ภาพสุดท้ายที่เขาจำได้คือ ถนนที่แน่นขนัดไปด้วยรถรามากมายเบื้องหน้าแล้วภาพก็ตัดมาจบลงที่ฝูงชนกำลังรายล้อมร่างกายของเขา ความเ็ปที่แล่นเข้ามาอย่างกะทันหันทำให้รู้สึกสับสนเขาหอบหายใจถี่รัวพยายามมองไปรอบๆอย่างยากลำบาก
'เกิดอะไรขึ้น?' เขาส่งเสียงออกมาได้เพียงในใจเท่านั้นไม่มีแม้แต่แรงขยับปากหรือกระดิกนิ้วกลอกตาไปมาอย่างสับสนก็พบว่ารถยนต์ของตนเองมีควันฟุ้งออกมา สภาพรถเสียหายยับเยินด้านหลังมีรถบรรทุกขนาดใหญ่คล้ายว่าก่อนหน้านี้มันพุ่งมาชนท้ายรถยนต์คันเล็กอย่างแรง
...รถชนงั้นเหรอ?...ชายหนุ่มขมวดคิ้ว
"ฮือๆ พี่คะ พี่อย่าเป็อะไรนะหนูมีพี่อยู่คนเดียวนะคะ" เสียงใสแว่วเข้ามาในโซนประสาทของเ้าของร่างเด็กสาวหน้าตาคุ้นกำลังนั่งอยู่ข้างๆของเขา มือที่เล็กๆที่กอบกุมมือหนากำลังสั่นไหวแม้ร่างกายจะไม่มีเรี่ยวแรงและไม่รู้สึกแล้ว แต่ก็ััได้
'อย่าร้อง' อยากจะพูดออกไปอยากจะกอดคนตรงหน้า สายตาพลันเห็นของเหลวสีแดงสดค่อยๆไหลออกจากศีรษะของเด็กสาวแต่เธอไม่แม้แต่จะร้องบอกว่าเจ็บสักนิด กลับเอาแต่ส่งเสียงร้องหาคนช่วย
เปลือกตาเขาหนักอึ้ง พยายามห้ามใจไม่ให้หลับแต่ก็ทำไม่ได้...แล้วภาพก็ดับวูบไป
ปรากฏลูกไฟสีขาวลอยออกมาจากร่างของชายหนุ่มดวงิญญาสีขาวรับรู้ได้ว่าเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งยังรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยคิดว่าการตายกลายเป็ิญญานึกว่าจะต้องมีร่างกายเหมือนดั่งที่เคยอ่านเจอเสียอีกแต่กลับมีแค่ดวงิญญาที่ยังหลงเหลือเพียงแค่ความทรงจำเท่านั้นไม่นานเขาก็เห็นรถสีขาวแล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว บุรุษพยาบาลวิ่งลงมาตรวจดูร่างของเขาสีหน้าไม่สู้ดีนักจากนั้นก็ช่วยนำร่างเขาขึ้นไปไว้บนเตียงพร้อมทั้งเด็กสาวข้างๆที่ขึ้นรถตามไป
ดวงิญญาสีขาวพยายามจะติดตามร่างกายของตนเองไปด้วยแต่กลับทำไม่ได้คล้ายกำลังถูกตรึงด้วยอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นประกายสีขาวรอบๆวูบไหวตามความรู้สึกนึกคิดในตอนนี้
เขากำลังรู้สึกเสียใจ...เสียใจที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยากที่วาดฝันเอาไว้
"อย่าเศร้าไปเลย"เสียงสุขุมของใครบางคนดังขึ้นทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ก่อนที่ดวงิญญาสีขาวนั้นจะหายไปแล้วปรากฏอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง
สถานที่แห่งนี้เป็เพียงพื้นที่โล่งนอกจากหมอกมืดทึบที่อยู่รอบๆก็ไม่มีสิ่งใดอีกเลยดวงิญญาสีขาวล่องลอยตามแสงสว่างเบื้องหน้า จนปรากฏให้เห็นลูกไฟสีน้ำเงินดวงหนึ่ง
ดวงิญญาสีน้ำเงินลอยวนไปมาคล้ายกระวนกระวายใจก่อนหน้านี้นางกำลังเดินทางไปนอกเมืองเพื่อพักรักษาอาการป่วยของตนเองแต่เดินทางไม่นานก็มีกลุ่มโจรลึกลับดักปล้น ทำให้รถม้าของนางเกิดเสียหลักตกลงมายังเหวลึก จากนั้นภาพก็ดับวูบไป พอรู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่แห่งนี้เสียแล้ว
นางรู้สึกเหมือนจะเห็นว่าตนเองเป็เพียงดวงิญญาลูกไฟสีน้ำเงินไม่ได้มีร่างกายที่บ่งบอกรูปร่างหรือเพศแต่อย่างใดไม่กี่ลมหายใจถัดมาก็พบกับลูกไฟิญญาสีขาวลอยออกมาจากม่านหมอกทึบ
"นี่ท่านก็ตายแล้วหรือ"นางเปล่งเสียงออกมาอย่างแ่เบา ถ้อยคำและสำเนียงการพูดดูคล้ายคนในยุคโบราณตามที่เขาเคยเห็นในละครหากเดาไม่ผิดคงจะเป็ิญญาของคนจีนในสมัยก่อน...กระมัง?
"ใช่ ผม...เอ่อข้าตายแล้วที่นี่มันที่ใดหรือท่านรู้รึเปล่า" เขาเปล่งเสียงออกมาเสียงของเขาเบามากจนฟังไม่ได้ศัพท์แต่ก็พอพูดเข้าใจกันได้
"มิทราบเหมือนกันเ้าค่ะรู้ตัวอีกทีข้าก็อยู่ที่นี่แล้ว" ดวงิญญาน้ำเงินเปล่งเสียงออกมา
"เช่นนั้นเราลองลอยไปตามทางเรื่อยๆดีหรือไม่"เขาเสนอความคิด
"ตกลง"จากนั้นดวงิญญาทั้งสองก็ลอยเคียงคู่กันไปเรื่อยๆจนพบกับแสงสีทองสว่างเบื้องหน้าไม่รอช้า ทั้งสองก็รีบลอยเข้าไปหาทันที
ภาพเบื้องหน้านั้นเป็ชายหนุ่มสองคนในชุดจีนโบราณกำลังพูดคุยกันใบหน้าเคร่งเครียดเหมือนกำลังปรึกษาหารือกันเื่สำคัญเห็นเช่นนั้นดวงิญญาทั้งสองจึงหยุดอยู่กับที่ไม่กล้าเข้าไปรบกวนเพราะรับรู้ได้ว่าทั้งสองท่านนี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอย่างแน่นอนเพียงไม่กี่อึดใจ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็หันมาเจอดวงิญญาทั้งสองลอยอยู่ด้านหน้าเขาจึงยกยิ้มขึ้น ก่อนที่จะสะกิดให้คนด้านข้างหันไปมองดวงิญญาสองดวงนั้น
"สวัสดีท่านทั้งสองข้าฮุ่ยหลิงเป็เทพิญญาของโลกมนุษย์" ฮุ่ยหลิงเอ่ย เขาเป็บุรุษรูปงามดวงตาสีนิล ผมยาวสีขาวปล่อยสยายไว้กลางหลัง ชุดจีนโบราณสีดำทึบไม่มีลวดลายแม้การแต่งกายจะทำให้เขาเป็คนทื่อๆแต่สีหน้าและแววตาอบอุ่นนั้นก็ทำให้ดวงิญญาทั้งสองรู้สึกสบายใจยิ่ง
"ส่วนข้า ฮุ่ยเหอเทพิญญาของโลกจอมยุทธ์และลมปราณ"ฮุ่ยเหอมีลักษณะหน้าตาและท่าทางคล้ายกับฮุ่ยหลิงเว้นเพียงผมที่มีสีแดงเพลิงและชุดสีขาวขลิบแดงลวดลายงดงามวิจิตร ท่าทางเ้าสำราญและออกจะน่ากลัวกว่าเล็กน้อย
"เ้าคงสงสัยว่าทำไมพวกเ้าถึงมายังที่แห่งนี้"ฮุ่ยหลิงว่า ทำให้ดวงิญญาทั้งสองลอยขึ้นลงคล้ายกำลังพยักหน้าตอบรับ
"โดยปกติคนที่สิ้นอายุขัยไปแล้วนั้นจะต้องไปยังประตูตัดสินที่ภพหน้าว่าต้องไปเกิดเป็อะไรต่อไปตามเวรกรรมที่พวกเ้าก่อ..." ฮุ่ยเหอเอ่ยก่อนจะเว้น่เล็กน้อย
"แต่มันผิดพลาดข้ากับฮุ่ยหลิงทำหนังสือชะตาของพวกเ้าสลับกันพวกเ้าจึงไปเกิดในโลกที่ไม่ใช่ที่ทางของพวกเ้า ว่ากันตามจริงแล้วอายุขัยของพวกเ้าจะต้องยาวนานกว่านี้..."แม้ฮุ่ยเหอจะเอ่ยเช่นนั้นแต่ก็ไม่ได้มีท่าทีสำนึกในความผิดทำให้คนที่ได้ยินถึงกับอึ้งไปชั่วขณะจนฮุ่ยหลิงต้องส่ายศีรษะน้อยๆ
"ดังนั้นพวกข้าจึงมาส่งพวกเ้ากลับโลกเดิมที่พวกเ้าสมควรจะเกิดมา"ฮุ่ยหลิงเสริมพรางยกหนังสือชะตาทั้งสองขึ้นมา
"และเป็การไถ่โทษพวกเราจึงไม่กำหนดชะตาของพวกเ้า แต่ให้พวกเ้าเป็ผู้เลือกเอง รวมทั้งให้พวกเ้าขอพรได้คนละ2ข้อ...หากเป็สิ่งที่พวกข้าทำได้ล่ะนะ..." ฮุ่ยหลิงสะบัดมือคราหนึ่งจากนั้นไฟสีน้ำเงินบริสุทธิ์ก็ค่อยๆแผดเผาหนังสือทั้งสองเล่มไม่เหลือแม้แต่เถ้า
"เอาละ เพื่อไม่เป็การเสียเวลาหากนานกว่านี้พวกเ้าคงกลับเข้าร่างไม่ได้ หากเป็เช่นนั้นพวกเ้าก็ต้องไปเกิดใหม่ในภพหน้าแทน...พวกจงรีบขอพรเสีย"ฮุ่ยหลิงเอ่ยขึ้นยิ้มๆ
"ข้ายังนึกพรที่จะขอไม่ออกเ้าค่ะท่านเทพขอกลับเข้าร่างแล้วค่อยขอได้หรือไม่?" ดวงิญญาสีน้ำเงินเปล่งเสียงออกมาทำให้เทพทั้งสองขมวดคิ้วน้อยๆ
"ได้สิ...เช่นนั้นพวกข้าจะให้พวกเ้าจำความทรงจำในโลกที่พวกเ้าจากมาได้ก็แล้วกันรวมถึงจำความทรงจำในร่างที่พวกเ้าจะเข้าไปอยู่ใหม่ได้ด้วยพวกเ้าจะได้จำคำขอที่ต้องขอได้ เพียงเอ่ยชื่อและนึกถึงพวกเรา พวกเราจะปรากฏตัวให้เ้าเห็นทันที...แล้วเ้าล่ะจะขอเลยหรือไม่?" ฮุ่ยหลิงเอ่ยเสร็จก็หันไปทางดวงิญญาสีขาว
"ข้าก็ยังคิดพรที่อยากขอไม่ออกขอรับ"ได้ยินเช่นนั้นท่านเทพฮุ่ยหลิงจึงพยักหน้าน้อยๆ
"แต่ข้าขอพูดคุยกับดวงิญญาดวงนี้สักครู่ได้หรือไม่"ดวงิญญาสีขาวเอ่ยออกมา
"ได้ แต่ข้าให้เวลาพวกเ้าไม่นานนะ"ฮุ่ยหลิงเอ่ยแล้วปล่อยให้ทั้งคู่พูดคุยกัน
"ข้าอยากจะให้ท่านดูแลน้องสาวแทนข้าได้หรือไม่เราทั้งสองไม่มีญาติผู้ใหญ่ให้พึ่งพิงข้าจึงเป็ทั้งพ่อและแม่ให้นาง..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยแม้จะแ่เบาแต่นางก็ััได้
"ได้ ในเมื่อข้าต้องใช้ชีวิตในร่างนั้นก็ย่อมต้องดูแลน้องสาวผู้นั้นอยู่แล้ว...กลับกันท่านก็ต้องดูแลและทวงความยุติธรรมให้ครอบครัวของข้าด้วยเช่นกันนะ!"
"ทวงความยุติธรรม?" ดวงิญญาสีขาวเอ่ยขึ้นด้วยความงุนงง
"พอกลับเข้าร่างความทรงจำของข้าก็คงทำให้เ้าเข้าใจเอง"
ดวงิญญาสีขาวและดวงิญญาสีน้ำเงินพูดคุยกันทั้งเื่ต่างๆในโลกที่พวกเขาจากมาไม่ว่าจะเป็ฝั่งโลกมนุษย์ที่มีทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมายที่ทำให้ของเครื่องใช้ต่างๆทำงานได้เองโดยไม่ต้องใช้แรงงานหรือในโลกจอมยุทธ์ที่มีพลังลมปรานและสัตว์อสูร ทั้งการต่อสู้และผู้คนที่แข็งแกร่งทำเอาทั้งสองตื่นเต้นไม่น้อย
"เอาละได้เวลาแล้วหากนานกว่านี้พวกเ้าคงกลับเข้าร่างไม่ได้" ฮุ่ยหลิงเอ่ยทำให้ดวงิญญาทั้งสองหยุดการพูดคุยเพียงเท่านั้น
"ขอให้พวกเ้าโชคดีในโลกใหม่"ฮุ่ยหลิงเอ่ยก่อนที่จะสะบัดมือ แล้วดวงิญญาทั้งสองก็หายไป
แสงสว่างวาบเข้ามาจากนั้นนั้นก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็ความอบอุ่นร่างผอมบางพยายามปรับสายตาให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อนางค่อยๆยันตัวขึ้นก็ต้องพบกับความปวดร้าวไปทั่วร่าง
"อ๊ากกกกกก" เสียงร้องในยามนี้คล้ายเสียงโหยหวนของิญญาก็มิปาน
แต่ที่น่าใยิ่งกว่าสภาพของตัวเองคือหน้าอกที่นูนขึ้นมาและ...ไอ้นั่น!ไม่มีไอ้นั่น!!! เขารีบลูบคลำร่างกาย แม้จะรู้สึกเ็ปยามนำมือปัดป่ายลูบคลำตัวก็ไม่เท่าความรู้สึกสับสนที่ก่อตัวขึ้นในตอนนี้
...นี่ท่านเทพส่งเขามาในร่างผู้หญิงเหรอ!!...คิดแล้วก็แทบจะกรีดร้องไร้เสียงทั้งยังเผลอปลดปล่อยปรานที่มีแรงกดดันมหาศาลออกมาโดยไม่รู้ตัวจนทำให้สัตว์ป่ารอบๆแตกตื่นจนร่างบางไม่รู้ตัวเลยว่าอาการาเ็นั้นค่อยๆทุเลาลงแล้ว
"ฮือๆแล้วข้าจะเอาหน้าไปพบน้องสาวในภพหน้าได้อย่างไร" นางร้องไห้ออกมาเสียใดเล่าก็ไม่เสียศักดิ์ศรีและเ้าหนูน้อยๆ!
"จริงสิ...จะว่าไปดวงิญญาสีน้ำเงินนั้นก็เป็ผู้หญิงนี่...แสดงว่า...จริงๆข้าต้องมาเกิดเป็ผู้หญิงในโลกนี้งั้นหรือ!"เมื่อได้สติก็ไตร่ตรองหาความเป็ไปได้ จากนั้นก็ต้องหน้าสลดลงอีกครั้ง
โฮกกกกกกกกกกก!!!
เสียงคำรามของสัตว์ในป่าดังขึ้นเป็ระยะๆ แต่ครั้งนี้มันกลับดังมากกว่าครั้งไหนๆทำให้คนที่ยังนั่งอยู่สะดุ้งโหยงด้วยความใจากความสลดเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวแทบจะทันที เกือบลืมไปแล้วว่าตอนนี้นางอยู่ที่ไหนถ้าเดินไปในป่าสุ่มสี่สุ่มห้าตอนนี้อาจจะเกิดอันตรายได้เขาจึงตั้งสมาธิและลองทบทวนความจำรอให้เช้าจึงค่อยออกจากป่าจะดีกว่า
ลองตั้งสมาธิไม่นานความทรงจำก็ค่อยๆหลั่งไหลเข้ามาในสมอง
เ้าของร่างนี้ เดิมทีมีชื่อว่า 'เว่ย เฟยหรง' เด็กสาวอายุ16ปี ั้แ่เกิดก็มีร่างกายที่อ่อนแอมากมักจะเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่บ่อยๆอีกทั้งไม่มีพลังปรานอยู่เลยแม้แต่น้อย อาจจะเป็เพราะดวงิญญาเดิมไม่ได้เป็คนของโลกนี้ก็เป็ได้เฟยหรงไม่ได้รับการยอมรับจากตระกูล 'ิ' ในขณะที่อายุ6ขวบปีจึงได้ถูกใส่ร้ายป้ายสีจากคนในตระกูลว่าเป็สิ่งอัปมงคลจะทำให้ตระกูลล่มจมจนท่านพ่อและท่านแม่ทนไม่ไหวในคำครหาเ่าั้ พาพี่ชายทั้งสอง น้องชายและนางออกมาจากตระกูลิ จากนั้นจึงได้เปลี่ยนเป็แซ่ 'เว่ย'ซึ่งเป็สกุลของท่านยายจนถึงปัจจุบัน
ไม่นานหลังจากที่ครอบครัวของนางรับสืบทอดแซ่ตระกูลเว่ยหลังจากที่ไม่มีผู้สืบทอดมายาวนานนั้นบิดาของนาง 'เว่ยช่างล่าง'ก็ได้สร้างชื่อเสียงไว้มากมาย จนทำให้คนในตระกูลิอิจฉาริษยาเป็อย่างมากจึงได้สร้างเื่และทำการใส่ร้ายป้ายสีต่างๆนานาอีกเช่นเดิม แต่ท่านพ่อของนางที่เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ขององค์จักรพรรดิได้สร้างชื่อเสียงกลบคำให้ร้ายนั้นไปจนสิ้นทำให้ตระกูลเว่ยกลับมาสงบสุขอีกครั้งจนกระทั่ง เฟยหรงอายุได้11ขวบปี ท่านพ่อก็าเ็จากา ทำให้เสียแขนซ้ายไปและกลายเป็คนพิการยิ่งกว่านั้นคือการที่ท่านพ่อของนางถูกพิษจันทราฉายเป็พิษที่ทำให้จุดบ่มเพาะปรานเสียหายจนไม่สามารถรักษาได้
ก่อนที่จะถึงความทรงจำต่อไปเฟยหรงก็ได้ลืมตาขึ้นมาช้าๆน้ำใสๆเอ่อคลอที่ดวงตา ความรู้สึกนี้แต่เดิมคงเป็ความรู้สึกผิด...ผิดที่เกิดมา...ทำให้บิดามารดาต้องทนลำบากมามาก...ร่างบางพยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆเพื่อที่จะทบทวนความทรงจำต่อไป
ในตอนที่นางอายุได้15ปีก็ถึงวัยปักปิ่น ในขณะจัดงานเล็กๆกับครอบครัวอยู่นั้นคนสกุลิที่นางไม่คิดแม้ที่จะอยากชายตาแลมองก็มาที่สกุลเว่ย เป็นาง....นางที่เฟยหรงเกลียดแสนเกลียด เป็นางที่ใส่ร้ายป้ายสีนางทำให้พ่อแม่ต้องทนทุกข์ 'ิซูหนี่ว์'หญิงสาวรูปร่างอรชรใบหน้าเ้าเล่ห์แฝงความร้ายกาจ นางคือฮูหยินใหญ่ของตระกูลิเป็น้องสะใภ้ของท่านพ่อ หรือก็คือน้าสะใภ้ของนางเอง ในยามนั้นิฮูหยินเข้ามาร่วมยินดีกับนางโดยการนำยาพิษดอกร้อยราตรีมาให้เป็ของขวัญ
[วัยปักปิ่น หมายถึงวัยที่โตเป็สาวสามารถออกเรือนได้จะเริ่มครั้งแรกเมื่ออายุ15ปีตามประเพณีหมายถึงพิธีเข้าสู่วัยสาว หากยังไม่ได้ออกเรือนจนอายุ20ก็จะจัดขึ้นอีกครั้ง]
[ดอกร้อยราตรี หมายถึง ดอกไม้ที่บานเฉพาะตอนกลางคืนและหุบตอนกลางวันเมื่อบานถึงคืน100พิษที่อยู่ในลำต้นดอกไม้จะถูกขับให้มาหล่อเลี้ยงกลีบหากนำมาสกัดในปริมาณมากๆสามารถมาทำเป็พิษคร่าชีวิตได้]
ก่อนจะยื่นยาพิษขวดนั้น นางก็ได้กล่าวเอาไว้ 'เป็แค่ขยะก็สมควรตายไปเสีย' พอท่านพ่อกับท่านแม่ได้ยินเช่นนั้นก็ไล่นางออกจากบ้านทันทีก่อนจะเทขวดยาพิษนั่นลงบนศีรษะนาง เฟยหรงในตอนนั้นแทบจะโห่ร้องด้วยความสะใจหากไม่ติดอยู่ที่ว่าฉากหน้าเป็สตรีเรียบร้อยอ่อนหวานนางคงวิ่งไปหยิบดอกไม้พิษในสวนมายัดปากสตรีเบื้องหน้าให้รู้แล้วรู้รอด
"โอ้จริงๆแล้วเ้าก็แสบดีเหมือนกันนี่ ถึงขนาดมีสวนดอกไม้พิษด้วย"เขายกยิ้มอย่างพึงพอใจ เ้าของร่างเดิมใช้ปรานไม่ได้ก็จริง แต่นางก็หาอ่านตำราและนำความรู้ต่างๆมาทดแทนสิ่งที่ขาดหายเ่าั้เฟยหรงเป็เด็กสาวที่ชื่อชอบดอกไม้พิษเป็พิเศษ นางชอบสีสันและสรรพคุณต่างๆของมันหากมีเวลาว่าง(ที่แทบจะมีตลอด) ก็มักจะลองปรุงยาต่างๆขึ้นมาดูแม้จะหลอมโอสถระดับสูงไม่ได้เพราะไม่มีพลังปรานแต่ความรู้ความเข้าใจในเื่โอสถก็มีไม่น้อย
อีกทั้งผู้สอนการปรุงยาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็ท่านแม่ของนางนั้นเอง 'เว่ย หลิงเฟย' บุตรสาวคนเล็กตระกูลตงตระกูลเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเื่ยาพิษมาั้แ่สมัยโบราณและเป็แพทย์หลอมโอสถในสำนักหลวงหลายต่อหลายรุ่นแต่เพราะทางราชสำนักเกรงกลัวบารมีและฝีมือของคนในตระกูลจึงใส่ร้ายคนในตระกูลว่าลอบวางยาพิษไทเฮามารดาขององค์จักรพรรดิ ไม่นานก็มีรับสั่งจากองค์จักรพรรดิให้ฆ่าล้างทั้งตระกูลด้วยความโกรธเกรี้ยวโดยไม่คิดหน้าคิดหลังในคืนนั้นเองก็ได้เกิดความกลลาหลขึ้นในจวนตระกูลตง เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วโชคดีที่ท่านแม่และท่านป้า 'ตง ไป๋อี้' หนีรอดมาได้และออกท่องยุทธภพด้วยกันในขณะที่ท่องยุทธภพกันสองคน ท่านแม่ของนางก็ได้พบรักกับท่านพ่อที่กำลังพาเหล่าทหารพักค้างแรมในเมืองที่ท่านแม่อาศัยขณะนั้น
"น้ำเน่าดีแฮะ" เฟยหรงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงใบหน้ายามที่บิดามารดาเล่าเื่ความรักของพวกเขาจากนั้นนางก็หลับตาทบทวนความจำต่อไป
เฟยหรงมีพี่ชายสองคนและน้องชายอีกหนึ่งคนซึ่งพี่ชายคนโต 'เว่ยชางลี่' ผู้ซึ่งเป็แม่ทัพใหญ่แทนท่านพ่อที่ปลดเกษียณแล้วในตอนนี้เองเขามีอายุ23ปี แต่ก็ยังไม่ได้ออกเรือนเพราะกังวลกับเื่ทางบ้านจึงแทบจะไม่ชายตาแลสตรีคนใดแม้จะมีสาวงามเสนอตัวให้มากมายก็ตาม
ส่วนพี่ชายคนรอง 'เว่ย ฉือเฉิง' ซึ่งขณะนี้อาย20ปีเป็นักหลอมโอสถของทางราชสำนักเพราะได้ท่านแม่ซึ่งเป็ถึงแพทย์โอสถผู้เชี่ยวชาญระดับนภาฝึกสอนก็ไม่ได้ยากเย็นเลยที่จะเข้าไปทำงานกับทางราชสำนักได้
สุดท้ายน้องชายของนาง 'เว่ย หลิ่งอี้' เด็กชายอายุ15ปีที่ฉายแววความเป็อัจฉริยะั้แ่เด็กในวัย13ขวบปีก็ทะลวงระดับเข้าสู่ปรานนภาขั้น3ได้แล้วและตอนนี้ก็กำลังศึกษาวรยุทธ์กับพี่ชายคนโตของนาง
"โอ๊ะ เช้าแล้ว" เมื่อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก็พบว่าขณะนี้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีเหลืองนวลไม่ได้ไร้แสงเหมือนเมื่อครู่เฟยหรงค่อยๆยันตัวขึ้นมาโดยหากิ่งไม้แถวนั้นเป็ไม้ค้ำ ก่อนที่จะล้มลงไปอีกครั้ง
การล้มครั้งนี้ทำให้ความปวดร้าววิ่งแล่นจากขาขึ้นไปจนเฟยหรงน้ำตาคลอแต่นางก็ไม่ยอมแพ้พยายามยันตัวลุกขึ้นใหม่อีกครั้งเฟยหรงค่อยๆก้าวขาช้าๆเดินเลียบไปตามหุบเขาเพื่อหวังเจอผู้คนบ้างสักคน
เฟยหรงเดินมาจนถึงน้ำตกแห่งหนึ่งตรงข้ามมีหมู่บ้านเล็กๆอยู่นางจึงเดินเลียบไปทางน้ำตกด้วยความยากลำบากกระทั่งถึงหมู่บ้าน นางจำได้ว่าเป็หมู่บ้านที่เฟยหรงคนก่อนนั่งรถม้าผ่านมาเมื่อวานนี้เองนางหรี่ตามองเงาคนด้านหน้า แล้วพยายามเดินเข้าไปใกล้
"ท่านน้า ได้โปรดช่วยข้าหน่อยเถิด"นางก้าวขาพร้อมทั้งเดินไปหาสาวชาวบ้านผู้หนึ่งซึ่งมีเด็กทารกตัวน้อยห่อผ้าผูกไว้ด้านหลัง
"ตายแล้ว"สาวชาวบ้านผู้นั้นใเมื่อเห็นสภาพของเฟยหรง
ภาพเบื้องหน้าของสาวชาวบ้านผู้นั้นคือเด็กสาวตัวมอมแมมเปื้อนคราบเืแห้งกรังเป็บางจุดกำลังใช้กิ่งไม้ค้ำจุนตนเองไม่ให้ล้มดูน่าเวทนาไม่น้อย
"ท่านพี่ท่านพี่ช่วยแม่หนูคนนี้ด้วย"สาวชาวบ้านผู้นั้นหันไปะโให้ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลัง
ชายหนุ่มท่าทางใจดีร่างใหญ่คล้ายจะเป็สามีของนางเมื่อเขาเห็นเฟยหรงก็รีบวิ่งมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อเฟยหรงเห็นดังนั้นก็เบาใจแล้วล้มลงหมดสติไป
ในความฝัน
เฟยหรงลืมตาขึ้นมาก็พบกับสถานที่ที่คุ้นเคยหมอกป่าทึบและกลิ่นอายพิเศษบางอย่างนี้...นางจำได้ดีครั้งนี้แตกต่างจากที่มาคราวก่อนตรงที่มีร่างกายนั่นเองเฟยหรงเดินตามทางไปเรื่อยๆจนเจอชายหนุ่มคุ้นหน้าคุ้นตายืนรออยู่
"เ้านี่อึดดีเหมือนกันนะกว่าข้าจะมาหาเ้าได้ก็ต้องรอให้เ้าหลับไปอีกรอบ"ฮุ่ยเหอยิ้มแล้วหยิบขวดแก้วขนาดเล็กออกมาจากเสื้อ
"ท่านเทพไม่ทราบว่าข้าทำอะไรผิดหรือ ถึงได้มาหาข้า" นางรู้สึกหวั่นใจเหมือนกำลังจะมีเื่น่าปวดหัวอีกรอบ
"เปล่าๆ" ฮุ่ยเหอโบกมือไปมาแล้วเดินเข้ามาหาเฟยหรง
"หรือท่านจะ..."ยังไม่ทันที่เฟยหรงจะพูดอะไร ท่านเทพก็เอื้อมมือมาแตะหน้าผากของนางเบาๆ
"ข้าแค่อยากมอบภารกิจให้เ้าทำเล็กๆน้อยๆเท่านั้นมันจะเป็การดีมากเลย เพราะถ้าเ้าทำสำเร็จเ้าจะได้ไปเกิดพร้อมน้องสาวของเ้าอีกครั้ง" ฮุ่ยเหอว่า ฝ่ามือที่แตะอยู่บนหน้าผากของเฟยหรงค่อยๆอุ่นขึ้นจนนางรู้สึกได้
"จะ จริงเหรอ" นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"ข้าเป็เทพ ไม่เคยผิดคำพูด"เขาพยักหน้า
"แต่ก่อนที่เ้าจะได้ภารกิจนี้ไปเ้าต้องแข็งแกร่งเสียก่อน ข้าจึงอยากจะถ่ายทอดพลังของข้าให้เ้าไปเพื่อปกป้องตัวเ้าเองและทุกๆคน" เฟยหรงหลับหน้าพริ้มก่อนจะขมวดคิ้ว
"เหตุใดข้าต้องแข็งแกร่ง...หรือท่านให้ข้าทำเื่เสี่ยงอันตรายงั้นเหรอ!"เฟยหรงเอ่ยถามด้วยความใ
"ก็..."
เฟยหรงสะดุ้งตื่นจากฝันเหงื่อไหลโทรมกายจนเสื้อผ้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ นางค่อยๆปรับการหายใจให้ช้าลงและค่อยๆสงบนิ่งแต่เมื่อนึกถึงหน้าท่านเทพแล้วก็อยากจะกระชากคอใครสักคนมาต่อยให้หนำใจ!
"ตื่นแล้วหรือแม่นางเ้าหลับไปหนึ่งวันเต็มๆเลยเชียวล่ะ"สาวชาวบ้านคนที่เฟยหรงไปขอความช่วยเหลือเดินเข้ามาดูอาการของนางใกล้ๆ
"อื่ม นับว่าเ้าโชคดีที่ยังรอดท่านหมอบอกว่ากว่าาแของเ้าจะหายดีคงเป็เดือนๆ ข้าชื่อ ฮุ่ยหนิงหนิงเป็ชาวบ้านของหมูบ้านฟ้าคราม" นางว่าพรางตรวจดูอาการของเฟยหรงเมื่อไม่มีอะไรผิดปกติจึงคลี่ยิ้มออกมา
"ข้าต้องขอบคุณท่านน้ามาเลยนะเ้าคะ"เฟยหรงประสานมือคำนับหนิงหนิง
"ข้า เว่ยเฟยหรงจะตอบแทนบุญคุณครั้งนี้แน่นอนเ้าค่ะ"เฟยหรงพูดออกมาด้วยท่าทีจริงจัง
"แม่นาง...เมื่อกี้เ้าบอกว่าชื่อเว่ยเฟยหรงรึ?"เฟยหรงเงยหน้าขึ้นมองหนิงหนิงอีกครั้งก็พบสีหน้าประหลาดใจ
"เ้าค่ะ?" เฟยหรงพยักหน้าสงสัย
"รอข้าสักครู่นะแม่นาง"หนิงหนิงรีบกุลีกุจอออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วเฟยหรงเห็นดังนั้นก็ค่อนข้างแปลกใจไม่น้อย
เฟยหรงที่อยู่ในห้องนั้นไม่รู้จะทำอะไรจึงนั่งรอแม่นางฮุ่ยกลับมาอย่างว่าง่ายแล้วค่อยๆทบทวนเื่ราวต่างๆและคิดว่าจะทำยังไงกับเื่ราวต่อจากนี้ดี
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วยาม ฮุ่ยหนิงหนิงก็กลับมาพร้อมกับบุคคลหนึ่งเป็สตรีหน้าตาน่ารักผู้หนึ่ง หากจะน่ารักว่านี้ถ้าไม่มีผ้าพันแผลที่ดวงตาข้างขวา นางอายุราวๆ17-18ปี สวมชุดสาวรับใช้เฟยหรงจำนางได้ดีเพราะนางคือ อี๋ มี่ถง สาวใช้คนสนิทของเฟยหรงคนเก่านั่นเอง
"คุณหนู"มี่ถงพูดขึ้นมาเสี่ยงสั่นๆก่อนที่จะโถมตัวเข้าหาเ้านาย จากนั้นก็จับมือเฟยหรงมากุมที่ใบหน้าของตนเองเบาๆ
"ฮือออออคุณหนูของบ่าวคุณหนูของบ่าวจริงๆ" มี่ถงร้องไห้ออกมาเป็บ้าเป็หลัง
"โอ๋ๆ มี่ถงเ้าอย่าร้องข้าอยู่นี่แล้ว"ด้วยความที่เคยมีน้องสาวเฟยหรงจึงจัดการปลอบให้มี่ถงหยุดร้องได้ไม่ยาก
"บ่าวนึกว่าจะเสียคุณหนูไปตลอดกาลแล้วบ่าวขอโทษนะเ้าคะที่ไม่แข็งแกร่งพอจะปกป้องคุณหนู" มี่ถงสะอื้นเบาๆ
"เ้าอย่าคิดมากไปเลย อย่างไรเราทั้งสองคนก็ปลอดภัย"ว่าแล้วก็ลูบศีรษะมี่ถงเบาๆ
"ไม่หรอกเ้าค่ะเป็เพราะมี่ถงเองที่ไม่แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องคุณหนู"
"โถ่ เ้าไม่ผิดหรอกเ้ามีระดับพลังถึงปรานฟ้าขั้น2เชียวนะข้าไม่โทษเ้าหรอกเพราะกลุ่มโจรพวกนั้นมันโจมตีพวกเราทีเผลอทำให้ตั้งตัวไม่ทัน"แม้มี่ถงจะมีระดับพลังถึงปรานฟ้าขั้น2 แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลยเมื่อเทียบกับกลุ่มโจรกลุ่มนั้น
"ฮึก ฮึก อีกประเดี๋ยวนายท่านทั้งสองก็กำลังเดินทางมาที่นี่นายท่านต้องดีใจแน่ๆที่คุณหนูยังมีชีวิตอยู่" มี่ถงเอ่ยเฟยหรงจึงพยักหน้ายิ้มๆ
"เ้าสอนวิธีโคจรลมปรานให้ข้าหน่อยสิมี่ถง"เฟยหรงเอ่ยอย่างนึกขึ้นได้ทำให้มี่ถงขมวดคิ้วมองคุณหนูของนางก่อนจะััได้ถึงอะไรบางอย่าง
"คะ คุณหนู ท่านมีลมปราน!"มี่ถงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าตกตะลึง ก่อนน้ำตาสายหนึ่งจะหลั่งไหลออกมา
"ฮืออออ ์!์เป็ใจให้คุณหนูของบ่าวแล้ว" มี่ถงร้องไห้ออกมาอีกครั้งเหมือนครั้งนี้จะหนักกว่าเมื่อครู่เสียด้วย
"เอ้า อย่าร้องสิ ข้าอยากให้เ้าสอนสักหน่อยจะได้ทำให้ท่านพ่อท่านแม่แปลกใจ" เฟยหรงยิ้ม มี่ถงเลยปาดน้ำตาออกจากแก้มรัวๆ
"ได้เ้าค่ะ" มี่ถงพยักหน้า
"ลำดับแรกคุณหนูต้องนั่งในท่าที่คิดว่าสบายที่สุด ยืดหลังตรงแล้วหลับตา"เฟยหรงได้ยินดังนั้นจึงนั่งขัดสมาธิยืดหลังตรงแล้วหลับตา
"ขั้นสอง ให้นึกถึงเส้นเืที่ไหลเวียนในร่างจากหัวใจสู่อวัยวะต่างๆ"
"ขั้นที่สามค่อยๆกำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ แล้วนึกภาพลมหายใจที่เข้าสู่ร่างกาย"
"ขั้นสี่ให้นึกภาพกลุ่มก้อนพลังในร่างกาย ค่อยๆนึกภาพไปเรื่อยว่ากลุ่มก้อนนั่นมีรูปร่างอย่างไรแล้วค่อยๆให้กลุ่มก้อนนั้นสงบนิ่งเพื่อไปหล่อเลี้ยงจุดตันเถียนเกิดเป็กลุ่มก้อนหมุนวนก่อให้เกิดลมปราน"
เฟยหรงทำอย่างที่มี่ถงพูดทุกขั้นตอนกลุ่มก้อนพลังเล็กๆนั่นค่อยๆหมุนวนอยู่ภายในร่างกายจนนางสามารถรับรู้ได้ นางใช้สมาธิอย่างมากเพื่อให้กลุ่มก้อนนั้นหมุนวนคงที่และควบคุมให้หมุนช้าลงเพื่อทำให้พลังค่อยๆปรับตัวเข้ากับร่างกายของนาง
เปาะ!
เสียงนั้นคล้ายเสียงดีดนิ้วดังขึ้นในหัวนางตอนนี้เฟยหรงเลื่อนลำดับพลังจากผู้มีลมปรานกลายเป็ผู้ฝึกปรานขั้น1แล้ว แต่ไม่จบเพียงเท่านั้นนางยังโคจรลมปรานเรื่อยๆเพื่อให้กลุ่มก้อนพลังเสถียรกว่าเดิม
เปาะ!
เสียงเลื่อนลำดับเกิดขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้งทำให้มี่ถงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
'นี่มันอะไรกัน' มี่ถงเอ่ยขึ้นในใจเพราะไม่เคยเห็นผู้ใดโคจรลมปรานและเลื่อนระดับพลังได้รวดเร็วเท่าคุณหนูเลย อย่าว่าแต่มี่ถงเลยคนธรรมดาเองกว่าจะเลื่อนขั้นจากขั้น1สู่ขั้น2ก็ใช้เวลาหลายเดือน แต่คุณหนูเพียงแค่2ชั่วยามก็เลื่อนขั้นจากผู้มีปรานสู่ผู้ฝึกปรานและเป็ปรานชีพจรอย่างง่ายดาย!หรือ์จะเมตตาคุณหนูของนางแล้วจริงๆ!