เกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก

    บทที่ 20

    “ที่รัก ไม่ต้องให้ข้าไปด้วยจริงๆ หรือ” เมมี่ถามผู้เป็นสามีด้วยสีหน้ากังวลใจ“ไม่เป็นไร เจ้าอยู่ทางนี้คอยดูแลลูกๆ กับไร่นาให้ดีเถิด” อลันกล่าวกับภรรยา พลางเดินสำรวจความเรียบร้อยรอบๆ เกวียนขนผลผลิตของตน“เจ้าค่ะ” เมมี่ตอบ พร้อมมองส่งสามีที่ขึ้นเกวียนออกไปจากหมู่บ้าน ไม่นานมานี้ ครอบครัวของเขาเพิ่งตัดสินใจไปเช่าที่เดินของทางการ เพื่อนำมาใช้ทำการเกษตร และนี่เป็นผลผลิตแรกที่จะนำไปขายในเมือง แม้ที่ดินในหมู่บ้านนี้จะไม่อุดมสมบูรณ์นัก แต่ที่ดินของทางการที่ให้เช่าก็จัดว่ายังดีกว่าที่อื่นๆ ในหมู่บ้านนี้ อลันจึงดีใจมากที่ผลผลิตที่ได้ในครั้งแรกจึงไม่น้อยอย่างที่คาด หลังเก็บเกี่ยวเขาจึงตัดสินใจจะนำของเขาไปขายในเมืองทันที ในระหว่างเดินทางเข้าเมือง อลันวางแผนอนาคตไว้ต่างๆ นาๆ หากผลผลิตชุดนี้สามารถขายได้ด้วยดี ความเป็นอยู่ในครอบครัวของเขาคงจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามที่เขาคาดหวังไว้... ใช้เวลาเพียงไม่นาน อลันก็มาถึงประตูเมือง ยังไม่ได้ทันเงินจากการค้าขาย เขาก็ต้องจ่ายภาษีก่อนเข้าเมืองไปถึง 50 เหรียญทองแดงแล้ว เนื่องจากครั้งนี้เขามาทำการค้า และทหารเฝ้าประตูเมืองไม่ยอมให้เขาจ่ายในราคา 10 เหรียญดังเช่นปกติ หลังจากเข้ามาในเมืองอลันตัดสินใจที่จะตรงไปที่สมาคมการค้าก่อน เนื่องจากเขาอยากขายผลผลิตทั้งหมดให้ได้ในครั้งเดียว ซึ่งอลันคิดว่าเขารู้ราคาตลาดของผลผลิตแต่ละชนิดดี น่าจะต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางได้ไม่ยาก ทันทีที่เข้ามาในตัวอาคารของสมาคมการค้า อลันก็พบว่าวันนี้มีผู้คนมาติดต่อซื้อขายที่นี่เยอะเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่หรือพ่อค้าคนกลางของสมาคมที่นั่งอยู่ตามโต๊ะ แทบจะไม่มีโต๊ะไหนว่างเลย เขาต้องรออยู่นาน จนในที่สุดก็มีเจ้าหน้าที่ชายวัยกลางคนรูปร่างอวบว่างพอดี อลันเข้าไปติดต่อและแจ้งจุดประสงค์ของการมาในวันนี้ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกไปที่ลานกว้างหน้าตัวอาคารที่จอดเกวียนทิ้งไว้ “ทั้งหมดนี่ข้าให้ 1 เหรียญทองกับ 50 เหรียญเงิน” พ่อค้าคนกลางร่างอวบพูดขึ้นหลังจากตรวจดูผลผลิตทั้งหมดในเกวียนเรียบร้อยแล้ว“... ให้มากกว่านี้อีกนิดได้หรือไม่ขอรับ ผลผลิตทั้งหมดนี่ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย” อลันพยายามต่อรอง หลังจากที่คำนวณแล้วว่าราคาที่พ่อค้ามอบให้นั้นยังไม่ได้กำไรเลยสึกเหรียญเดียว อีกทั้งราคายังต่ำกว่าราคาตลาดไปมาก“เฮอะ! เจ้าดูผลผลิตแต่ละอย่างของเจ้าก่อนว่าขนาดของมันเล็กกว่าชาวบ้านเขาหรือไม่ ข้าให้ราคานี้ถือว่าเมตตาแล้ว หากเจ้าไปพอใจ เจ้าจะลองไปถามคนอื่นดูก็ได้” พ่อค้าคนกลางพูดอย่างไม่พอใจที่โดนต่อรองราคา ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าตัวอาคารไปอย่างไม่ใยดี อลันลองเข้าไปรอพบพ่อค้าคนกลางคนอื่นๆ ของสมาคมการค้า แต่หลังจากพ่อค้าอีกสองสามคนมาดูผลผลิตของเขา ก็ให้ราคาไม่ต่างจากพ่อค้าคนแรกมากนัก เนื่องจากอลันต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินกับทางการเดือนละ 1 เหรียญทอง ซึ่งเดือนที่แล้วเขาขอผัดผ่อนมาแล้วรอบหนึ่ง เนื่องจากผลผลิตยังไม่โตพอให้เก็บเกี่ยว เท่ากับว่าเดือนนี้เขาต้องจ่าย 2 เหรียญทอง ไหนจะต้นทุนที่ใช้ซื้อเมล็ดพันธุ์อีก การได้ราคา 1 เหรียญทอง กับ 50 เหรียญเงิน จึงไม่ใช่ราคาที่เขารับได้ หลังจากนั้น อลันจึงตัดสินใจที่จะไปเช่าที่ในเขตจัตุรัสการค้า เพื่อเปิดขายผลผลิตด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าจากราคาตลาดแล้ว ผลผลิตทั้งหมดของเขายังไม่ก็ขายได้มากกว่า 2 เหรียญทอง แน่นอน ในช่วงแรกๆ มันเป็นอะไรที่น่าดีใจมาก เนื่องจากอลันสามารถขายผลผลิตได้ในราคาดี แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันเขาก็ต้องเผชิญกับความจริง ว่าเขาตัดสินใจผิด! ผลผลิตที่นำมาขายเอง แม้จะได้ราคาดี แต่การขายเองก็ขายได้ในจำนวนน้อย และใช้เวลานานกว่าจะขายผลผลิตได้หมด ทำให้มีผลผลิตจำนวนมากที่เน่าเสียจนต้องคัดทิ้งไป หลังจากหักค่าเท่าที่ขายของในจัตุรัสการค้า และค่าเช่าที่พักไปหลายคืน ทำให้เขาเหลือเงินกลับบ้านไปถึง 1 เหรียญทองด้วยซ้ำ เมื่ออลันกลับมาถึงบ้าน และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เมมี่ฟัง บรรยากาศในบ้านก็ตึงเครียดขึ้นทันตา ต่างๆ ฝ่ายต่างโทษว่าเป็นความผิดของตนเอง “ข้าตัดสินใจผิดเอง ข้าควรขายผลผลิตทั้งหมดให้พ่อค้าคนกลางไป แม้จะได้เงินไม่มาก แต่ก็ยังดีกว่าไปขายเองแท้ๆ ข้าขอโทษ” อลันกล่าวกับภรรยาอย่างรู้สึกผิดจากใจ“ไม่เจ้าค่ะ ข้าต่างหากที่ผิด เป็นเพราะข้าเสนอให้ท่านไปเช่าที่ดินมาทำการเกษตรพวกนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าที่ดินในเขตหมู่บ้านของเราแห้งแร้ง ผิดที่ข้า เป็นข้าผิดเอง” เมมี่กล่าวคร่ำครวญอย่างสะอึกสะอื้น“อย่าร้องไห้เลย ไม่ใช่ความผิดของเจ้า” อลันพยายามปลอบ แม้ตัวเองจะรู้สึกแย่อยู่ก็ตาม“พรุ่งนี้คนของทางการจะมาเก็บค่าเช่าแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรกันดี”“...” ในเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว วันรุ่งขึ้น ทั้งคู่จึงตัดสินใจว่าลองอ้อนวอนขอผ่อนผันค่าเช่ากับเจ้าหน้าที่ของทางการอีกครั้ง “นี่พวกเจ้าเห็นว่าข้ากำลังเล่นขายของอยู่รึ!! เดือนที่แล้วยังไม่จ่าย เดือนนี้ก็ไม่มีจ่าย!” เจ้าหน้าที่ตะโกนใสหน้าพวกเขาด้วยความโมโหทันทีที่พวกเขาร้องขอ“พวกข้าน้อยยังไม่ได้กำไรพอจะมาจ่ายจริงๆ ขอรับ ไม่ได้คิดจะเบี้ยวไม่จ่ายแต่อย่างใด ขอท่านโปรดเมตตาอีกสักครั้ง” อลันพยายามอธิบาย“หากข้ายอมเมตตาเจ้า แล้วใครจะเมตตาข้า ตอนเจ้าเมืองเรียกหาค่าเช่า!! หากเจ้าไม่มีจ่าย ก็ต้องมีหลักประกัน” เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกล่าวอย่างไร้จิตคิดช่วยเหลือผู้เดือดร้อน พลางสอดส่ายสายตาไปรอบบ้าน เพื่อดูว่าจะมีสิ่งใดสามารถยึดมาแทนค่าเช่าได้บ้าง ซึ่งภายในภายไม่มีของอะไรที่มีค่าพอเลยสักชิ้น จนสุดท้ายเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กสองคนที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ในครัว “ทหารไปจับตัวเด็กสองคนนั้นมา!!” เจ้าหน้าที่หันไปสั่งการทหารห้าหกนายที่ติดตามมาด้วย“ไม่!! หยุดนะ” เมมี่รีบเข้าไปขวางไว้ด้วยความตกใจ“ข้าจะรีบหาเงินมาให้หนี้ให้เร็วที่สุด ได้โปรดอย่าเอาลูกๆ ข้าไปเลย” อลันพยายามขอร้อง“หลบไป!! หากจะหาเงินมาคืนจริง ก็เปลี่ยนเป็นเอาเงินมาไถ่ลูกเจ้าก็แล้วกัน ทหาร ไปเอาตัวมา” เจ้าหน้าที่ยังยืนยันคำเดิมอย่างไม่ยอมใจอ่อน อลันและเมมี่ที่พยายามกันทหารไม่ให้เข้าไปจับตัวลูกๆ ถูกทหารสองคนจับตัวไว้ ก่อนที่ทหารอีกสี่คนที่เหลือจะเข้าไปจับตัวเด็กๆ ในบ้าน อามินที่พยายามดิ้นลนต่อสู้ ทำให้โดนทหารนายหนึ่งตีจนเลือดซิบ แอนเน่ที่เห็นจึงกล้าขัดขืนและเอาแต่ร้องไห้ไปตลอดทาง