้ว และอัตราภาษีสูงกว่าในประเทศ เขาก็ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มในประเทศจีนอีก แต่ถ้าอัตราภาษีต่างประเทศต่ำกว่าในประเทศ ลั่วโหวก็จะต้องจ่าย ‘ส่วนต่าง’ เพิ่มเติม
เนื่องจากอัตราภาษีค่าลิขสิทธิ์ในประเทศจีนต่ำกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นลั่วโหวจึงไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มในประเทศจีนอีก
รายได้ก่อนหักภาษี 325,000 ดอลลาร์สหรัฐ รายได้หลังหักภาษี 286,000 ดอลลาร์สหรัฐ!
นี่มันราวกับฝนตกบนหลังคาที่แห้งแล้ง!
ลั่วโหวจึงให้ตัวแทนของสำนักพิมพ์ช่วยใช้หนังสือเดินทางของพ่อเปิดบัญชีธนาคารในสหรัฐฯ เงินเหล่านี้จึงไม่ต้องโอนกลับมายังประเทศจีนแล้ว แต่ฝากไว้ในบัญชีธนาคารของพ่อในสหรัฐฯโดยตรง
จากนั้นก็มอบหมายให้ตัวแทนใช้ชื่อของพ่อเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นด้วย และในปีนั้น พ่อของลั่วโหวในฐานะชาวต่างชาติสามารถเล่นหุ้นในสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษีใด ๆ เลย แต่คนอเมริกันต้องเสียภาษีเงินได้พิเศษระยะสั้นสูงถึงสาบสิบห้าเปอร์เซ็นต์ หรือภาษีเงินได้พิเศษระยะยาวสิบห้าเปอร์เซ็นต์
‘ระยะสั้น’ หมายถึงไม่เกินสิบแปดเดือน
ในเวลานั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯนับว่าเต็มไปด้วยทองคำเลยทีเดียว!
หนังอวตารจะเข้าฉายอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนธันวาคม ก่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาสของชาวตะวันตก!
ในเวลานั้น สำนักพิมพ์ ‘โลกวิทยาศาสตร์’ ก็ได้รับข้อมูลตอบกลับจากลั่วโหวแล้วว่า ฝั่งสหรัฐฯเริ่มผลิตฉบับภาษาอังกฤษแล้ว พวกเขาควรใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ เพิ่มรูปภาพสีให้มากขึ้น และเตรียมพิมพ์ฉบับที่สาม
สำนักพิมพ์ได้เตรียมพร้อมแล้ว!
แน่นอนว่า หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็เริ่มมีการโปรโมต ‘อวตาร’ อีกครั้ง นักข่าวจากสำนักข่าวเมืองจินหนิงได้มาที่มหาวิทยาลัยจินหนิงเพื่อสัมภาษณ์ลั่วโหว ครั้งนี้นักข่าวไม่ได้มาเล่น ๆ เมื่อไม่พบลั่วโหวที่มหาวิทยาลัย สุดท้ายก็ได้ไปเยี่ยมบ้านของเขาภายใต้การนำของอาจารย์เถียน
ลั่วโหวได้ให้สัมภาษณ์ยาว ๆ กับนักข่าวด้วย
สิ่งที่ควรสรรเสริญก็สรรเสริญ สิ่งที่ควรถ่อมตนก็ถ่อมตน!
เมื่อนักข่าวถามลั่วโหวว่ายังมีแผนการเขียนหนังสืออีกหรือไม่ ลั่วโหว ตอบว่า มี แต่ต้องรอจนกระแสร้อนแรงของ ‘อวตาร’ จางหายไปก่อน
ลั่วโหวคิดในใจว่า ‘จริง ๆ แล้ว รอจนฉันเป็นแชมป์โอลิมปิกก่อน ตอนนั้นการเขียนหนังสือคงจะเป็นวิธีหารายได้เสริมที่ดี’
นักข่าวถามว่าทำไมลั่วโหวถึงขาดเรียนบ่อย ๆ
ลั่วโหวตอบว่า “เพราะโรงเรียนสอนไม่ได้ตามที่ผมต้องการแล้ว แต่ผมยังต้องการสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ร่วมกัน มนุษย์ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวจากสังคมได้ ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะไม่ลาออกแต่ก็ไม่ไปเรียน ขอขอบคุณทางมหาวิทยาลัยและคณาจารย์ที่เข้าใจและสนับสนุน”
แต่ลั่วโหวก็พูดต่อว่า “แต่ผมหวังว่าคุณจะไม่ลงเรื่องนี้ในหนังสือพิมพ์ เพราะอาจจะทำให้เกิดการลอกเลียนแบบได้”
หนังสือพิมพ์จินหนิงได้ลงบทสัมภาษณ์ของลั่วโหว ทำให้เกิดความวุ่นวายไม่น้อยในเมืองจินหนิง!
เพราะนักข่าวเน้นย้ำถึง ‘ผลประโยชน์ทางวัตถุ’ ของลั่วโหวจากหนังสือ ‘อวตาร’ ซึ่งในยุคนี้ของประเทศจีน มีนักเขียนคนไหนบ้างที่เขียนหนังสือแล้วร่ำรวยได้
ชั่วขณะหนึ่ง ลั่วโหวกลายเป็น ‘นักเขียนหนุ่ม’ ที่ร้อนแรงที่สุดในประเทศจีน!
อีกทั้งยังกลายเป็นไอดอลของนักเรียนมัธยมและนักศึกษาจำนวนมาก!
คืนหนึ่งหลังจากบทสัมภาษณ์ได้ลงพิมพ์ ลั่วโหวอยู่บ้านรองนายกถัง ถังเทียนเจ๋อกลับมาจากมหาวิทยาลัยพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ เดินเข้ามาบอกแม่ว่า “เหนื่อยจังเลย!”
ปรากฏว่าเป็นจดหมายจากนักเรียนในเมืองจินหนิงที่เขียนถึงลั่วโหวนั่นเอง
สมัยนี้ การมีเพื่อนทางจดหมายกำลังได้รับความนิยม
และการส่งจดหมายธรรมดาก็ถูกมากเพียงแค่ 8 เฟิน*[1]
ลั่วโหวเปิดดูจดหมายสักพักแล้วพูดกับถังเทียนเจ๋อ “อืม ฉันไม่มีเวลาตอบจดหมายพวกนั้นหรอก ดูยังไม่ทันเลย!”
ถังเทียนเจ๋อพูดว่า “น่าเสียดายจริง ๆ มีคนจำนวนมากที่เขียนมาด้วยความจริงใจ แต่นายกลับไม่สนใจเลย”
รองนายกถังหัวเราะแล้วพูดว่า “คนสำคัญจะมีเวลาดูจดหมายทุกวันได้อย่างไรกัน”
ถังเทียนเจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เขาเป็นคนสำคัญที่ไหนกัน!”
ตอนกลางคืน ลั่วโหวกลับบ้านพร้อมกับจดหมายเหล่านั้น เขามอบหมายให้น้าเล็กดูจดหมายแทน และพูดว่า “ถ้าน้าเห็นจดหมายฉบับไหนน่าประทับใจ ช่วยตอบแทนผมด้วยนะ”
น้าเล็กตอบรับ “ไม่มีปัญหา การดูจดหมายคงจะเป็นงานที่น่าสนใจดี”
หลังจากอาบน้ำอุ่นแล้ว ลั่วโหวก็เข้าไปในห้องของพี่สาวและน้าเล็ก ตอนนั้นมีเพียงลั่วเสวียนอยู่ในห้อง ส่วนน้าเล็กกำลังดูจดหมายอยู่ในห้องนั่งเล่น
พอเห็นพี่สาวกำลังฝึกท่าการหมุนเวียนลมปราณอยู่ เขาจึงไม่รบกวน เพราะช่วงเวลานี้ห้ามรบกวนเด็ดขาด
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ลั่วเสวียนก็ฝึกการหมุนเวียนลมปราณเสร็จแล้วออกมาจากห้อง พอเห็นจดหมายมากมายก็ประหลาดใจ จึงถามลั่วโหวว่าได้จดหมายเหล่านี้มาอย่างไร ลั่วโหวตอบไปว่าถังเทียนเจ๋อช่วยนำมาให้ เมื่อลั่วเสวียนได้ยินดังนั้นก็เงียบไป
น้าเล็กหัวเราะคิกคัก
ตอนนี้เป็นเวลาประมาณสี่ทุ่ม พ่อและแม่ของพวกเขากลับห้องไปแล้ว
ลั่วโหวนั่งข้าง ๆ พี่สาวที่มีสีหน้าเย็นชา เห็นได้ชัดว่าเธอหึงหวงเล็กน้อย
ลั่วโหวคิดในใจว่า ‘โถ่ พักอยู่บ้านกับพ่อแม่ไม่สะดวกจริง ๆ ปกติเวลานี้น่าจะกอดปลอบพี่สาวได้ แต่พ่อแม่อยู่ในห้อง ถ้าทำแบบนั้นแล้วพวกท่านออกมา มันจะน่าอายมาก พี่สาวไม่ใช่แค่แฟนของฉัน แต่ยังเป็นลูกสาวคนดีของพ่อแม่ด้วย ตอนนี้พ่อแม่คงสนับสนุนพี่สาวมากกว่า แม้จะต้องทำให้ลูกชายอย่างฉันเสียใจก็ตาม เพราะไม่อยากให้พี่สาวเสียใจ’
ลั่วเสวียนเป็นเด็กสาวที่ฉลาด ช่วงหลังมานี้ลั่วโหวไปบ้านตระกูลถังบ่อยเกินไป ทำให้ลั่วเสวียนรู้สึก ‘กังวล’ อยู่บ้าง!
ลั่วโหวไม่อยากเห็นพี่สาวมีปมในใจ จึงหยิบจดหมายไปหลายฉบับ พร้อมจูงมือพี่สาวไปยังห้องของตน
ลั่วเสวียนถูกเขาจูงไป ขณะที่น้าเล็กเดินตามหลังมาด้วยรอยยิ้ม
เมื่อปิดประตูห้อง ลั่วเสวียนย่นจมูกและยกริมฝีปากขึ้นแสดงอาการงอน ลั่วโหวกอดเอวเธอไว้ จูบหน้าผากเบา ๆ พร้อมพูดว่า “หวงอะไรกันเล่า นี่เป็นสังคมสมัยใหม่แล้ว ผมแต่งงานได้เพียงคนเดียว แม้ในอนาคตผมจะไปสร้างประเทศใหม่ ก็จะมีพระราชินีองค์เดียวคือพี่!”
ลั่วเสวียนตบเขาเบา ๆ แล้วก้มหน้างุด
ลั่วโหวจูบแก้มพี่สาวอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยมือออก “เอาละ อย่าทำให้พ่อแม่ตื่นสิ น้าเล็กยังหัวเราะเราอยู่เลย รออีกสักพักเราจะย้ายไปอยู่บ้านชั้นบน แล้วให้พวกเขาสามคนอยู่ชั้นล่างไปเลย”
ลั่วเสวียนกัดริมฝีปากแล้วยิ้ม
*[1] เฟิน หมายถึง ค่าเงินของจีนที่ต่ำกว่าหยวน 100 เฟิน มีค่าเท่ากับ 1 หยวน