ในห้องลับอันหรูหราที่ตั้งอยู่ส่วนลึกของหอโคมแดง แสงจากโคมระย้าสาดส่องลงมาบนพื้นปูพรมสีแดงสด เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อดีถูกแกะสลักด้วยลวดลายซับซ้อนที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่ง ภายในห้องนี้เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของธูปดอกไม้ที่จางๆ
เฉาอิง ร่างบางในชุดดำสนิทที่ออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนไหวเงียบกริบ นางเป็ที่เลื่องลือในฐานะผู้ลอบสังหารในยามราตรี คุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้นำหอโคมแดง ใบหน้าของนางเยือกเย็นและไร้อารมณ์ข้างนางคือกู่เหลียง ผู้มีผิวซีดและนิ้วมือที่ยาวเรียว ชายผู้นี้เป็ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษที่ชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ เขาก้มโค้งศีรษะต่ำ ดวงตาของเขาฉายแววเ้าเล่ห์
“นายหญิง” เฉาอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่มั่นคง
“เฉินฟูฟู่ผู้นั้น ตอนนี้ถูกควบคุมตัวไว้ในคุกใต้ดินสำเร็จโทษของเรา เขาแข็งแกร่งกว่าที่คาด แต่ข้าสามารถยืนยันได้ว่าเขาไม่มีทางหลบหนีได้”
กู่เหลียงยิ้มเย็น “นอกจากจะถูกพันธนาการด้วยโซ่ที่สะกดพลัง ข้ายังได้จัดเตรียมพิษที่ทำให้พลังปราณของเขาไม่สามารถฟื้นฟูได้โดยง่าย หากเขาคิดจะต่อต้าน ข้ารับรองได้ว่าพิษนี้จะทำให้เขาอ่อนแอลงเรื่อย ๆ”
ผู้นำหอโคมแดงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อดี มือเรียวยาววางบนพนักแขน นางมองทั้งสองด้วยสายตาเยือกเย็นที่ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ “ดีมาก... แต่ยังไม่พอ ข้า้าให้พวกเ้าทำให้เขาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหยกโบราณ และเป้าหมายที่แท้จริงของเขา”
เฉาอิงพยักหน้า “ข้าจะจัดการเื่นี้อย่างรอบคอบ ไม่มีความลับใดที่เขาจะเก็บไว้จากเราได้”
กู่เหลียงหัวเราะเบา ๆ “และถ้าเขาไม่พูด... พิษของข้าก็มีวิธีที่ทำให้เขาเสียใจกับความดื้อรั้นนั้น”
ผู้นำหอโคมแดงพยักหน้าเล็กน้อย “พวกเ้าทำงานได้ดี อย่าให้ข้าผิดหวัง... จำไว้ว่า เฉินฟูฟู่ไม่ใช่แค่ศัตรูของเรา แต่เขาอาจเป็กุญแจสำคัญในการควบคุมยุทธภพนี้”ทั้งเฉาอิงและกู่เหลียงก้มศีรษะลึก ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องลับ ทิ้งให้ผู้นำหอโคมแดงนั่งอยู่ลำพังพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์
ชิงเหลียนรู้สึกหนักอึ้งราวกับร่างกายของนางถูกพันธนาการด้วยเงามืด ใบหน้าของนางแนบกับพื้นเย็นเฉียบ กลิ่นหอมจางๆ ของธูปบางอย่างยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ เปลือกตาของนางกระพริบช้าๆ ก่อนจะลืมขึ้น ดวงตาสีเข้มจับจ้องไปยังเพดานไม้เหนือศีรษะ นางพยายามขยับตัว แต่รู้สึกถึงอาการมึนงงที่แล่นไปทั่วร่าง
"เซียวหูหลี่..." นางเรียกเสียงแ่
ร่างของจิ้งจอกสาวนอนอยู่ไม่ไกล ดวงตาของนางยังคงพร่ามัวก่อนจะกระพริบถี่ๆ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้น เซียวหูหลี่ขยับหูของนางเล็กน้อย ขณะที่พยายามตั้งสติ
“นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น” นางพึมพำ
ชิงเหลียนยันตัวลุกขึ้น พยายามรวบรวมความทรงจำ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว—พวกนางอยู่ที่หอโคมแดง เฉินฟูฟู่ถูกเชิญเข้าไปเพียงลำพัง จากนั้นสาวงามรินน้ำชาให้พวกนาง... แล้วภาพก็ตัดไป
"เราโดนเล่นงาน" ชิงเหลียนกัดฟันแน่น ความโกรธแล่นขึ้นมาในใจ นางเหลียวมองไปรอบๆ ห้อง ห้องนี้ไม่ใช่ห้องรับรองเดิมที่พวกนางเคยนั่งอยู่ แต่เป็ห้องแคบๆ ที่ดูเหมือนจะเป็ห้องกักกัน เซียวหูหลี่ขยับตัว ก่อนจะสะบัดแขนเล็กน้อย ร่างกายของนางยังคงอ่อนแรง แต่นางก็พยายามฝืนตัวเองให้ลุกขึ้น “แล้ว... เฉินฟูฟู่ล่ะ?”
ดวงตาของชิงเหลียนฉายแววเคร่งเครียด นางกำหมัดแน่นก่อนจะตอบ “ถ้าพวกมันวางยาพวกเราได้ ก็หมายความว่าเฉินฟูฟู่กำลังตกอยู่ในอันตราย”เซียวหูหลี่พยักหน้า นางขยับนิ้วเรียวบางและใช้พลังปราณเพื่อลดผลกระทบของพิษที่ตกค้างในร่างกาย
“เราต้องหาทางออกจากที่นี่ และหาตัวเขาให้พบ”
ชิงเหลียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่นางรู้ว่าเวลามีค่าเกินกว่าจะมามัวลังเล นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะมองไปรอบๆ
"พวกมันคิดว่าเราจะเป็แค่เหยื่อที่หมดสภาพงั้นหรือ? เราจะทำให้พวกมันรู้ว่า... พวกมันคิดผิด"
สายตาของทั้งสองสบกัน ก่อนที่พวกนางจะเริ่มลงมือ หาวิธีออกจากห้องกักกันนี้ เพื่อช่วยเหลือเฉินฟูฟู่ให้ได้ชิงเหลียนใช้มือลูบกำแพงไม้เก่า พลางสำรวจรอยต่อของไม้แต่ละแผ่น นางเอียงหูฟังเสียงเบา ๆ ขณะที่เคาะไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
"ที่นี่มีช่องว่างอยู่" นางพึมพำ ก่อนจะหันไปหาเซียวหูหลี่ "บางทีเราอาจเปิดทางออกได้"
เซียวหูหลี่ย่อกายลง พลางใช้กรงเล็บจิ้งจอกของนางกรีดไปตามรอยแยกของแผ่นไม้ ความคมของกรงเล็บเจาะทะลุเนื้อไม้ได้โดยง่าย เพียงไม่นาน แผ่นไม้บางส่วนก็เริ่มหลุดออก เผยให้เห็นโพรงแคบ ๆ ที่พอให้ร่างของพวกนางเล็ดลอดผ่านไปได้
“ดีมาก” ชิงเหลียนเอ่ยเสียงต่ำ นางเร่งขยับแผ่นไม้เพิ่ม ช่องทางลับที่ซ่อนอยู่ด้านหลังกำแพงนี้อาจนำพวกนางไปสู่เส้นทางหลบหนี หรืออาจเป็เพียงอีกกับดักหนึ่งของหอโคมแดงแต่ไม่ว่าทางไหน นางไม่มีเวลามัวลังเลอีกแล้ว
เซียวหูหลี่ยิ้มบาง ๆ พลางขยับตัวเข้าไปในช่องทาง "ไปกันเถอะ ก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวว่าพวกเราไม่ได้หมดพิษไปเสียทีเดียว"
ชิงเหลียนพยักหน้า นางมองไปรอบ ๆ ห้องเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวตามเซียวหูหลี่เข้าไปในความมืดเบื้องหน้า..
อุโมงค์ลับเื้ัผนังไม้ทอดยาวไปในความมืด มีเพียงแสงเลือนรางจากรอยแตกของไม้ที่ทำให้พวกนางพอเห็นเส้นทางข้างหน้า
กลิ่นอับชื้นของดินปะปนไปกับกลิ่นสมุนไพรบางอย่าง ทำให้ชิงเหลียนต้องระวังตัวมากขึ้น นางรู้ดีว่าหอโคมแดงเต็มไปด้วยเล่ห์กล อาจมีพิษหรือกับดักซ่อนอยู่
"กลิ่นนี้… มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล" เซียวหูหลี่กระซิบเบา ๆ ขณะที่นางย่อตัวลงสำรวจพื้น
ชิงเหลียนแตะที่ผนังเบา ๆ ััได้ถึงรอยสลักบางอย่าง นางเพ่งมองก่อนจะพบว่าเป็อักษรโบราณจาง ๆ
หัวใจของนางเต้นแรงขึ้น นี่อาจหมายถึงที่คุมขังเฉินฟูฟู่ หรืออาจเป็อีกกับดักหนึ่ง แต่ไม่ว่ายังไง นางไม่มีทางถอยแล้ว
"เราไปต่อกันเถอะ" นางกล่าวเสียงแน่วแน่
เซียวหูหลี่พยักหน้า ก่อนทั้งคู่จะก้าวลึกเข้าไปในเงามืดที่ทอดยาวเบื้องหน้า…อุโมงค์ใต้ดินเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจของพวกนางและเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบพื้นดิน
แสงสลัวจากคบไฟที่ติดอยู่ตามผนังให้ความสว่างเพียงเล็กน้อย เงาของชิงเหลียนและเซียวหูหลี่ทอดยาวไปบนพื้นขรุขระ นางทั้งสองก้าวเดินด้วยความระมัดระวัง หูเงี่ยฟังเสียงความเคลื่อนไหวรอบตัว
จู่ๆ เซียวหูหลี่ก็หยุดชะงัก ขนบนหลังของนางลุกชัน ดวงตาจิ้งจอกของนางหรี่ลงจับจ้องไปข้างหน้า
"มีบางอย่างอยู่ตรงนั้น" นางกระซิบ
ชิงเหลียนมองตามสายตานาง เห็นเพียงเงาตะคุ่มบางอย่างเคลื่อนไหวในความมืด มันอยู่ไม่ไกลจากพวกนางมากนัก
"เ้าคิดว่าเป็ศัตรูหรือไม่?" ชิงเหลียนถามเสียงเบา
"ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม" เซียวหูหลี่ตอบ
มือของชิงเหลียนจับกระบี่แน่น ขณะที่เซียวหูหลี่ปล่อยพลังปราณอ่อนๆ ไว้รอบตัวเพื่อเตรียมรับมือ ทั้งสองค่อยๆ ย่องไปข้างหน้า หัวใจเต้นแรงขึ้นทุกย่างก้าวเมื่อพวกนางเข้าใกล้เงานั้น มันขยับตัวอย่างรวดเร็ว…!
เงานั้นพุ่งเข้าหาพวกนางด้วยความว่องไว รวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน!
ชิงเหลียนสะบัดกระบี่ ฟาดฟันไปข้างหน้า ขณะที่เซียวหูหลี่กระโจนหลบไปทางด้านข้าง ปราณจิ้งจอกของนางพลุ่งพล่าน พร้อมจะตอบโต้ทุกการโจมตี
"ระวัง!" ชิงเหลียนะโ เมื่อเห็นเงานั้นเคลื่อนไหวอีกครั้ง
คราวนี้มันโฉบเข้าใกล้ เผยให้เห็นร่างที่แท้จริง—เป็นักฆ่าในชุดดำที่ใช้วิชากายาเงาเคลื่อนตัวไปมาในความมืด ดวงตาของเขาเ็า ไร้ซึ่งความลังเล
"เป้าหมายของเ้าคืออะไร!" เซียวหูหลี่ตวาดถาม แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมีเพียงกระบี่สีดำสนิทที่พุ่งเข้าใส่พวกนาง!
ชิงเหลียนสะบัดกระบี่ขึ้นรับแรงปะทะ ประกายไฟแตกกระจายเมื่อโลหะปะทะกัน เสียงกระบี่กระทบกันดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันของห้องใต้ดิน
เซียวหูหลี่ใช้ความว่องไวของนางพุ่งออกด้านข้าง พลางสะบัดแขนเสื้อ ปลดปล่อยปราณจิ้งจอกเป็ม่านพลังบาง ๆ กั้นระหว่างพวกนางกับนักฆ่าในเงามืด
"ถ้าพวกเ้าไม่ตอบ ข้าจะใช้กำลังถามเอง!" ชิงเหลียนกระแทกเท้าลงกับพื้น ก่อนจะฟาดกระบี่เข้าใส่ศัตรูอย่างดุดัน
ชายชุดดำไม่พูดสิ่งใด เพียงหมุนตัวหลบกระบวนท่าของนางราวกับรู้ทันทุกการเคลื่อนไหว ดวงตาเ็านั้นจ้องมองมาราวกับไร้ความรู้สึก
"นี่มันไม่ใช่นักฆ่าทั่วไป..." เซียวหูหลี่พึมพำ พลางถอยหลังมาตั้งหลัก นางััได้ถึงไอสังหารที่เย็นเยียบ ราวกับคนผู้นี้ไม่ได้มีชีวิตอย่างที่ควรจะเป็
ชิงเหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นบางอย่างบนหน้ากากของนักฆ่า ดวงตาของนางเบิกกว้าง
"นี่มัน..."ก่อนที่นางจะทันพูดจบ นักฆ่าพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง ด้วยความเร็วที่เหนืุ์!
ชิงเหลียนเบี่ยงตัวหลบฉิวเฉียด แต่แรงลมจากกระบี่ดำเฉียดแก้มของนางไปเพียงปลายเส้นผม! นางรีบตั้งหลัก ใช้กระบี่สะท้อนแรงกลับเพื่อถ่วงเวลา
เซียวหูหลี่ขมวดคิ้ว นางสะบัดมือวาดอักขระในอากาศ ปราณจิ้งจอกเปล่งประกายจาง ๆ ก่อนที่เปลวเพลิงสีเงินจะลุกวาบขึ้นรอบร่างนักฆ่า
แต่ผิดคาด—แทนที่ไฟจะเผาไหม้ ร่างของเขากลับซึมซับเปลวเพลิงนั้นเข้าไป!
“อะไรกัน...!” เซียวหูหลี่อุทาน นางไม่เคยเห็นผู้ใดดูดซับพลังปราณเช่นนี้มาก่อน
“ไม่ใช่คน... หรือเป็ผู้ฝึกพลังมาร?” ชิงเหลียนกัดฟัน นางเงื้อกระบี่ขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้นางเล็งไปที่หน้ากากของศัตรู
นักฆ่าหลบกระบี่ของชิงเหลียนได้อย่างเฉียดฉิว แต่ปลายกระบี่กลับสะกิดหน้ากากจนมันแตกร้าวเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานที่ซ่อนอยู่เื้ั
“นี่มัน… ตาแบบนี้…” ชิงเหลียนรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง ดวงตานี้—นางเคยเห็นมันมาก่อน!
“ชิงเหลียน ระวัง!” เซียวหูหลี่ะโ
นักฆ่าใช้่ชุลมุนพุ่งเข้าหานางด้วยความเร็วเหนืุ์!
ชิงเหลียนแทบไม่ทันตั้งตัว แต่ด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้ นางเบี่ยงกายถอยหลังและยกกระบี่ขึ้นตั้งรับ ทว่าความเร็วของนักฆ่ากลับเหนือกว่าที่นางคาดคิด เขาปรากฏตัวตรงหน้าราวกับเงาที่ไร้ตัวตน ปลายกระบี่ดำของเขาแทงตรงเข้าหากลางอกของชิงเหลียน!
ฉัวะ!
เสียงเสื้อผ้าถูกเฉือนดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาที แต่ก่อนที่กระบี่จะััเนื้อ เซียวหูหลี่พุ่งตัวเข้ามาขวางไว้ นางใช้กรงเล็บจิ้งจอกปัดคมกระบี่ให้เบี่ยงออกไปด้านข้าง แต่แรงกระแทกทำให้นางกระเด็นไปชนกำแพงอย่างจัง
“เซียวหูหลี่!” ชิงเหลียนร้องลั่น นางรีบฉวยโอกาสฟาดกระบี่สวนกลับ นักฆ่าถอยหลังไปเล็กน้อย แต่ดวงตาสีแดงของเขายังคงจ้องมองอย่างเ็า
เซียวหูหลี่กัดฟันพยุงตัวขึ้น แม้จะได้รับาเ็ แต่นางไม่อาจปล่อยให้ศัตรูเล่นงานพวกนางได้ง่าย ๆ
“หมอนี่ไม่ใช่นักฆ่าธรรมดา… มันดูดซับพลังของข้าได้” นางกล่าวพลางปาดเืที่มุมปาก
ชิงเหลียนหรี่ตา ดูดซับพลัง?
หากเป็เช่นนั้นจริง ต่อสู้ด้วยพลังปราณอาจไร้ประโยชน์… พวกนางต้องหาวิธีอื่น!
นักฆ่าไม่ปล่อยโอกาสให้พวกนางได้ตั้งหลักอีกครั้ง เขาพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสายฟ้า คราวนี้เป้าหมายของเขาคือเซียวหูหลี่ที่ยังไม่ทันตั้งตัว!
เสียงคมอาวุธปะทะกันดังสนั่น ชิงเหลียนกระโจนเข้าขวางโดยไม่ลังเล ปลายกระบี่ของนางปะทะกับกระบี่ดำของนักฆ่าจนเกิดประกายไฟกลางความมืด
เซียวหูหลี่ฉวยโอกาสนี้ดีดตัวถอยหลัง ตั้งหลักใหม่ก่อนจะสะบัดมือเรียกพลังปราณจิ้งจอกให้หลั่งไหลออกมา แม้พลังของนางจะถูกดูดซับ แต่นางยังมีไหวพริบเป็อาวุธ!
“ชิงเหลียน! ล่อมันไปที่แสงจันทร์!” นางะโ
ชิงเหลียนเข้าใจทันที นางพุ่งโจมตีต่อเนื่อง กวาดกระบี่ในมืออย่างคล่องแคล่วบีบบังคับให้นักฆ่าถอยร่นไปตามทิศทางที่นาง้า
หมอนี่ใช้พลังมืด… ถ้าแสงจันทร์กระทบตัวมันโดยตรง มันอาจอ่อนแรง!
นักฆ่าเริ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกบีบให้ไปยังช่องหน้าต่างที่เปิดโล่ง แสงจันทร์สีเงินเย็นเยียบส่องทะลุเข้ามา เมื่อเขาก้าวเข้าไปในรัศมีของแสง จู่ๆ ร่างของเขาก็สะดุดไปชั่วขณะ!
“ตอนนี้แหละ!” เซียวหูหลี่พุ่งเข้าใส่ นางใช้กรงเล็บจิ้งจอกจู่โจมเข้าที่กลางอกของนักฆ่าเต็มแรง!
ผัวะ!
นักฆ่ากระเด็นไปกระแทกกำแพง! เสียงลมหายใจของเขาขาดห้วงเป็ครั้งแรก แต่ดวงตาสีแดงยังคงฉายแววอำมหิต
“มันยังไม่หมดฤทธิ์!” ชิงเหลียนกล่าวพร้อมยกกระบี่ขึ้นอีกครั้ง
นักฆ่าขบกรามแน่น แม้ร่างกายจะถูกแสงจันทร์กัดกินพลัง แต่เขายังไม่คิดยอมแพ้ มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในเสื้อคลุม ก่อนจะดึงยันต์อาคมสีดำออกมาและฉีกมันเป็ชิ้นๆบรรยากาศรอบตัวพวกนางสั่นะเื ทันใดนั้น เงามืดจากทั่วห้องก็เริ่มรวมตัวกัน…!
เงาดำค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นจากการหลับใหล ความเย็นเยียบปกคลุมทั่วห้อง เสียงกระซิบแ่เบาดังก้องรอบตัวพวกนาง ก่อนที่เงานั้นจะกลายเป็รูปร่างของอสูรทมิฬ ดวงตาของมันเปล่งประกายสีแดงฉาน
“นี่มัน… อาคมสังเวย!” เซียวหูหลี่เบิกตากว้าง
ชิงเหลียนขยับเท้าถอยเล็กน้อย พลางกำกระบี่แน่น “มันสังเวยพลังชีวิตตัวเองเพื่ออัญเชิญอสูรแห่งเงา…!”
นักฆ่าคลี่ยิ้มเย้ยหยัน แม้ร่างกายเขาจะอ่อนแอลงเพราะแสงจันทร์ แต่ร่างอสูรที่ถูกปลดปล่อยกลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
“พวกเ้าไม่มีวันรอดไปจากที่นี่” เสียงของนักฆ่าแปรเปลี่ยนเป็เสียงทุ้มต่ำของอสูร ความมืดเริ่มแผ่ขยายเข้าปกคลุมทุกทิศทาง
เซียวหูหลี่กัดฟันก่อนจะหันไปสบตากับชิงเหลียน นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้อสูรนี้แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ พวกนางคงไม่มีทางเอาชนะได้
“เราต้องจัดการมันก่อนที่มันจะสมบูรณ์!”
ชิงเหลียนพยักหน้า ก่อนจะพุ่งเข้าไปพร้อมกับกระบี่ในมือ เซียวหูหลี่เองก็ไม่รอช้า นางเรียกพลังปราณจิ้งจอกขึ้นมาสร้างเปลวเพลิงสีฟ้าล้อมรอบร่างของตน ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะ!
การต่อสู้ะเิขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของห้องใต้ดิน เสียงกระบี่เฉือนอากาศและการะเิของพลังปราณดังก้องไปทั่ว ขณะที่ชิงเหลียนและเซียวหูหลี่ประสานพลังกันเพื่อโจมตีอสูรที่กำลังเติบโตขึ้นจากเงามืด พวกนางไม่เพียงแต่ต้องต่อสู้กับนักฆ่า แต่ยังต้องต่อสู้กับพลังอสูรที่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว
กระบี่ของชิงเหลียนพุ่งเข้าตรงกลางอกของอสูร แต่การโจมตีไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะเงามืดรอบตัวมันคอยดูดซับพลังไว้ได้ทั้งหมด ทันใดนั้นอสูรตวัดข้อมือของมันออกไป ปัดการโจมตีของชิงเหลียนไปอย่างง่ายดาย
เซียวหูหลี่มองเห็นช่องทางในการโจมตี และในขณะที่การต่อสู้ยังคงดุเดือด นางได้เพิ่มพลังของปราณจิ้งจอกจนเป็ไฟสีฟ้าลุกโชติ่ ก่อนที่จะยิงพลังไฟตรงไปยังศูนย์กลางของอสูร
แต่ก่อนที่พลังไฟจะถึงตัวมัน มันก็พลันะเิออกเป็ก้อนมืดรอบตัว บิดเบี้ยวและต้านทานพลังทั้งหมดที่พุ่งเข้าไป
"มันกลายเป็เกราะพลังมืด!" ชิงเหลียนะโเสียงดัง ขณะพยายามมองหาจุดอ่อนของมัน
เซียวหูหลี่สังเกตเห็นบางสิ่งในความมืดที่มีแสงสลัวๆ เปล่งประกายเป็่เวลาสั้นๆ นั่นคือยันต์อาคมที่ถูกฉีกออกมา
"จุดอ่อนมันอยู่ที่อาคมนั้น! ถ้าเราทำลายมัน พลังทั้งหมดจะถูกหยุด!" เซียวหูหลี่กล่าว
ทั้งสองพยักหน้าและพยายามระดมพลังทั้งหมดเพื่อโจมตีไปที่แหล่งที่มาของยันต์อาคม ก่อนที่อสูรจะเต็มตัวและกลายเป็พลังทำลายล้าง!
การโจมตีร่วมกันของทั้งสองกระทำอย่างรวดเร็ว ชิงเหลียนใช้กระบี่ในมือฟันไปยังพื้นที่ที่เงามืดมารวมตัวกัน ขณะที่เซียวหูหลี่รวมพลังปราณจิ้งจอกทั้งหมด สร้างพลังไฟสีฟ้าที่ร้อนแรงจนทะลุทะลวงไปตรงกลางยันต์อาคมที่ถูกฉีกออก
แสงสีฟ้าพุ่งไปยังแหล่งที่มาของพลังมืด ปะทะกับร่างของอสูรที่กำลังรวมตัวกัน พลังอาคมสีดำเริ่มบิดเบี้ยวและแตกกระจาย ปราณมืดที่ห้อมล้อมอสูรเริ่มสั่นะเื ก่อนจะะเิออกไปอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น พลังมืดที่เคยรวมตัวกลายเป็รูปทรงของอสูรแตกกระจายไปในอากาศ พร้อมกับเสียงกรีดร้องดังก้อง อสูรที่เคยใหญ่โตและเต็มไปด้วยพลังความมืด ตอนนี้กลับกลายเป็แค่เงาเลือนราง ก่อนจะหายไปในอากาศ
ทั้งสองสาวหอบหายใจอย่างหนัก ท่ามกลางความเงียบที่ตกลงมาหลังการต่อสู้ ชิงเหลียนหันไปมองเซียวหูหลี่
"เราทำสำเร็จ" ชิงเหลียนกล่าวเสียงอ่อนแรง แต่ในแววตายังคงมีความมุ่งมั่น
เซียวหูหลี่พยักหน้า ก่อนจะกล่าว "แต่เื่นี้ยังไม่จบ... ความลับที่เกี่ยวข้องกับหยกและธิดาิหวังยังคงรอเราอยู่"
“ใช่ เราต้องไปตามหาเฉินฟูฟู่ที่หายไปในหอโคมแดง” ชิงเหลียนกล่าวด้วยความมั่นใจ ก่อนจะหันไปมองเซียวหูหลี่
เซียวหูหลี่พยักหน้าอย่างเข้าใจ “หอโคมแดงเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยความลับ เราต้องระมัดระวังให้ดี ไม่เพียงแค่ต้องหาทางช่วยเฉินฟูฟู่ แต่ยังต้องหาความจริงเกี่ยวกับทุกสิ่งที่ซ่อนอยู่ที่นี่”
เฉินฟูฟู่พยายามสติสัมปชัญญะกลับคืนมา และมองไปรอบ ๆ หาเบาะแสเกี่ยวกับทางออก แต่ประตูห้องก็ถูกล็อกอย่างมิดชิด
“พวกเขาคงไม่ปล่อยข้าไปง่าย ๆ แน่…” เขาคิดในใจ ก่อนจะพยายามสงบสติอารมณ์
ในขณะที่เขาพยายามคิดหาวิธีหลบหนี ร่างของใครบางคนก็ปรากฏที่หน้าประตูคุกใต้ดิน—จะเป็ใครที่กำลังจะเข้ามา
เฉินฟูฟู่ตึงตัวทันทีเมื่อเห็นร่างที่ปรากฏตรงหน้าประตู เขาพยายามมองไปยังเงาคนนั้น แต่ในความมืดของคุกใต้ดินทำให้ไม่สามารถเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกด้วยมือที่มั่นคง คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคุกไม่ใช่ยามที่เขาคาดหวัง แต่เป็… แม่นางซิ่นหนี่!
นางยืนอยู่ในมุมมืดของห้อง รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าของนางสะท้อนแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาจากช่องทางแคบ ๆ
"เ้าตื่นแล้วหรือ?" ซิ่นหนี่พูดเสียงเรียบ ราวกับรู้ดีว่ามีบางสิ่งที่ต้องทำให้เฉินฟูฟู่ฟื้นตัว
“ซิ่นหนี่…” เฉินฟูฟู่พยายามพยุงตัวขึ้น แม้ว่าร่างกายยังคงรู้สึกอ่อนแรงจากพิษ “เ้าเข้ามาได้อย่างไร? ทำไมถึงช่วยข้า?”
นางไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่ก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับส่งสายตาที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง
"ข้ามาที่นี่เพื่อเตือนเ้า…" ซิ่นหนี่พูดพลางมองไปที่โซ่ตรวนที่ตรึงข้อมือของเขา
“พวกเขาจะไม่ปล่อยเ้าหลุดพ้นจากที่นี่ได้ง่าย ๆ แต่ข้าพร้อมช่วยเ้าออกไปหากเ้าเต็มใจรับฟัง”
เฉินฟูฟู่มองไปที่นางในความเงียบ แม้จะยังคงสงสัยในเจตนาของนาง แต่เขาก็รู้ว่าตอนนี้เขา้าความช่วยเหลือ
"ข้าฟัง…" เขาตอบเสียงต่ำแม้จะยังไม่ไว้ใจ
ซิ่นหนี่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะย่อตัวลงข้างๆ เฉินฟูฟู่ และเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาและลึกลับ
"การที่เ้าอยู่ที่นี่ไม่ใช่เื่บังเอิญ ความลับที่เ้ากำลังตามหาเกี่ยวกับธิดาิหวังและหยกโบราณนั้น ถูกเชื่อมโยงกับหอโคมแดง และแผนการที่ไม่อาจคาดถึง"เฉินฟูฟู่ยังคงเงียบ แต่ใจเริ่มกระตุกเล็กน้อย เขารู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ใหญ่กว่าความลับนี้ซ่อนอยู่
"แต่ว่ามันไม่ใช่เพียงแค่การแย่งชิงอำนาจหรือการลอบสังหาร..." ซิ่นหนี่กล่าวเสียงแ่
"มันเกี่ยวข้องกับการทำลายแคว้นกงเหว่ย และการที่พวกเขา้ากำจัดเ้าก็คือส่วนหนึ่งของแผนนี้"
"ทำไมเ้า... ทำไมถึงช่วยข้า?" เฉินฟูฟู่ถามด้วยความสงสัย
"เ้าเองก็อยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถเสี่ยงภัยได้ง่าย ๆ"ซิ่นหนี่ยิ้มบาง ๆ แววตาของนางเต็มไปด้วยความขมขื่น
"เพราะข้ารู้ว่าเ้าไม่ใช่คนที่พวกเขาคิดว่าเป็... และเพราะข้าไม่สามารถยอมให้แผนการนี้สำเร็จได้ ข้าจึงเลือกที่จะช่วยเ้า เพื่อหยุดยั้งสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น"เธอหยิบอะไรบางอย่างจากใต้แขนเสื้อและยื่นให้เฉินฟูฟู่—มันคือกุญแจเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะเปิดประตูห้องที่ปิดอยู่
"นี่คือกุญแจที่จะพาเ้าไปสู่เส้นทางออกจากคุกนี้ แต่เ้าต้องระวังพวกที่อยู่ภายในหอโคมแดงและคนที่เฝ้าประตูแห่งความลับนั้น พวกเขากำลังจับตามองเ้าอยู่"เฉินฟูฟู่มองกุญแจในมือ ก่อนจะจับมันไว้แน่น
"ขอบใจ... แต่ข้าจะไม่หนีด้วยมือของคนอื่น ข้าจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง"
ซิ่นหนี่มองเขาอย่างเข้าใจ แต่แววตาของนางแฝงไปด้วยความกังวล
"ข้ารู้ว่าเ้ามีความมุ่งมั่น แต่การทำเช่นนั้นอาจทำให้เ้าเสียเปรียบได้ ข้าเพียงแค่้าช่วยให้เ้ามีทางเลือกมากขึ้น"
เฉินฟูฟู่ยิ้มบาง ๆ "ข้าเข้าใจดี ข้ารู้ว่าความช่วยเหลือของเ้าคือสิ่งสำคัญ แต่นี่คือการเดินทางที่ข้าต้องผ่านด้วยตัวเอง"
ซิ่นหนี่พยักหน้าและหันหลังเดินจากไป "ถ้าเ้าเปลี่ยนใจ ข้าจะอยู่ที่นี่เสมอ"
เฉินฟูฟู่มองตามซิ่นหนี่ที่เดินจากไป ด้วยความคิดที่หมุนวนในหัว เขารู้ว่าการเดินทางในครั้งนี้อาจเป็การทดสอบที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของเขา แต่เขาก็ไม่สามารถยอมรับการช่วยเหลือจากใครได้ทั้งหมด โดยเฉพาะจากผู้ที่เขายังไม่สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง
ในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และความลับที่เกี่ยวพันกับธิดาิหวัง เขารู้ว่าเขาต้องพึ่งพาตัวเอง และหาทางออกจากสถานการณ์นี้
เฉินฟูฟู่เริ่มสำรวจรอบๆ ห้องคุกใต้ดินที่เขาถูกขังอยู่ คุกนั้นไม่เหมือนกับที่เขาคาดไว้ มันมืดและเงียบสงัดจนทำให้บรรยากาศยิ่งแปรปรวน ความรู้สึกของการติดอยู่ในที่แคบ ๆ ทำให้เขารู้สึกอึดอัด แต่เขารู้ว่าเขาต้องรักษาความสงบ เพื่อหาทางออก
ในขณะที่เขามองไปรอบๆ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่โซ่ตรวนที่ตรึงแขนและขาของเขา บางสิ่งในใจเริ่มกระตุ้นให้เขาคิดถึงการใช้พลังปราณที่ฝึกฝนมา เพื่อปลดแอกตัวเองออกจากการกักขังนี้
เฉินฟูฟู่เริ่มตั้งสมาธิ ใช้พลังปราณที่มีในการปลดปล่อยตัวเองจากโซ่ตรวนที่ตรึงไว้แน่น เขารู้ว่าการกระทำนี้จะไม่ง่ายดาย เขาต้องใช้ความตั้งใจและพลังที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานเพื่อหาทางหลุดพ้นจากพันธนาการนี้
เขารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของพลังภายในที่เริ่มทำงานอย่างช้า ๆ ด้วยความระมัดระวัง เขาค่อย ๆ ปล่อยพลังปราณออกมา ล้อมรอบโซ่ตรวนและเริ่มกดดันมันไปในทิศทางที่้า พลังนี้ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในเนื้อของโซ่ ที่ปกติแล้วคงจะไม่มีทางแตกหักได้ง่าย ๆ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและสมาธิที่เขามี โซ่เริ่มสั่นะเืเล็กน้อย
“ต้องทำให้สำเร็จ...” เฉินฟูฟู่คิดในใจ ขณะที่เหงื่อเริ่มซึมบนหน้าผาก แต่เขายังไม่ยอมแพ้
เวลาผ่านไปสักพัก โซ่ตรวนเริ่มส่งเสียงดังเหมือนจะหัก ท่ามกลางความเงียบภายในห้องคุกใต้ดิน ร่างของเขาค่อย ๆ หลุดออกจากพันธนาการที่เคยตรึงเขาไว้ได้สำเร็จ
เมื่อเขาสามารถปลดปล่อยตัวเองได้ เขาลุกขึ้นยืนทันที และเริ่มตรวจสอบทางออกจากห้องใต้ดิน เขารู้ดีว่าเขาต้องรีบหาทางออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เพราะศัตรูจะต้องรู้ตัวและตามมาหาเขาไม่นาน
เฉินฟูฟู่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ขยับตัวเบา ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงเสียงดังที่อาจดึงความสนใจจากภายนอก เขาใช้ประสาทััทั้งหมดในการตรวจสอบรอบตัว มองหาทางออกหรือสิ่งที่สามารถช่วยให้เขาหลบหนีได้
เขาเดินไปตามผนังห้องใต้ดินที่เปียกชื้น มองหาช่องทางซ่อนเร้นหรือทางลับใด ๆ ที่อาจจะถูกซ่อนไว้ แต่ประตูทางออกหลักที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ยังคงปิดสนิท ไม่มีใครอยู่ภายนอกห้อง แต่เสียงฝีเท้าหรือการเคลื่อนไหวจากที่ไกลออกไปทำให้เขารู้สึกว่าเขามีเวลาน้อย
ในที่สุด เขาพบแผ่นหินที่มีรอยแตกเล็ก ๆ และมีการเคลื่อนไหวบางอย่างเมื่อเขากดลงไป มันเป็การค้นพบที่ทำให้เขาหายใจโล่งขึ้น เพราะดูเหมือนจะเป็ทางลับที่จะพาเขาออกจากห้องใต้ดินนี้
เขากดแผ่นหินอีกครั้ง และทันใดนั้นมันก็เลื่อนออก เผยให้เห็นทางเดินมืด ๆ ข้างใน
"ไม่ว่าจะเป็อะไร ข้าต้องออกไปจากที่นี่ก่อน" เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในทางลับนั้น พร้อมกับเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า
เฉินฟูฟู่ก้าวเข้าไปในทางลับด้วยความระมัดระวัง ทุกขั้นตอนของเขาคำนึงถึงการหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เมื่อเขาก้าวผ่านมุมที่มืดสนิท เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็สะท้อนขึ้นในห้องใต้ดินร้าง
ทันใดนั้น เสียงเหล็กเสียดสีกันก็ดังก้องไปทั่วทางเดิน ตามมาด้วยเงาร่างของคนที่ปรากฏออกมาจากความมืด ร่างนั้นยืนอยู่ตรงทางออกของช่องทางที่เฉินฟูฟู่กำลังจะเดินผ่าน—นักฆ่าผู้มีชื่อเสียงว่าเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการลอบสังหารในยามราตรี
"เฉาอิง..." เฉินฟูฟู่กล่าวเสียงต่ำ ขณะที่เขาเพ่งมองชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า รู้ดีว่าเขากำลังเผชิญกับนักฆ่าที่มีความสามารถสูง
เฉาอิงยิ้มเ็าและยกมือขึ้นมาปัดดาบเล่มบางที่สะท้อนแสงจันทร์ "การหนีจากที่นี่คงไม่ง่ายอย่างที่เ้าคิดหรอก... เฉินฟูฟู่" น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความมั่นใจและเยือกเย็น
เฉินฟูฟู่มองตรงไปที่เขา พยายามประเมินสถานการณ์ ในขณะที่ยังพยายามระดมพลังทั้งหมดของเขาเพื่อเตรียมตัว "ถ้าท่านคิดจะหยุดข้า ก็ต้องลองมาดูกัน"
ทั้งสองยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะก่อนที่ลมหายใจจะเริ่มร้อนแรง เสียงกระบี่ของเฉาอิงราวกับเสียงสายฟ้าฟาดขณะที่เขาพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติ
เฉินฟูฟู่ก้าวหลบอย่างฉับพลัน พร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณอันแรงกล้าออกมา ทั้งสองมีทักษะการต่อสู้ที่แตกต่างกัน แต่ด้วยทักษะที่ยอดเยี่ยมของแต่ละคน การปะทะนี้ย่อมไม่ธรรมดา
เสียงกระบี่ปะทะกันดังก้องกังวานทั่วคุกใต้ดิน แรงปะทะทำให้ละอองฝุ่นฟุ้งกระจาย เฉินฟูฟู่พลิกตัวกลางอากาศ ก่อนจะฟาดดาบของเขาลงมาด้วยพลังปราณอันหนักหน่วง เฉาอิงเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนจะตวัดกระบี่สวนกลับมาอย่างรวดเร็ว
"ฝีมือเ้าไม่เลว..." เฉาอิงกล่าวพลางจ้องเฉินฟูฟู่ด้วยสายตานักล่า
เฉินฟูฟู่ไม่ตอบ แต่กลับก้าวเท้าไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ พลังปราณของเขาโคจรไปรอบร่าง เสริมพลังให้ทุกการเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วและหนักแน่นขึ้น
เฉาอิงเห็นเช่นนั้นก็แสยะยิ้ม "ถ้าเ้าไม่คิดจะพูด งั้นข้าจะเร่งให้มันจบเร็วขึ้น!"
ทันใดนั้น เฉาอิงสะบัดมือ กระบี่ในมือของเขาแปรเปลี่ยนเป็เงาดำสิบสายพุ่งเข้าโจมตีเฉินฟูฟู่จากทุกทิศทาง เฉินฟูฟู่ขมวดคิ้วก่อนจะตั้งสมาธิ ลำแสงปราณสีทองพุ่งออกจากดาบของเขา ปะทะกับเงากระบี่ของเฉาอิงจนเกิดเสียงะเิก้องไปทั่ว
"เ้าใช้พลังมาร!" เฉินฟูฟู่กล่าวเสียงหนัก
"ฮ่า ๆ ๆ! ศิลปะสังหารของข้าไม่ใช่สิ่งที่เ้าจะเข้าใจได้ง่าย ๆ!" เฉาอิงหัวเราะ ก่อนจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ความเร็วของเขาพุ่งสูงขึ้นอีกระดับ เงาร่างแทบจะกลืนไปกับความมืด
เฉินฟูฟู่รู้ดีว่าหากยืดเยื้อต่อไป เขาจะเสียเปรียบ พลังของเฉาอิงสามารถกลืนกินพลังของเขาทีละน้อย เขาต้องหาทางเผด็จศึกให้ได้โดยเร็วที่สุด
"ข้าต้องจบมันตรงนี้!" เฉินฟูฟู่คำรามก่อนจะกระชับดาบของเขา พลังปราณสีทองพุ่งพรวดออกมา แรงกดดันมหาศาลแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
แววตาของเฉาอิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย "พลังนี้...! นี่มันขั้นไร้ทิศทาง...!?"
เฉินฟูฟู่ไม่รอช้า ร่างของเขาหายวับไปพร้อมกับพลังที่พุ่งทะยาน ดาบในมือฟาดฟันลงมาพร้อมกับประกายแสงอันเจิดจ้า!
เฉาอิงกัดฟันแน่น สัญชาตญาณนักฆ่าของเขากรีดร้องให้ถอยหนี แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป พลังปราณไร้ทิศทางของเฉินฟูฟู่ทำให้กระแสพลังในอากาศบิดเบี้ยว ราวกับทั้งห้องใต้ดินกลายเป็แดนแห่งสายฟ้าคำราม
เสียงของโลหะปะทะกันดังก้อง เฉาอิงพยายามยกกระบี่ขึ้นต้าน แต่พลังมหาศาลของเฉินฟูฟู่ทำให้เขาถูกซัดกระเด็นไปกระแทกกับผนังหินด้านหลัง เืไหลซึมออกมาจากมุมปาก ดวงตาของเขาสั่นไหว
เฉาอิงกัดฟันแน่น พยายามพยุงร่างที่สั่นสะท้านจากแรงกระแทกขึ้นยืน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง "นี่มัน…พลังขั้นไร้ทิศทางที่สมบูรณ์งั้นหรือ!?"
เฉินฟูฟู่ยืนอย่างสง่างาม ดาบในมือแผ่พลังอันแข็งแกร่งออกมา เส้นผมของเขาปลิวไสวด้วยแรงปราณที่ไหลเวียนทั่วร่าง "เ้าทำงานให้แม่ทัพหลินฟู่และอ๋องสามใช่หรือไม่?"
เฉาอิงแค่นหัวเราะ "หึ... แม้แต่ข้าก็ไม่อาจคาดคิดว่าเ้าจะก้าวข้ามขีดจำกัดได้เร็วถึงเพียงนี้... แต่เ้าคิดหรือว่าการล้มข้าเพียงคนเดียวจะหยุดพวกเขาได้?"
ฟึ่บ! เงาดำเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเฉาอิง พลังมารที่แฝงอยู่ในตัวเขากำลังแปรปรวน เขารู้ตัวว่าตนเองไม่มีทางเอาชนะได้ในตอนนี้
ทันใดนั้น เขาฉีกยันต์อาคมสีดำในมือ พลังแห่งความมืดห่อหุ้มร่างของเขาก่อนที่ร่างกายจะค่อย ๆ จางหายไปท่ามกลางเงามืด เสียงสุดท้ายของเฉาอิงดังก้องอยู่ในห้องใต้ดิน
"ความมืดยังไม่จบเพียงเท่านี้... จงรอรับหายนะที่แท้จริงได้เลย เฉินฟูฟู่!"
เสียงของเฉาอิงค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับเงามืดที่แผ่ซ่าน ร่องรอยของพลังมารยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ เฉินฟูฟู่จ้องมองจุดที่เขาหายไปด้วยแววตาแน่วแน่
เขากระชับดาบในมือ พลังภายในยังคงพลุ่งพล่านจากการต่อสู้เมื่อครู่ แม้จะกำจัดเฉาอิงไม่ได้ในตอนนี้ แต่เขาก็ได้เห็นพลังที่แท้จริงของศัตรู และที่สำคัญ—คำพูดสุดท้ายของเฉาอิงไม่ใช่คำขู่เปล่า
"หายนะที่แท้จริง... หมายความว่าอย่างไรกัน?"
เฉินฟูฟู่ไม่มีเวลาคิดมากกว่านี้ ตอนนี้เขาต้องออกจากที่นี่และตามหาชิงเหลียนกับเซียวหูหลี่ให้พบก่อนที่พวกนางจะตกอยู่ในอันตราย!
เขาหันไปมองรอบตัวก่อนจะพบว่าทางลับด้านหนึ่งถูกเปิดออก แสงจันทร์อ่อน ๆ ส่องลอดเข้ามาเป็สัญญาณแห่งอิสรภาพ
"รอข้าก่อน... ข้าจะกลับไปหาเ้าให้ได้!" เฉินฟูฟู่สูดหายใจลึก ก่อนจะก้าวเข้าสู่เงามืดที่ทอดยาวเบื้องหน้า
ท่ามกลางแสงจันทร์อันเลือนราง เฉินฟูฟู่ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ลังเล แม้เงามืดจะกลืนกินทุกสิ่งรอบตัว แต่หัวใจของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมเสียงฝีเท้ากระทบกับพื้นหินเย็นเฉียบ ทางเดินลับนี้ทอดยาวอย่างไร้ที่สิ้นสุด ราวกับ้าทดสอบจิตใจของผู้ที่เดินผ่าน เฉินฟูฟู่กระชับดาบในมือ พลังปราณไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่อาจรออยู่เบื้องหน้า
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแ่เบาดังมาจากความมืด
เฉินฟูฟู่หยุดฝีเท้า ดวงตาจับจ้องไปยังเงาร่างที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันคือ...!
มันคือร่างในชุดคลุมสีดำสนิท กลิ่นอายพลังมารแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ เงามืดค่อย ๆ ก่อตัวเป็รูปร่าง ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองมายังเฉินฟูฟู่ ราวกับจะกลืนกินจิติญญาของเขา
"เฉินฟูฟู่... ไม่ว่าเ้าจะหนีไปที่ใด เ้าก็ยังอยู่ในเงื้อมมือของเรา..." เสียงเย็นะเืดังขึ้น
เฉินฟูฟู่กระชับดาบในมือ ดวงตาแน่วแน่ "ข้าจะไม่ยอมให้เ้าเป็ผู้กำหนดชะตาข้า!"
เงาร่างนั้นหัวเราะเบา ๆ "เช่นนั้นก็จงลองดู..."
ทันใดนั้น เงามืดรอบตัวมันก็พุ่งเข้าหาเฉินฟูฟู่ เขาสะบัดดาบ ฟาดพลังปราณตัดผ่านความมืด แต่แรงกดดันจากเงานี้มหาศาลเกินกว่าที่เขาคาดคิด นี่ไม่ใช่ศัตรูธรรมดา...!
เฉินฟูฟู่ขบกรามแน่น แม้จะพยายามโคจรพลังปราณต้านทาน แต่แรงกดดันมหาศาลจากเงามืดนั้นบีบคั้นจนรู้สึกราวกับร่างกายจะถูกบดขยี้
"นี่มัน...พลังของขั้นเสริมสร้าง?!" เขาอุทานในใจ
ดวงตาสีแดงฉานของเงามืดจ้องตรงมายังเขา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นใต้ผ้าคลุม "เ้าคิดว่าขั้นไร้ทิศทางของเ้าอยู่เหนือทุกสิ่งหรือ? อย่าหลงตัวไปนัก..."
เงามืดพลันแปรเปลี่ยนเป็ฝูงเงาดำจำนวนมหาศาล โอบล้อมรอบตัวเฉินฟูฟู่ พุ่งโจมตีเข้ามาจากทุกทิศทาง!
เฉินฟูฟู่กัดฟันแน่น "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะทะลวงขีดจำกัดของตนเองให้ดู!"
เขารวบรวมพลังปราณทั้งร่าง ดาบในมือเปล่งแสงเจิดจ้า พลังลมปราณพวยพุ่งรอบตัว ก่อนที่เขาจะพุ่งทะลวงเข้าใส่กลางฝูงเงามืด!
ประกายดาบส่องสว่างท่ามกลางความมืด เฉินฟูฟู่กู่ร้องสุดเสียง ปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา แรงะเิของปราณมหาศาลแผ่กระจายออกเป็วงกว้าง ทำให้เงามืดรอบตัวเขาสั่นะเืและแตกกระจายเป็ละอองดำ
เขาฟาดดาบลงมา เส้นแสงสีทองวาดผ่านความมืด เงามืดส่งเสียงกรีดร้องสะท้อนทั่วคุกใต้ดิน มันพยายามรวมตัวกันอีกครั้ง แต่แสงของเฉินฟูฟู่ฉีกพวกมันออกจากกัน!
ร่างลึกลับในผ้าคลุมดำก้าวถอยหลังเล็กน้อย ั์ตาแดงฉานหรี่ลงราวกับประเมินพลังของเขาใหม่
สิ้นเสียงของมัน เงามืดที่แตกกระจายกลับรวมตัวกันอีกครั้ง พุ่งเข้าหาเฉินฟูฟู่อย่างบ้าคลั่ง คราวนี้พลังมารหนาแน่นขึ้นหลายเท่า!
"ข้าจะไม่ยอมแพ้!" เฉินฟูฟู่กระชับดาบของตน ก่อนจะพุ่งทะลวงเข้าใส่อีกครั้ง!
ประกายดาบของเฉินฟูฟู่วาดผ่านอากาศ แรงปะทะระหว่างพลังปราณและพลังมารทำให้พื้นดินสั่นะเื พลังของเขาฟาดฟันเงามืดจนมันแหวกออกเป็สองส่วน แต่เพียงพริบตาเดียว เงามืดเ่าั้ก็รวมตัวกันใหม่ ดวงตาสีแดงฉานนับสิบคู่จ้องมองเขาจากทุกทิศทาง
"ไร้ประโยชน์!" เสียงทุ้มต่ำของร่างลึกลับดังขึ้น "ตราบใดที่เ้าทำลายเงามืดไม่ได้ทั้งหมด ข้าก็ไม่มีวันพ่ายแพ้!"
เฉินฟูฟู่กัดฟันแน่น เขาเริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของพลังมารนี้ มันไม่ใช่แค่พลังธรรมดา แต่มันกำลังกลืนกินพื้นที่รอบตัวเขาอย่างช้า ๆ ราวกับจะดูดซับปราณของเขาไปทีละน้อย
"ต้องหาทางกำจัดมันในครั้งเดียว!"
เขาหลับตาลงชั่วขณะ ก่อนจะรวมสมาธิทั้งหมดไปที่ดาบในมือ ปราณของเขาเริ่มหมุนวน พลังแห่ง "ขั้นไร้ทิศทาง" แผ่ซ่านออกจากร่าง ทำให้อากาศรอบตัวสั่นะเื
"ดูเหมือนว่าข้าจะต้องใช้กระบวนท่าสุดท้าย..."
เสียงเฉินฟูฟู่ดังก้อง ก่อนที่เขาจะสะบัดดาบขึ้นสู่ท้องฟ้า และวาดยันต์ในอากาศผลึกลงในดาบ แสงสว่างแผ่กระจายออกเป็วงกว้าง เงามืดเริ่มหวั่นไหว เสียงกรีดร้องดังขึ้นรอบทิศทาง ก่อนที่พลังทั้งหมดของเขาจะพุ่งลงมาสังหารเงามืดในครั้งเดียว!
แสงสว่างจากดาบของเฉินฟูฟู่ส่องประกายเจิดจ้า ทะลุผ่านความมืดรอบตัวจนกลายเป็วงแหวนแสงที่ขยายออกไปทุกทิศทาง เมื่อยันต์ในอากาศปรากฏขึ้น พลังของมันแผ่ขยายไปทั่ว เสียงกรีดร้องของเงามืดดังขึ้นราวกับการถูกเผาไหม้โดยแสงสว่างอันบริสุทธิ์ ก่อนที่ร่างของมันจะเริ่มสลายเป็ฝุ่นผงในอากาศ
พลังมารที่เคยหนาแน่นและบดบังพื้นที่รอบตัวเขากลับสลายหายไปในทันที เงามืดนั้นหายไปจนเกือบสิ้น โดยเหลือเพียงความเงียบที่ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความวุ่นวาย
เฉินฟูฟู่ยืนหอบหายใจหนัก ร่างกายสั่นสะท้านจากการใช้พลังอย่างเต็มที่ แต่เขายังรู้สึกถึงความไม่สมบูรณ์ของชัยชนะในครั้งนี้
"มันยังไม่จบ... ความมืดยังซ่อนตัวอยู่ข้างหน้า..." เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะตั้งสติและก้าวเดินต่อไป
เฉินฟูฟู่ก้าวไปข้างหน้า ท่ามกลางความมืดที่รอบกายเขาเริ่มขยายออกไปอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในท่ามกลางเงียบสงัด แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เขาก็ไม่สามารถยับยั้งตัวเองจากการเดินต่อไปได้
พลังที่เขารวมตัวไว้ในร่างกำลังเติบโต แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงการคุกคามจากสิ่งที่ยังไม่เห็น ััของเขาเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับศัตรูที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
ขณะที่เขาก้าวลึกเข้าไปในห้องใต้ดินมืดมิด ความเย็นะเืเริ่มแผ่กระจายจากทุกทิศทาง ราวกับว่ามันเป็สัญญาณของการเริ่มต้นของบางสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง
"มันกำลังมา..." เฉินฟูฟู่พึมพำอีกครั้ง
เฉินฟูฟู่รู้สึกได้ถึงการสั่นะเืเล็กน้อยในอากาศ และพลังที่เยือกเย็นกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อหันไปตามทิศทางที่พลังนั้นมาจาก ดวงตาของเขาก็แหลมคมและเตรียมพร้อมต่อการเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังใกล้เข้ามา
"เทพระดับสูง..." เขาคิดในใจ พลังของสัตว์อสูรระดับ 3 นั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถประมาทได้ ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่สามารถถอยกลับได้ เงามืดที่แผ่กระจายออกมาจากความมืดเริ่มก่อตัวขึ้นเป็ร่างของสัตว์อสูรขนาดมหึมา ร่างนั้นมีขนปกคลุมทั้งตัว ลักษณะของมันเหมือนกับสัตว์โบราณในตำนาน แต่การเคลื่อนไหวของมันเต็มไปด้วยความเร็วและพลังที่น่ากลัว
สัตว์อสูรเทพยืนอยู่ตรงหน้าของเขา ดวงตาที่ส่องแสงสีทองวิบวับราวกับมองเห็นทุกสิ่งในมุมมืด พลังเวทจากมันเริ่มแผ่ขยายไปทั่วบริเวณ ร่างของมันค่อยๆ เติบโตจนเกือบเต็มขนาดของห้อง
เฉินฟูฟู่กัดฟันและยืนหยัดอยู่ในท่ารับมือ เขารู้ว่าเวลานี้เขาต้องใช้ทุกสิ่งที่มีในตัวเพื่อเอาชนะสิ่งนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ว่า การใช้พลังทั้งหมดในครั้งนี้อาจจะเป็การเสี่ยงชีวิต...
พลังอสูรเทพเบื้องหน้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นดินใต้เท้าเฉินฟูฟู่สั่นะเื ขนของมันสะบัดไปมาด้วยพลังที่คุกคาม จนทำให้บรรยากาศรอบข้างรู้สึกหนักหน่วงและหดหู่
"ข้าไม่สามารถให้มันทำลายทุกอย่างได้..." เฉินฟูฟู่พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะกระชับดาบในมือแน่นและตั้งสมาธิ
ร่างของเขาค่อย ๆ เริ่มเปล่งแสงสีเงินออกมา พลังปราณของเขาไหลเวียนอย่างรวดเร็วผ่านทุกเส้นทางในร่าง ร่างกายของเขาทรงพลังขึ้นพร้อมกับพลังแห่งเวทที่พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด มือของเขากำดาบจนแน่น ดวงตาแหลมคมเหมือนจะทะลุผ่านเงามืดที่รายล้อม
“ข้าจะไม่ยอมแพ้…” เฉินฟูฟู่กล่าวเสียงหนักแน่น พลังแห่งปราณลึกลับที่หลั่งไหลออกจากร่างของเขาแผ่กระจายไปทั่ว ทันทีที่พลังเต็มเปี่ยม เขาก็พุ่งเข้าหาสัตว์อสูรเทพอย่างไม่ลังเล
ดาบในมือเฉินฟูฟู่พุ่งออกไปด้วยความเร็วแสง ความมืดรอบตัวแผ่ขยายขึ้นตามพลังที่พุ่งออกมา แต่พลังของเขาก็ไม่ยอมให้มันล้ำลึกเกินไป
ดาบในมือเฉินฟูฟู่ตัดผ่านความมืดอย่างรวดเร็ว กระแสพลังปราณของเขาผสานกับทักษะการต่อสู้ที่ไร้ที่ติ ทุกการฟาดฟันที่เขาทำไม่เพียงแต่ทำให้สัตว์อสูรเทพที่อยู่เบื้องหน้าได้รับความเ็ป แต่ยังสามารถทำลายการรวมตัวของพลังมืดที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากตัวมัน
แม้ว่าอสูรเทพจะพยายามปกป้องตนเองด้วยพลังอันมหาศาล และห่อหุ้มตัวเองในหมอกมืดที่หนาแน่นขึ้น แต่พลังของเฉินฟูฟู่ก็สามารถฝ่าเข้าไปถึงใจกลางการป้องกันนั้นได้ ดาบของเขาส่องประกายแสงเงินแทรกซึมผ่านความมืดและตัดขาดทุกสิ่งที่ขวางหน้า
เมื่อดาบฟาดลงไปที่ร่างของสัตว์อสูรเทพ เฉินฟูฟู่สามารถััได้ถึงความรู้สึกของพลังที่ลดลง เขากระตุ้นพลังปราณทั้งหมดที่มีในร่างกายเพื่อให้ดาบของเขาผ่านเข้าไปถึงหัวใจของมัน
เสียงคำรามของอสูรเทพดังก้องออกมา ร่างของมันสะบัดอย่างรุนแรง แต่ความเ็ปที่มันได้รับไม่สามารถหยุดยั้งความโกรธที่มันมีได้ ดวงตาของมันจ้องมองเฉินฟูฟู่ด้วยความเกรี้ยวกราด แต่ก็ไม่อาจหลบหลีกพลังของดาบที่ฝังลึกลงไป
“ข้าจะไม่ยอมแพ้!” เฉินฟูฟู่คำรามออกมา ดาบของเขากลับพุ่งเข้าปะทะอีกครั้ง ขอบเขตของพลังปราณของเขามีพลังมากขึ้นในทุกการโจมตี ทำให้การป้องกันของสัตว์อสูรเทพแตกสลายทีละน้อย
ขณะที่ราชสีห์ปีศาจกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับเฉินฟูฟู่ ความมืดรอบตัวมันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ไฟปีศาจที่เผาผลาญทุกสิ่งที่ัั แม้เฉินฟูฟู่จะใช้พลังทั้งหมดในการต่อสู้ แต่เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความยากลำบากเมื่อราชสีห์ปีศาจยังคงยืนหยัดด้วยพลังที่ไม่ยอมแพ้
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นในระยะไกล เสียงที่ไม่คุ้นเคยและมีพลังอำนาจอย่างที่เขาไม่เคยััมาก่อน สายตาของเฉินฟูฟู่หันไปในทิศทางที่เสียงนั้นมาจาก และพบว่ามีเงาร่างของผู้คนปรากฏขึ้นจากความมืด
เดินเข้ามาในสนามรบอย่างมั่นคง ท่าทางของเขาดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านกับการต่อสู้ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางแสงไฟที่ลุกไหม้ ร่างของเขาคือผู้ที่สามารถควบคุมราชสีห์ปีศาจได้อย่างสมบูรณ์
ชายหนุ่มที่มีร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้มและแววตาเ็าสวมชุดเกราะมืดที่สะท้อนแสงไฟจากรอบข้าง ดูเหมือนว่าจะเป็ชุดเกราะที่มีพลังเวทซับซ้อนและแข็งแกร่ง ดวงตาของเขามีแสงสีแดงเจิดจ้าราวกับเพลิงที่ไม่หยุดนิ่ง สายตาของเขาสามารถจับทุกการเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน
เขามีความสามารถในการควบคุมราชสีห์ปีศาจได้โดยตรง โดยใช้พลังของผลึกเวทสีแดงจากสัตว์อสูรของเขา
ทันทีที่เ้าของราชสีห์ปีศาจปรากฏตัว ราชสีห์ปีศาจก็ยืนกรานและยอมลดความดุเดือดลงในทันที มันหันมามองเ้านายของมันด้วยความเคารพ และไม่ทำการโจมตีอีกต่อไป
เ้าของราชสีห์ปีศาจยืนอยู่ข้างหน้าเฉินฟูฟู่ ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อยและกล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า
"เ้าผู้ที่ท้าทายราชสีห์ปีศาจ... เ้าคือผู้ที่ยากจะต่อกรกับพลังของข้า"
เขาหันกลับไปมองราชสีห์ปีศาจด้วยความเคารพ ก่อนจะกล่าวต่อ
"ขอบใจที่ทำให้เขารู้ถึงพลังที่แท้จริง... แต่ตอนนี้ เ้าจะต้องพบกับสิ่งที่ยากยิ่งกว่านี้"
ในขณะที่พูดเ่าั้ เขายกมือขึ้นไปในอากาศ และพลังเวทที่มีความเข้มข้นมากกว่าที่เฉินฟูฟู่เคยััในชีวิตก็เริ่มสะท้อนออกมา ทั้งสนามรบเริ่มมีพลังที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
WS-MARS