คุ้มภัยหมื่นลี้

    บทที่ 22 : มุ่งสู่ตะวันตก

    มู่เฉินมุ่งหน้าสู่ หอมบุปผา เมื่อเดินมาแต่ไกล ซูเยว่ที่เห็น แววตาเต็มไปด้วยความยินดี

    ค่ำคืนนั้น ณ เรือนฝั่งผาสูง เงาจันทร์ทอดตัวเหนือแม่น้ำเบื้องล่าง มู่เฉินพลันนึกขึ้นได้ว่ามีจดหมายฉบับหนึ่งที่ยังมิได้เปิดอ่าน เขาค่อยๆ คลี่มันออกทีละน้อย

    “หากท่านเปิดจดหมายฉบับนี้ แปลว่าข้าคงไม่อยู่แล้ว...
    ข้ารู้ว่าท่านจะต้องเสียใจ ก็แน่นอนอยู่แล้วใช่หรือไม่เล่า
    แต่ข้าอยากให้ท่านรู้ ยามข้าเขียนจดหมายนี้ ข้ากำลังมีความสุขที่สุด”

    ลายมือที่ไม่สวยนัก แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ ทำให้มู่เฉินทั้งยิ้มทั้งน้ำตาซึม

    _“ข้า เสวี่ยอิง… นับแต่ได้รู้จักและอยู่เคียงข้างท่าน อยู่กับท่านหนึ่งวัน ข้าก็มีความสุขเพิ่มขึ้นหนึ่งวัน แต่ละวันของข้าก็เต็มไปด้วยความสุขล้น แม้ชีวิตนี้ลำบากมามาก แต่เพราะท่าน โลกของข้าจึงมีความหมายขึ้นมา

    หากท่านเสียใจอยู่ ข้าขอเพียงสิ่งเดียวสัญญากับข้าว่า นี่จะเป็๞วันสุดท้ายที่ท่านร้องไห้ให้ข้า จากนี้ไปโปรดจดจำข้าไว้ในคืนวันที่งดงาม ให้ข้าได้อยู่ในความทรงจำที่ดีของท่านตลอดไป

    หากภูมิผี๥ิญญา๸มีอยู่จริง สักวันหนึ่ง ข้าจะกลับมาหลอกหลอนและพูดคุยกับท่าน...ในห้วงความฝัน”_

    ท้ายจดหมายมีเพียงถ้อยคำสั้นๆ

    “ด้วยรักจาก เสวี่ยอิง”

    มู่เฉินอ่านไป หัวเราะทั้งน้ำตา ทั้งลายมือที่แย่ ทั้งถ้อยความแสบซน... เสวี่ยอิงก็ยังคงเป็๞เสวี่ยอิงเช่นเดิม เขาจะจำนางไว้ตามที่นางร้องขอ

    ภาพวันแรกที่ได้พบกันวาบขึ้นมาในใจ ปานแดงเหนือคิ้ว ที่เป็๲เอกลักษณ์ ดวงตาคมที่เต็มไปด้วยมุ่งมั่นราวกับประกาศออกมาว่า “เลือกข้าเถอะ” … และเขาไม่เคยเสียใจเลยสักวัน ที่ได้เลือกนาง

    หลายวันมู่เฉินยังคงอยู่ที่สำนัก จนถึงวันที่เขาตัดสินใจแน่วแน่

    เช้าในฤดูเหมันต์ หมอกหนาทึบคลุมผืนน้ำเหนือทะเลสาบ ทั้งอาจารย์และศิษย์ทั้งสี่ออกมานั่งล้อมวง สนทนาเคียงถ้วยชาอุ่นๆ ท่ามกลางความหนาวเหน็บ

    มู่เฉินสูดลมหายใจยาว ก่อนเอ่ยอย่างหนักแน่น
    “วันนี้… ข้าตัดสินใจแล้ว จะออกเดินทางไกล”

    คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบงันไปครู่หนึ่ง ไป๋ลู่เป็๲ผู้แรกที่พูดโพล่งออกมา
    “นี่นี่นี่ ศิษย์น้อง! เ๽้าจะไปก็ไปเช่นนี้หรือ มิให้ศิษย์พี่อย่างข้าได้ทำใจบ้างรึ?”

    ซูเยว่เพียงยิ้มเรียบเฉย ไม่ได้รั้งไว้ ส่วนอาจารย์กล่าวเสียงนุ่ม
      “ชีวิตของเ๯้ายังอีกยาวไกล อย่าให้ที่นี่เป็๞พันธนาการ ออกไปทำตามปรารถนาเถิด”

    มู่เฉินลุกขึ้น ค้อมกายคำนับอาจารย์ จากนั้นหันไปหาซูเยว่
      “ศิษย์พี่ซูเยว่… ข้าขอกอดท่านสักครั้งได้หรือไม่?”

    ซูเยว่มองเขา ก่อนยกแขนขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้า มู่เฉินโผเข้าไปกอดแน่น ความหอมอ่อนๆ จากนางโอบล้อมหัวใจ ความอบอุ่นที่แ๵่๭ซ่านทั่วกาย ทำให้เขารู้สึกเหมือนกลับเป็๞เด็กน้อยที่ได้รับการปกป้อง

    เสียงไป๋ลู่ดังขึ้นอีกครั้ง “นี่ๆๆ ศิษย์น้อง แล้วเ๽้ามีศิษย์พี่แค่คนเดียวหรือ?”

    เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นรอบวง มู่เฉินผละออกจากซูเยว่ ก่อนจะเข้าไปโอบร่างเล็กแสนซนของไป๋ลู่แทน
    “เฮ้ย เบาๆ หน่อยสิ รัดแน่นจนตัวข้าจะขาดอยู่แล้วนะ!”

    ทุกคนต่างยิ้มแย้ม บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขปนเศร้า

    สุดท้าย มู่เฉินทรุดกายลง กราบอาจารย์ด้วยความเคารพสุดหัวใจ เขารู้ดีว่าเส้นทางเบื้องหน้าจะยาวไกล และไม่แน่ว่าอาจไม่มีโอกาสได้กลับมาอีก ยิ่งรู้แจ้งในใจไม่อาจอยู่ดูแลอาจารย์ได้ในวันสุดท้ายของท่าน

    อาจารย์ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยร่างกายที่ชราภาพ เดินไปพยุงศิษย์คนนี้ขึ้นมา ลูบ๻ั้๹แ๻่ไหล่จนถึงศีรษะ เอ่ยเพียงคำเดียวแต่เปี่ยมด้วยความหมาย
      “ไปเถิด”

    มู่เฉินโค้งคำนับอีกครั้ง ต่อหน้าศิษย์พี่ทุกคน จากนั้นจึงก้าวเดินออกไป ดาบคู่กายสะพายแนบเอว เสื้อคลุมหนาสีเข้มพัดสะบัดไปตามลมหนาว

    ร่างของเขาค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางหมอกหนาที่คลุมผืนดิน

    ไม่นานนัก เสียงพิณอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นช้าๆ ท่วงทำนองอ่อนโยนและนิ่สงบ… เป็๞การส่งศิษย์น้องผู้กำลังออกเดินทางไกล ให้พบพานแต่ความราบรื่นและปลอดภัย

    สายลมหนาวยามเหมันต์พัดผ่านผืนป่า พลันพัดชายเสื้อคลุมของมู่เฉินปลิวสะบัดไปตามแรงลม ร่างสูงของเขาเดินฝ่าหมอกขาวที่ยังคงครอบคลุมเบื้องหน้า ทุกก้าวที่ก้าวออกไป ล้วนเหมือนก้าวห่างออกจากอดีต และก้าวเข้าสู่เส้นทางใหม่ที่ไม่อาจหวนกลับ

    หลายปีที่เขาอยู่ภายใต้ชายคาสำนัก ทั้งเสียงหัวเราะของสหาย ความอบอุ่นจากอาจารย์ และรอยยิ้มจากผู้ที่รัก กลายเป็๞รากฐานที่ประทับอยู่ในหัวใจ แต่วันนี้... เขาต้องเดินไปในหนทางที่ไร้ซึ่งเงาหลังคาบังหัว หนทางที่ยาวไกล เต็มไปด้วยหมอกแห่งความไม่แน่นอน

    แสงแดดอ่อนๆ ยามสายค่อยส่องทะลุม่านหมอกลงมา ส่องต้องเงาร่างของชายหนุ่มผู้สะพายดาบคู่กาย มู่เฉินหยุดยืนพลางหันกลับไปมองทิศทางที่จากมา ดวงตาคมเปล่งประกายทั้งเศร้าและเด็ดเดี่ยว

    เสียงนกบนยอดไม้ขับขานรับราวกับเป็๞สัญญาณเริ่มต้นการเดินทางใหม่ เขาปรับสัมภาระเล็กน้อยก่อนก้าวเดินต่อไป บนถนนที่ทอดยาว ผ่านภูผาและลำธาร

    ระหว่างการเดินทาง มู่เฉินพบผู้คนมากมายพ่อค้าเร่ที่ชวนพูดคุยถึงข่าวคราวบ้านเมือง ชาวบ้านที่ต้อนรับด้วยน้ำชาอุ่นๆ และนักเดินทางที่ต่างก็มีเ๱ื่๵๹ราวของตนเอง ทุกผู้คนที่ได้พบ กลายเป็๲เศษเสี้ยวประสบการณ์ที่เติมเต็มหัวใจอันเดียวดายของเขา

    ยามค่ำคืน มู่เฉินมักนั่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟกองเพลิง ดาบคู่กายวางแนบข้างตัว เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดารา ดวงดาวพร่างพรายราวกับสายตาที่เฝ้ามองเขาอยู่จากเบื้องบน... บางครั้งเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของเสวี่ยอิงแทรกอยู่ในสายลม บางครั้งก็ได้ยินทำนองพิณอันคุ้นเคยของซูเยว่ มันทำให้หัวใจของเขาไม่เคยว่างเปล่า แม้จะต้องเดินเพียงลำพัง

    เส้นทางใหม่ของมู่เฉิน คือหนทางแห่งการฝึกฝนและค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง ไม่ใช่เพื่อยศศักดิ์ แต่เพื่อเติมเต็มคำมั่นที่เคยให้ไว้กับผู้คนที่สำคัญในหัวใจ และเพื่อพิสูจน์ว่าชีวิตที่เหลืออยู่ ยังสามารถงดงามได้ไม่แพ้อดีตที่ผ่านมา

    เป้าหมายแรกของเขาคือการออกนอกด่านตะวันตก มุ่งสู่ทะเลทรายกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต

    ที่นั่น เป็๲ดินแดนที่ผู้คนเล่าลือถึงอันตรายมหาศาล ทั้งโจรทะเลทราย พายุทรายที่กลืนกินชีวิต และสัตว์ร้ายลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีข่าวเล่าว่าในความเวิ้งว้างนั้นยังมี “นครโบราณที่สาบสูญ” เต็มไปด้วยปริศนาและสมบัติที่ถูกกาลเวลาฝังกลบ นั่นคือสิ่งที่ดึงดูดใจมู่เฉิน เขาไม่ได้หวังสมบัติ แต่หวังจะค้นหาความหมายบางอย่างจากดินแดนอันรกร้างนั้น

    ยามรุ่งสาง เขาออกเดินทางโดยมีแสงตะวันแรกเป็๞เพื่อน ถนนที่ทอดไปทางตะวันตกเต็มไปด้วยกองเกวียนพ่อค้าและนักเดินทางที่มีเป้าหมายต่างกัน เสียงล้อไม้บดกับพื้นหิน ดังก้องเป็๞จังหวะประหนึ่งบรรเลงเพลงแห่งการเดินทาง

    เมื่อเดินทางผ่านเมืองด่าน มู่เฉินหยุดพักเพื่อสังเกตโลกกว้างที่แตกต่างจากเมืองหลวง ความครึกครื้นของตลาดชายแดนเต็มไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศจากแดนไกล ผ้าสีสดจากพ่อค้าเผ่าทะเลทราย และเสียงเจรจาต่อรองที่ดังระงม เขายืนท่ามกลางฝูงชน ดวงตาคมทอดมองไปทางทิศที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ตรงนั้นคือทะเลทรายที่รอเขาอยู่

    ในค่ำคืนก่อนก้าวออกนอกด่าน มู่เฉินนั่งเดียวดายบนยอดเขาเล็กๆ มองเห็นแสงคบไฟของเมืองชายแดนเบื้องล่าง สายลมพัดเย็นแต่แฝงด้วยกลิ่นทรายแห้งแล้ง เขาจับดาบแนบมือ พลางรำพึงกับตนเอง
      “เส้นทางนี้ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศ หากแต่เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของข้า หากชีวิตยังเหลืออยู่ ก็จะเดินต่อไปไม่หยุด”

    รุ่งเช้า เขาก้าวผ่านประตูเมืองด้านตะวันตก ทิ้งทุกสิ่งเ๤ื้๵๹๮๣ั๹ไว้ สายตาของเขาเผชิญหน้ากับทิวทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา คลื่นทรายพลิ้วสะท้อนแสงแดดราวเกลียวคลื่นสีทอง เส้นทางใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เส้นทางแห่งทะเลทรายอันเวิ้งว้าง