มู่เฉินมุ่งหน้าสู่ หอมบุปผา เมื่อเดินมาแต่ไกล ซูเยว่ที่เห็น แววตาเต็มไปด้วยความยินดี
ค่ำคืนนั้น ณ เรือนฝั่งผาสูง เงาจันทร์ทอดตัวเหนือแม่น้ำเบื้องล่าง มู่เฉินพลันนึกขึ้นได้ว่ามีจดหมายฉบับหนึ่งที่ยังมิได้เปิดอ่าน เขาค่อยๆ คลี่มันออกทีละน้อย
“หากท่านเปิดจดหมายฉบับนี้ แปลว่าข้าคงไม่อยู่แล้ว...
ข้ารู้ว่าท่านจะต้องเสียใจ ก็แน่นอนอยู่แล้วใช่หรือไม่เล่า
แต่ข้าอยากให้ท่านรู้ ยามข้าเขียนจดหมายนี้ ข้ากำลังมีความสุขที่สุด”
ลายมือที่ไม่สวยนัก แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ ทำให้มู่เฉินทั้งยิ้มทั้งน้ำตาซึม
_“ข้า เสวี่ยอิง… นับแต่ได้รู้จักและอยู่เคียงข้างท่าน อยู่กับท่านหนึ่งวัน ข้าก็มีความสุขเพิ่มขึ้นหนึ่งวัน แต่ละวันของข้าก็เต็มไปด้วยความสุขล้น แม้ชีวิตนี้ลำบากมามาก แต่เพราะท่าน โลกของข้าจึงมีความหมายขึ้นมา
หากท่านเสียใจอยู่ ข้าขอเพียงสิ่งเดียวสัญญากับข้าว่า นี่จะเป็วันสุดท้ายที่ท่านร้องไห้ให้ข้า จากนี้ไปโปรดจดจำข้าไว้ในคืนวันที่งดงาม ให้ข้าได้อยู่ในความทรงจำที่ดีของท่านตลอดไป
หากภูมิผีิญญามีอยู่จริง สักวันหนึ่ง ข้าจะกลับมาหลอกหลอนและพูดคุยกับท่าน...ในห้วงความฝัน”_
ท้ายจดหมายมีเพียงถ้อยคำสั้นๆ
“ด้วยรักจาก เสวี่ยอิง”
มู่เฉินอ่านไป หัวเราะทั้งน้ำตา ทั้งลายมือที่แย่ ทั้งถ้อยความแสบซน... เสวี่ยอิงก็ยังคงเป็เสวี่ยอิงเช่นเดิม เขาจะจำนางไว้ตามที่นางร้องขอ
ภาพวันแรกที่ได้พบกันวาบขึ้นมาในใจ ปานแดงเหนือคิ้ว ที่เป็เอกลักษณ์ ดวงตาคมที่เต็มไปด้วยมุ่งมั่นราวกับประกาศออกมาว่า “เลือกข้าเถอะ” … และเขาไม่เคยเสียใจเลยสักวัน ที่ได้เลือกนาง
หลายวันมู่เฉินยังคงอยู่ที่สำนัก จนถึงวันที่เขาตัดสินใจแน่วแน่
เช้าในฤดูเหมันต์ หมอกหนาทึบคลุมผืนน้ำเหนือทะเลสาบ ทั้งอาจารย์และศิษย์ทั้งสี่ออกมานั่งล้อมวง สนทนาเคียงถ้วยชาอุ่นๆ ท่ามกลางความหนาวเหน็บ
มู่เฉินสูดลมหายใจยาว ก่อนเอ่ยอย่างหนักแน่น
“วันนี้… ข้าตัดสินใจแล้ว จะออกเดินทางไกล”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบงันไปครู่หนึ่ง ไป๋ลู่เป็ผู้แรกที่พูดโพล่งออกมา
“นี่นี่นี่ ศิษย์น้อง! เ้าจะไปก็ไปเช่นนี้หรือ มิให้ศิษย์พี่อย่างข้าได้ทำใจบ้างรึ?”
ซูเยว่เพียงยิ้มเรียบเฉย ไม่ได้รั้งไว้ ส่วนอาจารย์กล่าวเสียงนุ่ม
“ชีวิตของเ้ายังอีกยาวไกล อย่าให้ที่นี่เป็พันธนาการ ออกไปทำตามปรารถนาเถิด”
มู่เฉินลุกขึ้น ค้อมกายคำนับอาจารย์ จากนั้นหันไปหาซูเยว่
“ศิษย์พี่ซูเยว่… ข้าขอกอดท่านสักครั้งได้หรือไม่?”
ซูเยว่มองเขา ก่อนยกแขนขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้า มู่เฉินโผเข้าไปกอดแน่น ความหอมอ่อนๆ จากนางโอบล้อมหัวใจ ความอบอุ่นที่แ่ซ่านทั่วกาย ทำให้เขารู้สึกเหมือนกลับเป็เด็กน้อยที่ได้รับการปกป้อง
เสียงไป๋ลู่ดังขึ้นอีกครั้ง “นี่ๆๆ ศิษย์น้อง แล้วเ้ามีศิษย์พี่แค่คนเดียวหรือ?”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นรอบวง มู่เฉินผละออกจากซูเยว่ ก่อนจะเข้าไปโอบร่างเล็กแสนซนของไป๋ลู่แทน
“เฮ้ย เบาๆ หน่อยสิ รัดแน่นจนตัวข้าจะขาดอยู่แล้วนะ!”
ทุกคนต่างยิ้มแย้ม บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขปนเศร้า
สุดท้าย มู่เฉินทรุดกายลง กราบอาจารย์ด้วยความเคารพสุดหัวใจ เขารู้ดีว่าเส้นทางเบื้องหน้าจะยาวไกล และไม่แน่ว่าอาจไม่มีโอกาสได้กลับมาอีก ยิ่งรู้แจ้งในใจไม่อาจอยู่ดูแลอาจารย์ได้ในวันสุดท้ายของท่าน
อาจารย์ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยร่างกายที่ชราภาพ เดินไปพยุงศิษย์คนนี้ขึ้นมา ลูบั้แ่ไหล่จนถึงศีรษะ เอ่ยเพียงคำเดียวแต่เปี่ยมด้วยความหมาย
“ไปเถิด”
มู่เฉินโค้งคำนับอีกครั้ง ต่อหน้าศิษย์พี่ทุกคน จากนั้นจึงก้าวเดินออกไป ดาบคู่กายสะพายแนบเอว เสื้อคลุมหนาสีเข้มพัดสะบัดไปตามลมหนาว
ร่างของเขาค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางหมอกหนาที่คลุมผืนดิน
ไม่นานนัก เสียงพิณอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นช้าๆ ท่วงทำนองอ่อนโยนและนิ่สงบ… เป็การส่งศิษย์น้องผู้กำลังออกเดินทางไกล ให้พบพานแต่ความราบรื่นและปลอดภัย
สายลมหนาวยามเหมันต์พัดผ่านผืนป่า พลันพัดชายเสื้อคลุมของมู่เฉินปลิวสะบัดไปตามแรงลม ร่างสูงของเขาเดินฝ่าหมอกขาวที่ยังคงครอบคลุมเบื้องหน้า ทุกก้าวที่ก้าวออกไป ล้วนเหมือนก้าวห่างออกจากอดีต และก้าวเข้าสู่เส้นทางใหม่ที่ไม่อาจหวนกลับ
หลายปีที่เขาอยู่ภายใต้ชายคาสำนัก ทั้งเสียงหัวเราะของสหาย ความอบอุ่นจากอาจารย์ และรอยยิ้มจากผู้ที่รัก กลายเป็รากฐานที่ประทับอยู่ในหัวใจ แต่วันนี้... เขาต้องเดินไปในหนทางที่ไร้ซึ่งเงาหลังคาบังหัว หนทางที่ยาวไกล เต็มไปด้วยหมอกแห่งความไม่แน่นอน
แสงแดดอ่อนๆ ยามสายค่อยส่องทะลุม่านหมอกลงมา ส่องต้องเงาร่างของชายหนุ่มผู้สะพายดาบคู่กาย มู่เฉินหยุดยืนพลางหันกลับไปมองทิศทางที่จากมา ดวงตาคมเปล่งประกายทั้งเศร้าและเด็ดเดี่ยว
เสียงนกบนยอดไม้ขับขานรับราวกับเป็สัญญาณเริ่มต้นการเดินทางใหม่ เขาปรับสัมภาระเล็กน้อยก่อนก้าวเดินต่อไป บนถนนที่ทอดยาว ผ่านภูผาและลำธาร
ระหว่างการเดินทาง มู่เฉินพบผู้คนมากมายพ่อค้าเร่ที่ชวนพูดคุยถึงข่าวคราวบ้านเมือง ชาวบ้านที่ต้อนรับด้วยน้ำชาอุ่นๆ และนักเดินทางที่ต่างก็มีเื่ราวของตนเอง ทุกผู้คนที่ได้พบ กลายเป็เศษเสี้ยวประสบการณ์ที่เติมเต็มหัวใจอันเดียวดายของเขา
ยามค่ำคืน มู่เฉินมักนั่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟกองเพลิง ดาบคู่กายวางแนบข้างตัว เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดารา ดวงดาวพร่างพรายราวกับสายตาที่เฝ้ามองเขาอยู่จากเบื้องบน... บางครั้งเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของเสวี่ยอิงแทรกอยู่ในสายลม บางครั้งก็ได้ยินทำนองพิณอันคุ้นเคยของซูเยว่ มันทำให้หัวใจของเขาไม่เคยว่างเปล่า แม้จะต้องเดินเพียงลำพัง
เส้นทางใหม่ของมู่เฉิน คือหนทางแห่งการฝึกฝนและค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง ไม่ใช่เพื่อยศศักดิ์ แต่เพื่อเติมเต็มคำมั่นที่เคยให้ไว้กับผู้คนที่สำคัญในหัวใจ และเพื่อพิสูจน์ว่าชีวิตที่เหลืออยู่ ยังสามารถงดงามได้ไม่แพ้อดีตที่ผ่านมา
เป้าหมายแรกของเขาคือการออกนอกด่านตะวันตก มุ่งสู่ทะเลทรายกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
ที่นั่น เป็ดินแดนที่ผู้คนเล่าลือถึงอันตรายมหาศาล ทั้งโจรทะเลทราย พายุทรายที่กลืนกินชีวิต และสัตว์ร้ายลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีข่าวเล่าว่าในความเวิ้งว้างนั้นยังมี “นครโบราณที่สาบสูญ” เต็มไปด้วยปริศนาและสมบัติที่ถูกกาลเวลาฝังกลบ นั่นคือสิ่งที่ดึงดูดใจมู่เฉิน เขาไม่ได้หวังสมบัติ แต่หวังจะค้นหาความหมายบางอย่างจากดินแดนอันรกร้างนั้น
ยามรุ่งสาง เขาออกเดินทางโดยมีแสงตะวันแรกเป็เพื่อน ถนนที่ทอดไปทางตะวันตกเต็มไปด้วยกองเกวียนพ่อค้าและนักเดินทางที่มีเป้าหมายต่างกัน เสียงล้อไม้บดกับพื้นหิน ดังก้องเป็จังหวะประหนึ่งบรรเลงเพลงแห่งการเดินทาง
เมื่อเดินทางผ่านเมืองด่าน มู่เฉินหยุดพักเพื่อสังเกตโลกกว้างที่แตกต่างจากเมืองหลวง ความครึกครื้นของตลาดชายแดนเต็มไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศจากแดนไกล ผ้าสีสดจากพ่อค้าเผ่าทะเลทราย และเสียงเจรจาต่อรองที่ดังระงม เขายืนท่ามกลางฝูงชน ดวงตาคมทอดมองไปทางทิศที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ตรงนั้นคือทะเลทรายที่รอเขาอยู่
ในค่ำคืนก่อนก้าวออกนอกด่าน มู่เฉินนั่งเดียวดายบนยอดเขาเล็กๆ มองเห็นแสงคบไฟของเมืองชายแดนเบื้องล่าง สายลมพัดเย็นแต่แฝงด้วยกลิ่นทรายแห้งแล้ง เขาจับดาบแนบมือ พลางรำพึงกับตนเอง
“เส้นทางนี้ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศ หากแต่เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของข้า หากชีวิตยังเหลืออยู่ ก็จะเดินต่อไปไม่หยุด”
รุ่งเช้า เขาก้าวผ่านประตูเมืองด้านตะวันตก ทิ้งทุกสิ่งเื้ัไว้ สายตาของเขาเผชิญหน้ากับทิวทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา คลื่นทรายพลิ้วสะท้อนแสงแดดราวเกลียวคลื่นสีทอง เส้นทางใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เส้นทางแห่งทะเลทรายอันเวิ้งว้าง