เครื่องบินส่วนตัวลำเล็กๆ ลำนั้น เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องขึ้นและได้ตกลงในป่าลึก ผู้โดยสารที่ร่วมเดินทาง มาด้วยนั้นเสียชีวิตหมดมีแต่เขาที่รอดชีวิตมาแต่ก็ขาหัก พร้อมกับกระดูกซี่โครงอีก 2-3 ซี่ ยังมีร่องรอยของแผลเป็ปรากฏอยู่บนหน้าผากและตามส่วนต่างๆ บนใบหน้าและแผลเป็นั่นเองที่ทำให้ดิน่ามีความรู้สึกว่าใบหน้าของเขาเปลี่ยนไป
เบลคมิได้เล่ารายละเอียดอะไรมากนักเกี่ยวกับเื่ที่เขาพาตัวออกมาจากเครื่องบินในวันต่อมา แต่ดิน่าก็มองเห็นภาพความทุกข์ทรมานที่เขาได้รับอย่างชัดเจนเบลคจะต้องใช้ความอดทนอย่างแรงกล้าต่อสู้เพื่อที่จะออกมาให้พ้นจากบริเวณนั้นในขณะที่ร่างกายอยู่ในสภาพาเ็และปล่อยให้เครื่องบินลำนั้นกลายเป็โรงใส่ศพของผู้โดยสารคนอื่นๆที่โดยสารมาด้วย โดยไม่รู้ว่าเมื่อใดที่เขาจะได้รับการช่วยชีวิตเบลคจำเป็ที่จะต้องรักษาพยาบาลขาข้างที่หักของตัวเองอยู่
นั่นเป็สิ่งหนึ่งที่ดิน่ามองไม่เห็นภาพว่าเขาจะทำได้อย่างไรในอดีตที่ผ่านมาเมื่อมีสิ่งใดก็ตามที่้าความสามารถหรือประสบการณ์ของมืออาชีพเบลคมักจะว่าจ้างใครสักคนให้ทำแทนเขาเสมอ ดังนั้นการที่เขาจะเข้าเฝือกขาของตนเองโดยไม่ต้องพูดถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็ป่าดงพงทึบ ดูมันจะผิดลักษณะนิสัยของเขาอยู่มากเพราะมันเป็อะไรบางอย่างที่ผู้ชายคนที่เธอรู้จักอย่างดีคนนี้ ไม่เคยทำมาก่อน
เมื่อเสบียงอาหารที่มีอยู่ในเครื่องบินหมดลง เบลคก็จำเป็จะต้องหาอาหารมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องรับประทานแต่ผลไม้ป่า หรือเฉพาะสัตว์ป่าตัวเล็กๆ ที่จับหรือฆ่ามาได้ซึ่งตรงจุดนี้ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็ เบลคคนเดิมซึ่งรังเกียจการออกป่าล่าสัตว์เป็ที่สุด และปรกติแล้ว เป็คนที่พิถีพิถันในเื่อาหารการกินอยู่มาก
เบลค ซึ่งรังเกียจทั้งยุงทั้งแมลงได้เล่าให้ทุกคนฟังถึงแมลงในราวป่าที่มีอยู่อย่างชุกชุม ทั้งบินตอม ทั้งกัดต่อยๆ และอื่นๆจนกระทั่งเขาหมดความสนใจในมันไปโดยสิ้นเชิง อากาศที่ทั้งร้อนอบอ้าวและมีความชื้นสูงทำให้รองเท้ากับเสื้อผ้าเสียหาย ซึ่งทำให้เขาจำเป็ต้องเอาหนังสัตว์ที่ฆ่ามาได้มาใช้แทนผ้าพันกาย...
เบลค ซึ่งเป็คนที่มีความประณีตในเื่เครื่องแต่งกายอย่างยิ่งจะทำได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
ขณะที่เขาเริ่มต้นเล่าเื่การเดินทาง ซึ่งใช้เวลากว่า 2 ปี ออกมาจากป่า ดิน่าก็มองเห็นเงื่อนงำที่ปรากฏอยู่ในความแตกต่างเบลคได้เดินทางออกจาก โร๊ด ไอร์แลนด์ เขาเป็บุรุษผู้เจริญแล้วแต่กลับมาในสภาพของคนป่าที่ไร้การศึกษาซึ่งทำให้ดิน่าต้องมองเขาด้วยดวงตาที่บอกถึงความพินิจพิจารณาอีกครั้ง
ขณะนี้เขากำลังเอนหลังพิงอยู่กับเก้าอี้ที่นั่งความตึงเครียดคลายลงมาก แต่กระนั้นดิน่าก็ยังมีความรู้สึกว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนเต็มไปด้วยความตื่นตัวและสังเกตเห็นไปหมดในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวไม่มีสิ่งใดจะผ่านไปโดยปราศจากการสังเกตของดวงตาคู่แหลมคมนั้นได้
และลึกลงไปในดวงตาคู่สีน้ำตาลเข้ม ดูเหมือนเบลคจะมองดูเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดอยู่รอบตัวด้วยแววตาบ่งบอกถึงความรู้สึกขบขันคล้ายกับว่า สิ่งที่เรียกว่าอันตราย และปัญหาในโลกที่เจริญแล้วนี่เป็สิ่งที่น่าหัวเราะเยาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบกับการต่อสู้และได้รับชัยชนะมาแล้ว
“มีอะไรบางอย่างที่ผมยังไม่เข้าใจนะ” แซม เลฟเซค เอ่ยถามขึ้น เมื่อเบลคเล่าเื่การผจญภัยของตัวเองจบลง“ทำไมทางการเข้าถึงได้บอกเราว่าคุณน่ะตายไปแล้ว หลังจากที่เขาพบซากเครื่องบินล่ะเพราะอย่างน้อยเขาควรจะต้องรู้สิว่า มีผู้โดยสารคนหนึ่งหายไป”
“ผมคิดว่าเขาไม่รู้หรอกครับ” เบลคตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
“แล้วลูกฝังศพให้คนพวกนั้นหรือเปล่าล่ะ เบลค”แม่ของเขาเอ่ยถามขึ้นบ้าง เพราะเหตุนั้นหรือเปล่าที่ทำให้คนของทางการหาศพไม่พบ
“ไม่หรอกครับ แม่” แววในดวงตาของเขาเปล่งประกายขันๆ เมื่อมองหน้ามารดา“ถ้าจะทำเช่นนั้นเห็นจะต้องใช้บุลโดเซอร์เข้าไปขุดหลุม เพราะในป่าใหญ่ๆ อย่างนั้นมันก็มีสุมทุมพุ่มไม้ทั้งนั้นในดินมีแต่รากไม้ ผมไม่มีทางเลือกหรอกครับ นอกจากจะทิ้งศพพวกนั้นไว้ในเครื่องบินออกจะน่าเห็นใจอยู่มากที่ในป่ามันมีพวกสิงสาราสัตว์ที่กินเนื้อเป็อาหารอยู่เต็มไปหมด”
ดิน่า รู้สึกใจหายน้ำเสียงของเบลคที่เล่าเหตุการณ์ออกมาเป็น้ำเสียงที่เยือกเย็น และไร้ความเมตตาอะไรเช่นนั้นปรกติแล้ว เบลคจะเป็คนที่มีอารมณ์อ่อนไหวอยู่ไม่น้อยเป็คนประเภทโกรธง่ายหายเร็วด้วย
นี่เขากลายเป็อะไรไป อิทธิพลจากการที่ต้องใช้ชีวิตต่อสู้อยู่ในป่าถึง2 ปีครึ่งจะส่งผลกระทบถึงวันเวลาในอนาคตของเขาสักแค่ไหนหรือว่าเขาได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะเป็คนไร้เมตตาความเห็นอกเห็นใจที่เขามีต่อผู้อื่นได้มลายหายไปหมดสิ้นแล้วหรือความรักของเขาจะเปลี่ยนไปเหลือไว้แต่เพียงความใคร่หรือไม่ เขาจะเป็ชายชาตรีหรือผู้ชายที่ใจคอหยาบกระด้างเล่า
แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้ สรุปลงได้เพียงว่าถึงจะอย่างไรเขาก็คือสามีของเธอ และดิน่าก็รู้สึกขนลุกเมื่อนึกถึงว่าคำตอบต่อคำถามทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะออกมาในรูปใด
เธอได้ยินเสียงแม่บ้านที่เดินเข้ามาในห้อง เอ่ยถามขึ้นว่า
“คืนนี้จะให้เสิฟร์อาหารค่ำ ตอนไหนคะ คุณนายแชนดเลอร์”
นอร์ม่า แชนดเลอร์ลังเลใจอยู่ก่อนที่จะตอบว่า
“อีกสักชั่วโมงก็แล้วกันนะ เดียเดร ทุกคนจะได้พร้อมกัน”
เธอได้ยินเสียงเชทพูดออกมาจากเก้าอี้ข้างตัวว่า
“คุณยังพอมีเวลาอาบน้ำแต่งตัวก่อนที่จะลงมาทานอาหารได้นี่ ดิน่า”
ดูเหมือนเชทจะมิได้รู้ว่า เขาได้โยนเชือกมาช่วยชีวิตเธอไว้
“ใช่ค่ะ”
ขณะนี้ เธออยากจะอยู่ตามลำพังสักครู่ เพื่อจะตั้งสติให้มั่นดิน่าพยายามสงบสำรวมความรู้สึกทั้งมวลไว้เมื่อผลุดลุกขึ้นยืน และพูดกับทุกคนว่า
“ขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ ครู่เดียวเท่านั้นล่ะค่ะ”
การได้อาบน้ำชำระล้างเนื้อตัวก็เท่ากับเป็การชำระล้างความไม่แน่ใจที่เหลือเป็ร่องรอยอยู่ในอารมณ์และความคิดให้หมดสิ้นไปด้วย ดิน่าเดินออกจากห้องน้ำส่วนตัวโดยมีผ้าสีน้ำเงินผืนใหญ่ห่อหุ้มร่างไว้เธอเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าซึ่งอยู่ตรงผนังอีกฟากหนึ่งของตัวห้องเพื่อจะเลือกเสื้อผ้าชุดที่จะสวมใส่ลงไปรับประทานอาหารค่ำในวันนี้แม้จิตใจจะยังรู้สึกสับสนยุ่งยากอยู่มาก
มีเสียงกริ๊กดังขึ้น พร้อมๆ กับที่ลูกบิดประตูหมุนออกเธอหันขวับไปมองในทันทีที่ประตูบานนั้นเปิดออกและเห็นเบลคเดินเข้ามาดิน่าเกือบจะอ้าปากไล่เขาให้ออกไปจากห้องอยู่แล้วแต่ก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเขาคือสามีของเธอแล้วเธอจะขับไล่ไสส่งเขาออกไปจากห้องนอนได้อย่างไร
เบลคกวาดสายตาไปทั่วห้องและมาหยุดอยู่ที่เธอจรดจ้องมองเธอราวสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องสะกดจิตเหยื่อของมันอยู่ดิน่ายกมือขึ้นกุมปมผ้าเช็ดตัวไว้อย่างไม่รู้ตัวเหงื่อชื้นไปทั้งฝ่ามือด้วยความกระวนกระวายใจเธอกำลังพะวงอยู่กับเนื้อตัวที่เปล่าเปลือยมีเพียงผ้าเช็ดตัวห่อหุ้มไว้เท่านั้นปวดร้าวในสมองได้ยินเสียงเส้นเืที่เต้นตุบราวกับเสียงกลองในราวป่าอันเป็สัญญาณอันตรายขณะนี้เธอกำลังระแวงในตัวเขาอย่างเต็มที่
เสื้อสูทสีน้ำตาลอ่อนชุดใหม่เอี่ยมเข้ากับเนกไทที่ผูกไว้ทำให้เขามองดูศิวิไลซ์ขึ้นแต่เธอไม่อยากจะปลงใจเชื่อในเื่ของการแต่งกายภายนอกเช่นนี้เพราะมันไม่อาจอำพรางพลังในเรือนกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามหรือทำให้แววบนใบหน้าที่กร้านกระด้างด้วยแดดลมอ่อนโยนลงได้
เบลคปิดประตูลง ดวงตายังตรึงร่างเธอไว้สัญญาณอันตรายที่กริ่งเตือนอยู่ทำให้ดิน่าแทบไม่กล้าหายใจ
“ผมต้องผ่านขุมนรกเพื่อที่จะกลับมาพบคุณอีกครั้งแต่อย่างนั้นคุณยังไม่มีน้ำใจที่เดินมาหาผมเลย”น้ำเสียงที่ต่อว่านั้นแฝงอยู่ด้วยการเยาะหยันโดยนัย
และคำพูดประโยคนั้นเองที่ทำให้เธอขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวขึ้นมาได้นับแต่ตอนที่เขากลับมาจนกระทั่งถึงเวลานี้เธอได้สูญเสียเวลาไปมากจนเกิดความขัดเขินเกินกว่าที่จะวิ่งผวาเข้าไปสู่อ้อมแขนของเขา ดังนั้นเธอจึงเดิน