วันนี้ชิงหรูเป็นเวรดูแลฉินอ๋องกับหวางเฟยซูจิ้งจึงมีเวลาออกมาเดินสำรวจจวน นางพยายามจำว่าสถานที่ใดอยู่ตรงไหน ด้วยที่นี่ค่อนข้างกว้างขวางและตนก็เพิ่งจะมาใหม่จึงยังไม่คุ้นชินกับเส้นทางในที่สุดนางก็เดินหลงไปยังสวนด้านหลัง แม้จะมีแสงจากคบไฟอยู่บ้าง แต่ตรงนี้ค่อนข้างมืดจนอดเสียวสันหลังไม่ได้
ซิ่นเฉิงที่กำลังตรวจตราเวรยามและความเรียบร้อยระแคะระคายว่ามีใครแอบเข้ามาในสวนซึ่งเป็นบริเวณส่วนต้องห้ามนี้พอแลเห็นสตรีรูปร่างเล็กเดินเหลียวซ้ายแลขวาอยู่แสงจากคบไฟส่องกระทบบนดวงหน้าสะท้อนให้เห็นเค้าโครงของผู้ที่ล่วงล้ำ
เขาพอเดาออกว่าเป็นผู้ใด
‘ซูจิ้งรึ’
ในอกบังเกิดอาการร้อนรุ่มด้วยตนกำลังคิดหาทางพูดคุยกับนางอยู่พอดี คิดไม่ถึงว่าสวรรค์จะประทานโอกาสมาให้ตั้งแต่ตอนนี้
“ซูจิ้งเจ้ามาทำอะไรที่นี่”
เสียงคุ้นหูลอยเข้าโสตสาวน้อยที่กำลังหลงทางนางรีบหันไปทางต้นเสียง แต่ด้วยฝีเท้าเบาว่องไวดุจนักล่ายามราตรีบุรุษในชุดสีเทาก็อยู่ตรงหน้าตนเองเรียบร้อยแล้ว ดรุณีน้อยนิ่งงันไป
“ว่าอย่างไร”
“ผู้น้อยกำลังสำรวจจวนจะได้จำได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน” นางอธิบายให้องครักษ์หนุ่มเข้าใจแต่ก็ไม่กล้าบอกออกไปว่าตนเองหลงทางอยู่
“บริเวณนี้ห้ามผู้ใดเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้า”ซิ่นเฉิงบอกกับนางด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะหากสาวน้อยเดินไปอีกไม่ไกลก็จะเข้าเขตต้องห้ามของจวนฉินอ๋องแล้ว
“เช่นนั้นผู้น้อยไปก็ได้เจ้าค่ะ” ซูจิ้งเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่พอใจจึงคิดหลีกเลี่ยงความจริงตนเพียงหลงทางเข้ามาเท่านั้นเขาไม่น่าจะต้องทำหน้าบอกบุญไม่รับถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นสาวใช้ตัวน้อยจะจากไปซิ่นเฉิงจึงปราดเข้าไปขวางเพื่อขอให้นางรั้งอยู่ต่อ “เดี๋ยวก่อนซูจิ้งข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้ามานานแล้ว”
ซูจิ้งพลันหยุดเดิน แต่ยังคงไม่เงยศีรษะขึ้นมาเผชิญหน้ากับเขา“ท่านองครักษ์ซิ่นมีอันใดก็ถามมาได้ หากข้ารู้ก็จะตอบท่าน”
ซิ่นเฉิงพยายามเค้นคำถามออกจากปากเขารู้สึกหวาดกลัวกับคำตอบอย่างบอกไม่ถูก ซูจิ้งเห็นเขาเอาแต่นิ่งจึงคิดจะจากไปอีกครา
“หากไม่มีอะไร ผู้น้อยขอตัวก่อน”
“จะ...เจ้าเป็นอนุบ่าวของท่านกุนซือเยี่ยนหรือ”
ซูจิ้งเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที
“ท่านว่าเยี่ยงไรนะ!ไม่มีทาง ข้าไม่เคยนึกมาก่อนว่าองครักษ์ซิ่นจะคิดอะไรชั่วช้าเช่นนี้ได้”นางจ้องซิ่นเฉิงด้วยความกราดเกรี้ยว
“ซูจิ้งเจ้าอย่าเพิ่งมีโทสะ เรื่องนี้ข้าไม่ได้คิดเอาเองสักหน่อยเป็นคุณชายรองสกุลเยี่ยนประกาศชัดว่าเจ้าเป็นของเขา หนำซ้ำยังห้ามไม่ให้ข้ายุ่งเกี่ยวกับเจ้าอีกด้วย”ชายหนุ่มรีบชี้แจง
ซูจิ้งเข้าใจเหตุการณ์ในทันที มิน่าเล่าองครักษ์ซิ่นจึงไม่เข้าใกล้นางอีกเลยหลังจากนั้น
“ผู้น้อยขอบอกตามตรง ความจริงแล้วคุณชายรองนึกว่าท่านรังแกข้าจึงพูดออกมาเช่นนั้นเพื่อช่วยปกป้องและแม้ข้าจะเป็นเพียงแค่บ่าว ก็มิได้หมายจะปีนขึ้นเตียงของเจ้านาย”ซูจิ้งอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“เจ้าไม่ได้หลอกข้านะ”ซิ่นเฉิงถอนหายใจเสมือนได้ยกภูเขาออกจากอกหากซูจิ้งไม่เกี่ยวข้องกับเยี่ยนจิ้นหลิง เช่นนั้นตนย่อมมีสิทธิที่จะผูกสัมพันธ์กับนาง
“หากองครักษ์ซิ่นไม่มีอะไรข้องใจแล้วข้าขอลา” ซูจิ้งไม่ได้ต่อบทสนทนา ทำท่ารีบจะจากไป แต่กลับรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดอย่างน้อยองครักษ์ซิ่นก็ไม่ได้เข้าใจนางกับคุณชายรองผิดอีกต่อไปแล้ว หญิงสาวแอบยิ้มที่มุมปากน้อยๆ
ซิ่นเฉิงที่ทนอัดอั้นตันใจมาหลายเดือนไม่สามารถต้านทานความรู้สึกของตนได้อีกต่อไปจึงคว้ามือนางแล้วดึงเข้าไปในความมืด ซูจิ้งตกใจร้องเสียงดังแต่ซิ่นเฉิงก็ยังคงลากนางต่อไป สาวน้อยพยายามสะบัดแขนออก ทว่ามือแข็งแรงนั้นบีบแขนนางแน่นราวกับคีมเหล็กก็ไม่ปานจึงจำต้องเดินตามเขาไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนกระทั่งองครักษ์หนุ่มก็ปล่อยมือ สาวใช้ตัวน้อยจึงเลิกร้องโวยวาย
ซูจิ่งลูบแขนตัวเองเบาๆ พลางมองไปรอบๆนางพบว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในศาลาขนาดย่อมหลังหนึ่งในสวน
“ทำเจ้าตกใจแล้ว”ซิ่นเฉิงเอ่ยเป็นเชิงขออภัย
“ท่านมีเรื่องอันใดก็รีบพูดมาเถิดหากมีผู้ใดมาเห็นเข้าคงไม่ดีแน่” ซูจิ้งตอบอย่างระมัดระวังนางไม่กล้ายั่วยุโทสะเขาเหมือนตอนพบกันในวังหลวง เพราะกลัวเขาจะทำอย่างเดิมอีกแต่ถึงกระนั้น การที่ชายหญิงมาพูดคุยกันในที่ลับตาหากมีผู้ใดมาพบเห็นเข้าย่อมเกิดเรื่องเสื่อมเสีย หากลำพังตนเองคงไม่เท่าไร แต่พระชายาเอกจะพลอยอับอายไปด้วย
“คือ...ข้า...ข้าอยากขอโทษที่เคยล่วงเกินเจ้า”ซิ่นเฉิงเอ่ยเสียงเบา
“ถ้าเป็นเรื่องนั้น ช่างมันเถิดเจ้าค่ะ”สาวน้อยรีบตอบ ไม่มองหน้าชายหนุ่มสักนิด
“ข้าทำกับเจ้าขนาดนั้นจะช่างมันได้อย่างไร”
“ผู้น้อยลืมไปหมดแล้วขอท่านองครักษ์อย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย” ซูจิ้งทำท่าจะหันหลังเดินหนีอีกรอบ
“เจ้าอาจจะลืมไปแล้วจริงๆ แต่ข้าไม่อาจสงบใจได้เลยหลังจากวันนั้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาราวกับข้ากำลังตกนรกทั้งเป็น นอกจากรู้สึกผิดที่ล่วงเกินข้ายังสับสนเรื่องของเจ้ากับท่านกุนซืออีกด้วย” ซิ่นเฉิงปราดเข้ามาใกล้นาง แล้วเปิดเผยความในใจที่อัดอั้นมาแสนนาน
แม้คำพูดของซิ่นเฉิงจะก่อระลอกคลื่นในใจหญิงสาวแต่ซูจิ้งก็ไม่วายคิดถึงคำขู่ของเยี่ยนจิ้นหลิง หากยังมัวเท้าความกับองครักษ์หนุ่มต่อไปเช่นนี้ก็เกรงว่าจะไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกต่อไปนางจึงเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเค้นคำพูดทุกอย่างออกไปด้วยไม่ต้องการให้คุณชายรองมาหาเรื่องซิ่นเฉิงอีก
“องครักษ์ซิ่นไม่ต้องกังวลให้ถือเสียว่าทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเถิด อีกอย่าง ซูจิ้งลืมไปหมดแล้วจริงๆเจ้าค่ะ”
“เจ้าลืมข้าได้จริงหรือ” พอนางตอกย้ำว่าลืมทุกอย่างสิ้นซิ่นเฉิงพลันรู้สึกหน่วงในหัวใจ
“ผะ...ผู้น้อยเพียงไม่อยากเท้าความอะไรอีกแล้ว”นางตอบเสียงเบา รู้สึกวูบโหวงในอกอย่างประหลาด
“แต่ข้าไม่อาจลืมเจ้าได้เลย ข้าเฝ้าคิดถึงเจ้าทุกวันทุกคืน”ซิ่นเฉิงดึงมือนุ่มเล็กไปกอบกุมเอาไว้ ดวงตาสาดประกายบางอย่างมายังซูจิ้ง
“อะ...องครักษ์ซิ่น ปล่อยนะเจ้าคะ”สาวน้อยละล่ำละลัก พยายามดึงมือของตนให้หลุดออกจากพันธนาการ
“เจ้าไม่คิดถึงข้าสักนิดเลยหรือแต่เหตุใดยามเจ้ามองมาทุกครั้ง ข้ากลับรู้สึกเหมือนเจ้ากำลังเรียกหาข้าอยู่เช่นนั้นจงบอกมาสักคำเถิดว่าข้าเพียงคิดไปเอง รับรองว่าครานี้ซิ่นเฉิงจะตัดใจ”
ซูจิ้งรู้สึกว่าลำคอของตนตีบตันนางไม่สามารถเอ่ยวาจาตัดรอนองครักษ์หนุ่มได้ตามที่ตั้งใจเอาไว้ แม้จะไม่แน่ใจว่าตนเองคิดกับเขาเช่นไรแต่รู้สึกปวดร้าวเหลือเกินที่ได้ยินชายหนุ่มพูดเช่นนั้น
“ผู้น้อยไม่ทราบเจ้าค่ะ”
คำตอบของซูจิ้งทำให้ซิ่นเฉิงมั่นใจว่านางเองก็มีความรู้สึกให้กับเขาเช่นเดียวกันองครักษ์หนุ่มพลันกระชับมือแล้วขยับเข้าใกล้นางนัยน์ตาสีเข้มจดจ้องดวงหน้าสตรีตรงหน้าอย่างแน่วแน่
“ข้ายังมีสิทธิ์ใช่หรือไม่” ซิ่นเฉิงเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“ท่านพูดอันใด ผู้น้อยไม่เข้าใจเจ้าค่ะ”ซูจิ้งหันหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคมนั่น หัวใจเต้นระรัวขึ้นทุกขณะ
“หากเจ้ายังคงลังเลไม่แน่ใจแสดงว่าแท้จริงแล้วเจ้าก็ไม่ได้รังเกียจข้า เช่นนี้แล้วให้โอกาสข้าคบหากับเจ้าดูสักครั้งได้หรือไม่และเพื่อไม่ให้มีผู้ใดมาครหา ข้ายินดีหมั้นหมายกับเจ้าไว้ก่อน” ซิ่นเฉิงดวงตาเป็นประกายน้ำเสียงเข้มขรึมเจือความตื่นเต้นยินดีอยู่รางๆ
“มะ...ไม่ได้เจ้าค่ะท่านเลิกพูดเรื่องนี้เถิด คุณชายรองไม่มีวันยอมให้ข้าหมั้นหมายกับท่านแน่”ซูจิ้งเบิกตากว้างด้วยใจหวาดกลัว นางไม่อยากเห็นองครักษ์ผู้นี้ตายอย่างอนาถ
“ไหนเจ้าบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเหตุใดต้องหวาดกลัวนักเล่า” ซิ่นเฉิงขมวดคิ้วมุ่นหากนางไม่ใช่อนุบ่าวของกุนซือหนุ่ม ก็ไม่น่าจะมีปัญหาถ้านางต้องการสานสัมพันธ์กับตน
“คุณชายรองไม่ชอบท่านสั่งข้าเอาไว้ไม่ให้ยุ่งกับท่าน” สาวน้อยตอบเสียงเบา
“ข้าไม่สนใจเจ้ามาอยู่จวนฉินอ๋องในฐานะสินสมรสของหวางเฟย ยามนี้ถือว่าเจ้าเป็นคนของจวนอ๋อง เยี่ยนกุนซือไม่มีสิทธิ์อันใดมาสั่งการเจ้าอีกแล้ว”
“แต่...คุณชายรองไม่มีทางสนใจกฎพวกนี้เขาสามารถทำได้ทุกอย่างหากต้องการ ในเมื่อเขาบอกว่าเกลียดท่าน ก็จะไม่มีวันยอมเลิกราเด็ดขาดข้าไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ท่านต้องพบกับเรื่องไม่ดีในภายหลัง”
“ไม่เห็นจะยาก เราทั้งคู่ไม่ต้องบอกเรื่องนี้กับผู้ใดก็สิ้นเรื่องหากไม่มีข่าวเล็ดลอดไปถึงหูของท่านกุนซือ เจ้ากับข้าก็สามารถคบหากันได้โดยสะดวกเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ข้าจะขอให้ท่านอ๋องออกหน้าให้เพียงเท่านี้ข้าก็รับผิดชอบเจ้าได้แล้ว”