บทที่ 79 ชายชราผู้มีพรสวรรค์ระดับสูง
ด้านหน้าค่ายของทัพอิสระซึ่งต้องผ่านการเดินทางขึ้นมาอย่างยากลำบากนั้น มีกลุ่มคนมากกว่าครึ่งร้อยกำลังทยอยกันเข้ามาข้างใน ชิงหมินเห็นว่าบางคนนั้นแบกทรัพยากรจำนวนมากมาบนหลังของพวกเขาด้วย ซึ่งหมายความว่าการออกไปทำภารกิจครั้งนี้ของพวกเขา จัดได้ว่าเป็นการเก็บเกี่ยวที่ดี
อย่างแรกเป็นเพราะกองทัพอิสระนี้มีแหวนมิติอยู่ในมือ ดังนั้นถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาใส่ของจนเต็มแหวนมิติแล้ว ก็มีแค่แหวนมิติของพวกเขาเสียหายเท่านั้น และชิงหมินก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างหลัง...
“ได้ทรัพยากรมามากมาย ก็มีการสูญเสียมากมายเช่นกัน” เสียงแหบพร่าของชายชราผู้หนึ่งดังจากด้านหลังของเขา ชิงหมินหันไปมองก็เห็นกลุ่มคนประมาณ 6-7 คนที่เร่งรีบเข้ามาด้วย
แต่ในมือของพวกเขาเต็มไปด้วยอุปกรณ์เพื่อช่วยรักษาชีวิต ทันทีที่เห็นภาพเบื้องหน้า พวกเขาไม่ได้สนใจว่ากองทัพอิสระนี้รวบรวมทรัพยากรมาได้เท่าไร เพียงกวาดสายตาประเมินผู้บาดเจ็บก่อนเท่านั้น
“ผู้รักษามาแล้ว เร็วๆเข้า รีบพาคนเจ็บมาให้เขาตรวจสอบดู” เสียงสมาชิกในกองทัพด้านหน้าโหวกเหวก คนที่มีหน้าที่ตรวจสอบทรัพยากรก็ทำไป กลุ่มที่นำโดยชายชรามีหน้าที่รักษาก็เร่งไปดูตรงกลุ่มผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
การทำงานของพวกเขาเป็นระเบียบราวกับว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ชิงหมินมองทรัพยากรที่แบกมาอย่างสนใจครู่เดียว ส่วนใหญ่เป็นพวกอาวุธที่พวกเขาได้รับกลับมามาก หลังจากนั้นเขาจึงไม่สนใจมันอีก เพียงหันไปดูด้านของชายชรา อยากจะรู้ว่าทักษะการรักษาของทัพอิสระนั้นเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ ชิงหมินมีความสามารถในการประเมิน เขาเป็นบุตรชายตระกูลพ่อค้าสมุนไพร เช่นนั้นมันก็ถือได้ว่าเขายังมีสายเลือดของผู้เสพติดสมุนไพรอยู่บ้าง ไม่แปลกที่เขาจะอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสมุนไพรที่คนกลุ่มนี้กำลังใช้งาน
“มีผู้บาดเจ็บถึง 36 คน และผู้เสียชีวิตมากถึง 16 คนเลยหรือ?” สายตาของชายชราบ่งบอกว่าไม่ชอบใจนัก
ศพของผู้เสียชีวิตเหล่านี้ ไม่กี่วันก่อนยังคงเป็นทหารผู้ซื่อสัตย์ วิ่งออกกำลังกายและฝึกฝนอย่างเต็มที่ เหนื่อยก็ไม่บ่น เจ็บก็ไม่พูด แต่ใครจะคิดว่าวันนี้...จะได้เห็นพวกเขานอนหลับสนิทอยู่เช่นนี้ได้
ความสูญเสียของพวกเขาฉายชัดให้เห็นในแววตา ไม่ใช่แค่ชายชราเท่านั้นที่เศร้าหมอง แต่สหายร่วมรบของพวกเขาเองก็มีความรู้สึกเศร้าด้วยเช่นกัน ทว่า...นี่เป็นยามศึกสงคราม พวกเขาใช้ชีวิตอยู่บนความตาย มีแค่ต้องแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเท่านั้นจึงจะทำให้รอดชีวิตได้
“อย่าเศร้าใจไปเลยผู้อาวุโส สุดท้ายแล้วพวกเราทุกคนจะได้เจอกันอีกครั้ง และได้รับใช้หัวหน้าด้วยกัน ก็แค่พวกเรามองไม่เห็นกันก็เท่านั้น” ทหารคนหนึ่งกล่าว
พวกเขารู้ว่าความสามารถของหัวหน้านั้นเป็นอย่างไร หลายครั้งที่มีคนเสียชีวิตไปแล้วฝากข้าวของและคำลาแก่ครอบครัวของพวกเขาผ่านหัวหน้า หรือถ้าวิญญาณของผู้เสียชีวิตนั้นฝึกฝนด้วยการชี้แนะของหัวหน้าจนยกระดับขึ้น วันหนึ่งก็จะมาพบเจอพวกเขาได้ด้วยตนเอง ต่อให้เป็นในฝัน หรือการสะกดจิตก็เถอะ
ทุกคนรู้ว่าวิญญาณของทหารกล้าเหล่านี้จะยังอยู่ด้วยกัน ส่วนผู้ที่จากไปแล้วจะเป็นผู้ที่ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลในชีวิต นี่ไม่ได้แปลว่าการจากไปของพวกเขาเป็นเรื่องน่ายินดีหรอกหรือ? หากเป็นแบบนั้น...มีสิ่งใดที่พวกเขาจะต้องเศร้าใจให้สหายที่ไปดีกันล่ะ
คำพูดของเขาถูกต้อง แต่มันก็ยังทำให้เกิดความขมขื่นในหัวใจของผู้คนอยู่ดี หลี่ชิงหมินได้ยินคำพูดและเห็นท่าทางของพวกเขาทั้งหมด เขาย่นจมูกเล็กๆของตนเองทันที
ไอ้ความรู้สึกภักดีที่แม้แต่ความตายเข้ามาก็ยังไม่หายไปนี้มันคืออะไร ช่างน่าอิจฉาเกินไปแล้วหรือไม่?
“อย่าพูดเรื่องไร้สาระอีกต่อไป พวกเจ้าประมาทเกินไปแล้ว คิดว่าหัวหน้าอยากจะได้ทหารที่เป็นเพียงวิญญาณระดับต่ำแล้วต้องเสียเวลาฝึกฝนอย่างพวกเจ้าหรือ? ที่หัวหน้าต้องรับวิญญาณของพวกเจ้าไปเลี้ยงดู แทนที่จะได้ใช้พลังเรียกวิญญาณธรรมชาติที่แข็งแกร่งกว่าเป็นจำนวนมากนั้นก็เพื่อขอบคุณที่พวกเจ้าทำงานหนักก็เท่านั้นเอง”
“ข้าคิดว่าพวกเจ้าต้องระวังให้มากกว่านี้ อย่าทำตัวเป็นภาระให้หัวหน้าเพิ่มเติมอีก วิญญาณร้ายที่ทำงานได้ต้องมีระดับวิญญาณถึงขนาดไหน อย่าปล่อยให้หัวหน้าทำงานหนักเพื่อลูกน้องไม่ได้เรื่องแบบพวกเจ้าเพิ่มอีกจะดีกว่า”
ชายชราตำหนิออกมา ท่าทางที่จริงจังของเขานั้นทำให้ทหารหนุ่มทั้งหลายต้องหลบหน้า โดยเฉพาะผู้ที่กำลังบาดเจ็บอยู่ ในความจริงแล้ว...พวกเขาก็เกือบจะเอาตัวไม่รอดแล้วกลายเป็นภาระให้หัวหน้าอีกคนใช่ไหม?
“แม้ว่าการกลายเป็นวิญญาณจะสร้างประโยชน์ให้หัวหน้าในอนาคตได้เหมือนกัน แต่เมื่อพวกเจ้ามีชีวิต...ภาระของหัวหน้าก็จะลดลง และพวกเจ้าก็ทำงานได้มากขึ้นด้วย”
เขาพูดประโยคสุดท้าย แม้จะเป็นคำพูดที่เจ็บแสบ แต่ชิงหมินรู้สึกว่ามันเป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของชายชรามากกว่า
“เอาล่ะ อย่ามาเสียเวลาอยู่เลย เร็วเข้า...ให้พวกข้ารักษาพวกเจ้าก่อน” ชายชราส่งสัญญาณให้คนของตนเองรีบเข้าไปทำงาน ปล่อยให้เกิดเรื่องเศร้าใจมากนักไม่ได้ วันนี้พวกเขาบาดเจ็บ พรุ่งนี้พวกเขาก็อาจจะถูกส่งออกไปต่อสู้อีกก็ได้
ในสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรแน่นอนอย่างนี้ ในฐานะผู้รักษา จำเป็นต้องทำให้ทุกคนพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ชิงหมินเห็นชายชราเดินเข้าไปหาผู้บาดเจ็บคนหนึ่ง เขาหยิบสมุนไพรออกมาวางในมือแล้วเรียกใช้ทักษะของตนเองทันที
ออร่าสีเหลืองผ่านมือของเขาเข้าสู่ผงสมุนไพรจนเกิดเป็นแสงสีขาวไหลเข้าสู่แขนที่บาดเจ็บของนายทหาร ไม่นานร่องรอยบาดแผลที่รุนแรงก็เบาลงโดยที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า นี่เป็นเพียงไม่กี่ครั้งที่ชิงหมินได้เห็นผู้มีทักษะระดับสูงขนาดนี้ ผู้มีพรสวรรค์ในการรักษาทั่วไปจะไม่ใช้พลังของตนเองโดยตรง เนื่องจากมันเป็นการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองมากเกินไป
อย่างมาก พวกเขาก็จะใช้พลังของตนเองไประหว่างใช้กรรมวิธีรักษาด้วยวิธีอื่น ไม่ว่าจะเป็นการพันแผลและโปะสมุนไพร การฝังเข็ม การครอบแก้ว หรือวิธีอื่นๆ ในขณะที่จะใช้นักปรุงยาเพื่อปรุงยาที่จะช่วยเหลือในการรักษาอีกที
ได้ยินว่าการที่ใช้พลังของตนเองเข้าไปในร่างกายของผู้อื่นนั้นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และพรสวรรค์ในระดับสูง คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เห็นผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ในทัพอิสระของพระเอก
นอกจากชายชราแล้ว คนอื่นๆก็รักษาด้วยวิธีของพวกเขาเอง อาจจะหายช้าหายเร็วต่างกันบ้าง แต่ทุกคนก็ยอมรับความเจ็บปวดนี้ได้ คนที่หายบาดเจ็บเร็วไม่ถือว่าได้เปรียบจากคนอื่นๆ เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องทำงานหนักต่อไปอยู่ดี กล่าวคือ...ยิ่งหายเร็วก็ยิ่งต้องฝึกฝนเร็วขึ้น ต้องออกไปทำภารกิจเร็วขึ้นกว่าคนอื่นๆด้วย
ไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว การถูกชายชรารักษาเช่นนี้เป็นเรื่องดีแล้วหรือไม่กันแน่....
“การต่อสู้ครั้งนี้รุนแรงมากหรือไม่ หัวหน้าได้เข้าไปช่วยเหลือในการต่อสู้หรือไม่?” เสียงของชายชราดังขึ้นอีกครั้ง เขาเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าผู้บาดเจ็บรุนแรงได้รับการดูแลหมดแล้ว
“หัวหน้าไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ หัวหน้ามีการเดินทางไกล ได้ยินว่าจะมีการแลกเปลี่ยนอาวุธระหว่างกลุ่มการค้าสกุลทงและพวกต่างอาณาจักร ไม่รู้ว่าจะเจรจาสำเร็จหรือไม่ หากไม่สำเร็จ...หัวหน้าคงจะนำต่อสู้ในครั้งนี้ด้วยตนเอง ว่ากันว่า...อาวุธที่พวกกลุ่มการค้าสกุลทงนำมานั้นเป็นอาวุธระดับสูง” ทหารผู้หนึ่งกล่าว
“กลุ่มการค้าสกุลทงหรือ? ไม่ใช่ว่าขบวนขององค์รัชทายาทกำลังมุ่งหน้าไปหาพวกเขา?”
“หึ! พวกที่ติดตามหัวหน้าไปครั้งก่อนบอกแล้วว่าขบวนองค์รัชทายาทไม่มีทางไปถึง แค่เจอโจรกับพวกที่ต้องการทำลายชื่อเสียงขององค์รัชทายาท พวกเขาก็ต่อสู้กันไม่เป็นแล้ว”
“อ้อ เป็นครั้งที่หัวหน้าไปรับคนมา...” ชายชราเหมือนจะเพิ่งนึกบางอย่างออก เขายังเหลือบมองไปยังเบื้องหลัง ก่อนหน้านี้เขาเห็นคนสองคนที่หน้าไม่คุ้นเคยแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะรีบร้อน เขาก็คงจะตรวจสอบอีกฝ่ายไปตั้งแต่แรก ....
เมื่อชิงหมินเห็นสายตาของชายชราจ้องมองมา เขาก็ก้มหัวเล็กๆของตนเองเพื่อแทนการทักทายอย่างสุภาพ ทหารส่วนใหญ่เหล่านี้เพิ่งกลับมาและไม่รู้ว่าคุณชายหลี่ผู้นี้เป็นคนสำคัญของหัวหน้ามากขนาดไหน พวกเขาจึงมองตามสายตาของชายชราแล้วได้เห็นบุรุษผู้งดงามผู้หนึ่ง
“คนผู้นั้นก็คือคนที่หัวหน้าไปรับมาหรือ?”
“เขามีใบหน้าที่ดี หรือว่าเป็นคนรักของหัวหน้าที่มีคนเคยพูดกัน?”
“แต่ร่างกายของเขาค่อนข้างบอบบางไปหรือไม่? จะรับมือกับความดุร้ายของหัวหน้าไหวหรือ?” แต่ละคนพากันกระซิบกระซาบ ซึ่งแน่นอนว่าการกระซิบของพวกเขาไม่ได้เบาเลย และชิงหมินก็ได้ยินมันทั้งหมด!
คนรักของหัวหน้าอันใด? พูดให้ถูก เขาก็คือแรงงานทาสของหัวหน้าพวกเจ้าอีกผู้หนึ่งก็เท่านั้นแหละ!! เป็นผู้ทำหน้าที่รักษาอาการนอนไม่หลับของหัวหน้าพวกเจ้าน่ะรู้จักหรือไม่?
ปากเล็กๆของชิงหมินคว่ำลงเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่มีทางมองเห็นเลย ฝูเซ่ากระแอมออกมา ถึงเขาจะรู้สึกเหมือนกับพวกทหารเหล่านี้เนื่องจากการกระทำที่แปลกประหลาดของเจ้าหัวหน้าเฉิงเซี่ยผู้นั้น แต่...เขาก็ไม่ต้องการให้คุณชายของเขาต้องอับอายภายใต้การจ้องมองของพวกหยาบโลนเหล่านี้
“อะ แอ่ม” ฝูเซ่าบังสายตาของพวกทหารเอาไว้ แต่มันกลับเป็นการเรียกความสนใจจากคนอื่นๆได้มากขึ้นแทน
“เด็กน้อย ได้ยินว่าเจ้ากำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของชาไม่ใช่หรือ? ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะออกมาดูความสนุกข้างนอกนี้ด้วย” ชายชรากล่าวทักทาย เขาไม่ต้องการให้ทหารคนอื่นๆทำเรื่องเสียมารยาทไปมากกว่านี้
ไม่รู้ว่าหัวหน้าของพวกเขาจะยกตำแหน่งของคนตรงหน้านี้ไว้มากเท่าไร แต่มันก็ไม่ควรเสี่ยงทำเรื่องไร้มารยาทต่ออีกฝ่ายใช่ไหม?
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ...เด็กหนุ่มผู้นี้เป็นคนแบบไหนกัน? ยั่วยวนให้หัวหน้าหลงใหลจนพามาที่นี่ได้ หากเป็นแค่ผู้ที่ชื่นชอบหัวหน้าแล้วอยากได้หัวใจของหัวหน้าไปครองก็ไม่เท่าไรหรอก แต่ถ้าเป็นพวกที่มีอารมณ์ร้าย เจ้าเล่ห์ หรือมากมารยา เมื่อหัวหน้ากลับมา...ไม่ใช่ว่าจะนำความไปฟ้องจนมีการลงโทษลงทัณฑ์กันเกิดขึ้นหรอกหรือ?
“ต้องขออภัยผู้อาวุโสด้วยขอรับ ข้าก็ไม่คิดว่าวันแรกที่เดินออกมาจะเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ เดิมทีแค่อยากเดินยืดเส้นยืดสายสักหน่อยก็เท่านั้น”
“โอ้ แต่เมื่อครู่เห็นว่าเจ้าสนใจสมุนไพรในมือพวกข้าหรือ? หรือว่าจะมีความสามารถเกี่ยวกับสมุนไพรด้วย?” ชิงหมินรู้แล้วว่าไม่อาจดูเบาความสามารถของคนที่ผ่านโลกมาเป็นเวลานานได้จริงๆ
เขาเพียงลอบสังเกตเล็กๆน้อยๆเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าจะถูกชายชราจับได้
“ข้ามีความสามารถในการประเมินขอรับ ดังนั้นจึงอยากรู้ว่าพวกท่านใช้สมุนไพรอันใดในการรักษาบาดแผล”
“หืม? มีความสามารถในการประเมินหรือ? เป็นความสามารถที่ไม่ได้แย่เลย ด้วยความสามารถนี้...เมื่ออยู่ข้างนอก เจ้าคงจะทำเงินได้ไม่น้อย”
“ฮ่าๆ ตระกูลของข้าเป็นตระกูลพ่อค้าสมุนไพร ข้าจึงใช้ประโยชน์ในความสามารถนี้ช่วยเหลือตระกูลตนเองน่ะขอรับ”
“ตระกูลพ่อค้าสมุนไพรหรือ? นั่นเป็นเรื่องดี ดีแล้ว....” ไม่รู้ว่าชายชราพูดชมจากใจหรือไม่ แต่สายตาของเขามีความหยามเหยียดออกมาชั่วขณะหนึ่ง แน่นอนว่าผู้รักษาคนอื่นๆเองก็เช่นเดียวกัน
ชิงหมินรู้สึกว่าพวกเขาจะมีทัศนคติต่อตระกูลพ่อค้าสมุนไพรที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไรนัก
“เช่นนั้นเรื่องการทำผงชาคืออะไร นั่นไม่ใช่ความสามารถที่เจ้าปลุกขึ้นมาหรือ?” ชายชราเอ่ยถามอีกครั้ง เมื่อหัวหน้าพาคนเข้ามา เขาก็ได้ยินเรื่องราวของผู้มาใหม่ผ่านทหารจำนวนมากแล้ว
ทุกคนพูดถึงคุณชายผู้นี้กันเป็นวงกว้าง แทบจะทุกคนในค่ายไม่มีใครไม่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับคนที่หัวหน้าพาตัวมา ถึงต่อหน้าจะทำตัวสงบเสงี่ยม แต่พวกเขาก็เป็นพวกที่อยากรู้อยากเห็นไม่แพ้ใครเหมือนกัน
“เป็นแค่งานอดิเรกเล็กๆน้อยๆเท่านั้นขอรับ เพียงใช้ความสามารถในการประเมินเพื่อหาสูตรชาที่ดี แต่ก็ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเลย หากว่ามีความสามารถในการทำผงชาขึ้นมาจริงๆ ก็คงจะดีกว่าเป็นไหนๆ”
“หึ! คนที่ปลุกความสามารถในการทำผงชาขึ้นมาจริงๆ พวกเขาคงไม่คิดเช่นนี้หรอก ในฐานะนักประเมินกับฐานะผู้ทำผงชา คนหนึ่งเป็นผู้ที่อยู่ระดับสูง อีกผู้หนึ่งเป็นคนที่อยู่ในชนชั้นล่าง ใช้แรงงานเพื่อแลกเงินก็เท่านั้น”
ชิงหมินได้ยินคำของชายชรา เขาก็ยิ้มบางๆเท่านั้น ที่จริงแล้วเขาไม่ได้คิดจะอยากมีความสามารถในการทำผงชาจริงๆเสียหน่อย ก็แค่เป็นการพูดถ่อมตัวเท่านั้น ชายชราผู้นี้กลับไม่ไว้หน้าเขา แล้วยังตอกย้ำความคิดที่ผิดปกติให้เขาต้องอับอายด้วย
ชายหนุ่มไม่คิดเลยว่าทัศนคติของพวกเขาต่อตนเองจะไม่ค่อยดีนัก อันที่จริง...มันเริ่มหลังจากที่ชายชราได้ยินว่าตระกูลของเขาเป็นตระกูลพ่อค้าสมุนไพรนี่แหละ...
………………………………………..