วันนี้เป็วันที่เถ้าแก่จะมา เพื่อทำการตรวจความเรียบร้อยพร้อมกับเซี่ยซูมี่ หากไม่มีตรงส่วนใดที่ต้องแก้ไข ก็เป็อันว่าบ้านของสองสามีภรรยาเสร็จเรียบร้อย ซ้ำยังเสร็จเร็วก่อนกำหนดเดิมเสียด้วยซ้ำ กำหนดเดิมคือ 2 เดือนหลังจากที่จ่ายเงินมัดจำ แต่กลายเป็ว่าช่างทำเสร็จั้แ่่เดือนครึ่ง ทำให้กำหนดเลื่อนเข้ามาเร็วกว่าเดิม
"คารวะเถ้าแก่เ้าค่ะ" เซี่ยซูมี่ทักทายเถ้าแก่ที่กำลังลงมาจากรถม้าเพื่อตรวจบ้านและรับเงินค่าจ้างที่เหลือ
"สวัสดีพรานซ่ง ฮูหยิน ตามสบายเถอะ คนกันเองทั้งนั้น" เถ้าแก่ยิ้มแย้มอย่างเป็กันเอง แน่นอนอยู่แล้วเพราะวันนี้เขาจะได้ค่าจ้างส่วนที่เหลือจะไม่ให้อารมณ์ดีได้อย่างไร
"เชิญเถ้าแก่นั่งพักให้หายเหนื่อยเถิดเ้าค่ะ ข้าจะไปเตรียมน้ำชามาให้" เซี่ยซูมี่้าขายสินค้าล้ำค่าให้กับเถ้าแก่ผู้นี้ เนื่องจากว่าพลับที่ทำเอาไว้นั้นเหมาะสมแก่เวลาแล้ว อีกทั้งฤดูหนาวยังใกล้เข้ามาแน่นอนว่าจำเป็ต้องหาของฝาก เพื่อเป็สินน้ำใจให้กับคนใหญ่คนโตในเมืองนี้
จริงอยู่ว่าป่านี้มีไม้อยู่มากมาย ลำพังเพียงชาวบ้านจะเอามาสร้างบ้านนั้นย่อมทำได้ แต่หากจะตัดต้นไม้ทีละมาก ๆ เพื่อทำการค้า ก็จำเป็ที่จะต้องรู้จักคนใหญ่คนโต ขุนนางในราชสำนัก เป็ใบเบิกทางในการค้าขาย แม้ว่าจะไม่แน่ชัดว่าจริงหรือไม่ แต่เซี่ยซูมี่เองก็มั่นใจไปแล้วเกินห้าส่วน
"ดีๆ อากาศเริ่มเย็นลงมาก นั่งรถม้ามาที่หมู่บ้านป่าแห่งนี้รู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้" เถ้าแก่พยักหน้าชอบใจ เขาไม่ได้พูดเกินจริง เพราะอากาศเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
"เป็อย่างไรเล่าพรานซ่ง ่นี้ดูท่านหน้าตาสดใสขึ้นนะ" เถ้าแก่พูดคุยกับซ่งเวยหลง เพื่อรอน้ำชาจากฮูหยินซ่ง เดิมทีเขาไม่ค่อยได้พูดคุยกับพรานป่าผู้นี้มากนัก เมื่อสังเกตดี ๆ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนพรานป่า แต่เหมือนพวกคุณชายตกอับมากกว่า หากไม่บอกว่าอยู่บ้านป่าแห่งนี้มาั้แ่เด็ก ตนคงคิดว่าเป็ลูกหลานขุนนางตระกูลใดตระกูลหนึ่งเป็แน่
"สบายดีขอรับ เถ้าแก่เล่าสบายดีหรือไม่ ใกล้ฤดูหนาวแล้ว งานนน่าจะซา ๆ ลงนะขอรับ" ซ่งเวยหลงรับหน้าที่ต้อนรับแขกแทนภรรยา
"ก็เป็จริงดังเช่นท่านว่าล่ะนะ จบจากงานสร้างบ้านพวกท่าน ข้าก็คงต้องให้คนงานทำงานที่ร้านขายเครื่องใช้ หมด่หิมะถึงได้ออกตระเวนสร้างบ้านอีกครั้ง" เถ้าแก่พยักหน้า ่หน้าหนาวมักจะเกณฑ์ลูกน้องไปทำงานไม้เสียมากกว่า เพราะหลาย ๆ คนก็้าทำงานมากกว่าพักทำตัวไร้ค่าอยู่ที่บ้าน
"ท่านผู้เฒ่าที่หมู่บ้านข้าบอกว่าปีนี้เห็นทีจะหนาวเร็วกว่าทุกปีน่ะขอรับ" ซ่งเวยหลงไปที่บ้านของท่านลุงจูเมื่อหลายวันก่อน เนื่องจากภรรยาให้เอาพลับตากแห้งไปให้
่หลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่กลับจากล่าสัตว์ภรรยาให้เขาทำกล่องที่ทำจากไม้ไผ่ รูปร่างหน้าตาคล้ายหีบแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก นางเอามาใส่ลูกพลับที่ถูกปูวางด้วยกระดาษสาสีสวยงาม จากนั้นก็นำลูกพลับที่ตากแดดเอามาใส่ลงในกล่อง พร้อมทั้งใส่ดอกไม้แห้งลงไปเพื่อความสวยงาม
"มาแล้วเ้าค่ะ เชิญเถ้าแก่ลองชิมชาชั้นเยี่ยมของข้าน้อยเ้าค่ะ" เซี่ยซูมี่เริ่มเสนอผลิตภัณฑ์ของตนเองอย่างรู้งาน
"ชาชั้นเยี่ยมอย่างนั้นหรือ" เถ้าแก่ตาโต จากนั้นก็ยกถ้วยชาขึ้นมาสูดดมควันหอมที่ลอยมาเตะจมูก
"เ้าค่ะ เป็ชาลูกพลับเ้าค่ะ ท่านลองกินคู่กับลูกพลับตากแห้งนี้ เข้ากันได้เป็อย่างดีเลยเ้าค่ะ" เซี่ยซูมี่ยื่นกล่องไม้ไผ่ที่ทำอย่างประณีต ภายในกล่องนั้นมีลูกพลับด้วยกันทั้งหมด 4 ชิ้น ทุกอย่างช่างดูสวยงามและลงตัวเป็อย่างมาก
"งดงามยิ่งนัก" เถ้าแก่เปิดกล่องลูกพลับตากแห้งออก แต่กลับพบว่าภายในนั้นมีลูกพลับที่ถูกแกะสลักสวยงามเอาไว้ ทำให้เขาที่เป็ชายห่าม ๆ ยังไม่กล้าที่จะลิ้มลอง เพราะ้าเก็บเอาไว้มองมากกว่า
"เชิญเถ้าแก่ลองชิมดูเ้าค่ะ ข้าใช้เวลาเกือบสองเดือนในการทำลูกพลับตากแห้งพวกนี้ กว่าที่จะได้สี และรสชาติที่ชวนลิ้มลองไม่ใช่เื่ง่ายเลยเ้าค่ะ" เซี่ยซูมี่พูดขึ้น สินค้าทุกตัวของนางล้วนแล้วแต่มีเื่ราวที่น่าจดจำ
เถ้าแก่ทำเพียงพยักหน้ารับรู้ จากนั้นก็กัดกินลูกพลับตากแห้ง ตามด้วยชาชั้นดี ที่เ้าของมันได้เอ่ยอ้างขึ้น เมื่อกัดลูกพลับคำแรกก็รับรู้ได้ถึงรสชาติความหอมหวาน ไม่ใช่ไม่เคยกินลูกพลับ หากแต่กินตอนที่มันสุกเสียมากกว่า บางลูกก็หวาน บางลูกก็มีรสฝาดคอ จึงไม่ค่อยนิยมสักเท่าไหร่ แต่เ้าลูกพลับที่กำลังเคี้ยวอยู่ในขณะนี้ มันช่างแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านป่าแห่งนี้ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ พวกเขาช่างมีความสามารถยิ่งนัก
"เยี่ยม รสชาติเข้ากันได้เป็อย่างดี เหมาะจริงๆ ฮ่าๆ " เถ้าแก่หัวเราะชอบใจ จากนั้นก็ซดชาร้อน ๆ จนหมดถ้วย ไม่พอยังเทเพิ่มเองอีกต่างหาก
"นำไปเป็ของฝากก็เหมาะเ้าค่ะ ข้าคิดว่าจะเอาไปเร่ขายที่ในเมืองก่อนที่หิมะจะตกน่ะเ้าค่ะ อยากจะให้คนในเมืองได้ลิ้มลองรสชาติของผลไม้บ้านป่า" เซี่ยซูมี่ไม่ได้เสนอขาย หากแต่บอกเป็นัยว่าตนทำขายและกำลังจะเอาไปขายที่ในเมือง หากสนใจก็สามารถสั่งซื้อกับนางได้
"ทำขายด้วยอย่างนั้นหรือ? มิน่าเล่าเ้าถึงแกะสลักได้สวยงามถึงเพียงนี้ เ้ามีมากหรือไม่เล่า พอจะแบ่งให้ข้าสัก 20 กล่องได้หรือไม่?" เถ้าแก่พูดเสียงเบา รู้สึกเกรงใจที่มาบ้านซ่งทีไรเป็ต้องมีของติดไม้ติดมือกลับไปด้วยทุกครั้ง หากนางบอกว่าเหมาะที่จะเป็ของฝาก เขาก็ยินดีที่จะเชื่อนาง เพราะฮูหยินน้อยผู้นี้มีสายตากว้างไกลยิ่งนัก ผูกมิตรเอาไว้เป็ดีที่สุด
"เป็เกียรติกับข้ายิ่งนักเ้าค่ะ หากเถ้าแก่อยากจะได้ ข้าก็พอมีสำหรับท่านเ้าค่ะ แต่ว่าราคาอาจจะสูงไปหน่อย เนื่องจากว่าทุกอย่างล้วนเป็งานฝีมือ ไม่อาจประเมินค่าได้เ้าค่ะ" เซี่ยซูมี่ทำสีหน้าลำบากใจ แต่ภายในยิ้มย่องราวนายช่างใหญ่จ่ายเงินค่าลูกพลับมาแล้ว
"ไอหยา...เื่ราคาไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว ข้าเข้าใจว่างานฝีมือย่อมมีราคา แต่เห็นแก่ที่เราก็หาใช่คนอื่นคนไกล รบกวนฮูหยินน้อยคิดราคาพิเศษกับข้าบ้างก็พอแล้ว" เถ้าแก่เอ่ยขึ้น
"ย่อมเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ เดิมทีข้าขายกล่องละ 350 อีแปะ แต่สำหรับเถ้าแก่ ข้าขายให้ 300 อีแปะก็พอเ้าค่ะ" เซี่ยซูมี่พูดขึ้น
"ดี ราคานี้ถือว่าสมเหตุสมผล ถ้าเช่นนั้นข้าเอา 20 กล่อง รบกวนฮูหยินซ่งจัดเตรียมให้ข้าด้วย ข้าคงต้องขอตัวไปตรวจงานก่อน เชิญพรานซ่งทางนี้จะได้ไปดูด้วยกัน" หลังจากที่เถ้าแก่ดื่มชาไปทั้งหมด 3 ถ้วยก็ลุกขึ้น จากนั้นก็เดินนำซ่งเวยหลงเพื่อไปตรวจความเรียบร้อยของบ้าน
เซี่ยซูมี่ยกหน้าที่ตรวจบ้านให้กับสามี เนื่องจากว่าบริเวณนั้นมีแต่ผู้ชาย ตนเป็หญิงเพียงคนเดียว อยู่กับผู้ชายหมู่มากเห็นทีว่าจะไม่เหมาะไม่ควร สู้จัดเตรียมลูกพลับตากแห้งให้กับนายช่างใหญ่เสียยังจะดีกว่า ลูกพลับ 4 ลูกขายได้ตั้ง 300 อีแปะ จะไปหาราคางามที่ไหนได้อีก ลงทุนเพียงแค่แรงปอกเปลือกเท่านั้น พร้อมกับแกะสลักนิดหน่อยเพื่อเพิ่มมูลค่า จากลูกพลับธรรมดาที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ ก็สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ ช่างเป็เื่น่ายินดียิ่งนัก
หลังจากที่ซ่งเวยหลงและเถ้าแก่ตรวจดูความเรียบร้อยของบ้านใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วยามก็แล้วเสร็จ เมื่อเดินมายังบ้านที่มีภรรยานั่งรอที่แคร่หน้าบ้านอยู่ก่อนหน้านั้น พร้อมทั้งกล่องลูกพลับอีกจำนวนหนึ่ง ซ่งเวยหลงพยักหน้าเป็เชิงบอกภรรยาว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ความจริงแล้วเซี่ยซูมี่และสามีเข้าไปตรวจสอบบ้านหลังใหม่ ก่อนหน้านั้นเมื่อ 2 วันก่อนแล้ว พบว่าทุกอย่างเป็ไปตามแบบที่วางกันเอาไว้ นอกจากนั้นก็ยังสั่งตู้เสื้อผ้า พร้อมทั้งเตียงนอนใหม่กับเถ้าแก่อีกด้วย
"นี่เงินที่เหลือ 60 ตำลึงเ้าค่ะ ส่วนห่อนี้เป็เงินค่าเครื่องใช้ที่เถ้าแก่นำมาให้ข้าในวันนี้ 5 ตำลึง เชิญเถ้าแก่ตรวจสอบ" เซี่ยซูมี่รู้สึกปวดใจที่จ่ายเงินจำนวนมากถึงเพียงนี้ แต่เพื่อความเป็อยู่ที่ดีขึ้นจึงจำเป็ต้องยอมแลก
เถ้าแก่รับเงินมาตรวจสอบ จากนั้นก็พยักหน้ายอดครบไม่ขาดแม้แต่อีแปะเดียว จากนั้นก็เก็บเงินเข้าไปในอกเสื้อ ไม่ลืมที่จะถามค่าเสียหายในการซื้อลูกพลับตากแห้งในครั้งนี้ด้วย
"ว่าแต่ค่าลูกพลับของฮูหยินเล่า?" เถ้าแก่เอ่ยถามขึ้น
"ทั้งหมด 20 กล่อง กล่องละ 300 อีกแปะ เป็เงินทั้งหมด 6 ตำลึงเ้าค่ะ ส่วนนี่เป็ชาลูกพลับข้าแถมให้เถ้าแก่อีก 2 ชั่งเ้าค่ะ" เซี่ยซูมี่ให้ชาลูกพลับตากแห้งเพื่อเป็ของแถม ชาแดงผสมกับลูกพลับตากแห้งช่างเข้ากันดียิ่งนัก
"ไอหยา ...ขอบใจพวกท่านทั้งสองมาก คงได้เวลาที่พวกข้าและลูกน้องต้องเดินทางกลับแล้วล่ะ ขอบใจท่านทั้งสองมากที่ไว้ใจให้ข้าสร้างที่พักพิงให้" เถ้าแก่กล่าวขอบคุณ แม้ว่าทั้งสองคนจะอายุรุ่นลูกก็ตามที ในเมื่อเป็ลูกค้าก็ถือว่าเป็ผู้มีพระคุณคนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับอายุอานาม
"เถ้าแก่กล่าวเกินไปแล้วขอรับ" ซ่งเวยหลงยกมือทำความเคารพ เพราะเห็นว่าเถ้าแก่เองก็มีอายุมากกว่าตนและภรรยาอยู่มาก
เมื่อคนงานขนของกลับ เซี่ยซูมี่ก็ตั้งใจว่าจะเข้าไปทำความสะอาดบ้าน พรุ่งนี้จะชวนสามีเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อผ้ามาทำผ้าม่าน บ้านหลังเก่านี้ก็ไม่คิดจะทิ้งขว้าง ยังคงเก็บเอาไว้เพื่อเป็ความทรงจำระหว่างทั้งสองคน
"พรุ่งนี้เราเข้าไปในเมืองกันเถอะเ้าค่ะ ข้าจะเอาลูกพลับที่เหลือไปเสนอขายให้กับหลงจู๊ นอกจากนั้นก็จะไปซื้อของเข้าบ้านใหม่ของเราด้วยเ้าค่ะ" เซี่ยซูมี่หันไปพูดกับสามีหลังจากที่ขบวนเกวียนและรถม้าของเถ้าแก่จากไปแล้ว
"อืม ตามใจเ้า" ซ่งเวยหลงเอ่ย พร้อมทั้งใช้มือหนาลูบศีรษะภรรยาด้วยความรักใคร่
"ท่านหิวหรือยังเ้าคะ ระหว่างที่ท่านเดินตรวจบ้านกับเถ้าแก่ข้าทำก๋วยเตี๋ยวเอาไว้ ยังร้อน ๆ อยู่เลยเ้าค่ะ" เซี่ยซูมี่เอ่ยถามสามี เพราะเห็นว่าใกล้จะได้เวลากินมื้อกลางวันแล้ว
"อืม" ซ่งเวยหลงพยักหน้าช้าๆ พร้อมทั้งไล่สายตามองหน้าภรรยาอย่างสื่อความหมาย
เช้าวันถัดมาสองสามีภรรยาบังคับเกวียนเข้าไปในเมือง ชาวบ้านต่างล่ำลือ เื่ที่พรานซ่งสร้างบ้านเสร็จแล้ว หลังใหญ่โตไม่น้อย
ทางด้านบ้านเซี่ยหลังจากรู้ความจริงเื่ที่ลูกเขยตัวแสบหลอก ต่างก็รู้สึกเจ็บใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่กล้าที่จะไปหาเื่ แม้ว่าเขาจะรูปงามขึ้นแล้วอย่างไร ในเมื่อความโหดร้ายไม่ได้ลดน้อยลงตามความอัปลักษณ์ของหน้าตา และยิ่งเมื่อเดินไปแอบดูบ้านหลังใหม่ของลูกสาวและลูกเขยก็ได้แต่เสียดาย ที่พูดจาไร้เยื่อใยตัดขาดกันในครานั้น คิดจะกลับไปครั้งนี้ก็คงยากแล้ว
"เราคงต้องหาทางเข้าบ้านสองคนนั้นก่อนที่หิมะจะตก ไม่เช่นนั้นท่านกับข้าได้อดตายกันแน่" นางเซี่ยพูดขึ้น พร้อมทั้งเป็กังวลเื่ฤดูหนาวที่จะมาถึงนี้ หน้าหนาวผู้คนหนาวตายเพราะความอดอยาก ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล
"แล้วเ้ามีหนทางหรือ ในเมื่อพูดตัดสัมพันธ์ซูมี่ถึงเพียงนั้น" นายเซี่ยมองไม่เห็นทางเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งตนก็ไม่กล้าสู้หน้าลูกเขยอีกด้วย
"ท่านคอยดูข้าก็แล้วกัน ลูกข้าเลี้ยงมาทั้งคน มันจะกล้าปล่อยให้แม่ของมันป่วยตายก็ให้รู้ไปสิ" นางเซี่ยลอบมีแผนการในใจ ตั้งใจจะแกล้งป่วย เพื่อเรียกร้องความสงสารและเห็นใจจากลูกสาว
เนื่องจากว่าตนและสามี ไม่ได้เตรียมอาหารสำหรับฤดูหนาวเอาไว้เลย มีเพียงข้าวสารและไข่ไก่ไม่ถึง 2 ชั่งเท่านั้น เพราะเงินเดือนของเดือนนี้ลูกสาวคนโตก็ไม่ได้ส่งมาให้ แล้วจะให้เอาเงินที่ไหนไปใช้จ่าย พูดแล้วเจ็บใจยิ่งนัก มีลูกสาวสองคนเหมือนมีขี้อยู่หน้าบ้าน ต่างหนีไปเสวยสุขทิ้งพ่อแม่อดอยากที่บ้านหลังเก่า ๆ เพียงสองคน เป็เช่นนี้แล้วตนจะยอมได้อย่างไรกัน