ทางหยวนฟางหรงเมื่อเข้ามาภายในโรงเตี๊ยมก็ขึ้นไปยังห้องส่วนตัวเพื่อปรึกษาบุคคลที่ค่อยสนับสนุนตนเพื่อหารือแผนการที่จะดำเนินต่อไป ตอนนี้พวกเขาต้องหาวิธีการที่จะให้ขุนนางฝ่ายต่าง ๆ มาสนับสนุนหยวนฟางหรงเพื่อที่จะให้ฝ่าาแต่งตั้งเขาเป็องค์รัชทายาทให้ได้ เมื่อปรึกษาหารือกันเสร็จแล้วก็พากันดื่มฉลองต่อผ่านไปสักพักองครักษ์ข้างกายของหยวนฟางหรงก็เดินเข้ามารายงานบางอย่างกับเขา เขาจึงขอตัวออกจากห้องไป เมื่อออกมาจากห้องนั้นแล้วหยวนฟางหรงก็ได้เดินเข้าไปภายในอีกห้องหนึ่ง เมื่อเข้าไปถึงแล้วก็พบกับฉีหลิงหลงนั่งรออยู่ภายในห้อง เมื่อฉีหลิงหลงเห็นหยวนฟางหรงก็ลุกขึ้นทำความเคารพ
" คารวะท่านอ๋องเพคะ " นางเอ่ยขึ้นพร้อมกับทำความเคารพด้วยท่าทีอ่อนหวาน
" ลุกขึ้นเถอะหลงเอ๋อร์ " เขาพยุงนางลุกขึ้นแล้วพาลงไปนั่งที่ตั่งเช่นเดิม แล้วเขาก็ถามนางออกไป
" หลงเอ๋อร์มาหาขามีอะไรหรือ " เมื่อฉีกลิงหลงก็ทำสีหน้าเศร้าสร้อยแสดงให้เห็นถึงความน่าถนอม ฉีหลิงหลงเป็สตรีที่ผิวขาวใบหน้าอ่อนหวานน่ารัก ตากลมโต ยิ่งทำหน้าตาเศร้าสร้อยยิ่งให้ความรู้สึกราวกับจะแตกสลายไปเสียให้ได้
" ท่านอ๋องไม่มาหาหลงเอ๋อร์เลย หลงเอ๋อร์คิดถึงท่านอ๋องเหลือเกินเพคะ " นางพูดแล้วก้มหน้าลงพลางยกมือซับน้ำตาที่ไหลออกมา
" ่นี้ข้ากำลังยุ่งเ้าเองก็รู้ เมื่อแผนการของเราสำเร็จเราก็จะได้อยู่ด้วยกันแล้ว " เขาก็ดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ทั้งคู่นั่งกอดกันอยู่นานก่อนที่หยวนฟางหรงจะผละตัวออกแล้วประคองใบหน้าของฉีหลิงหลงให้หันมาสบตากับเขาแล้วให้นิ้วมือเช็ดน้ำตาให้กับนางด้วยความอ่อนโยน พร้อมกับยืนใบหน้าเข้าไปจูบปลอบนางด้วยความอ่อนหวานล้ำลึก ทั้งคู่จูบกันเนิ่นนานก่อนจะผละออกจากกันอ๋องสามประคองนางเดินไปที่เตียงภายในห้องก่อนจะเริ่มค่ำคืนวสันต์กันอย่างสุขสมโดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทั้งคู่ได้กระทำลงไปนั้นเป็ผลพวงมาจากกลิ่นกำยานหอมที่อบอวลไปทั่วทั้งห้อง เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้ว ทั้งสองก็นอนกอดเกยกันอยู่บนเตียง
" เพ่ยเอ๋อร์รักท่านอ๋องเพคะ " นางเอ่ยบอกเขา
" ข้าก็รักเ้าเช่นกัน เมื่อทุกอย่างสำเร็จแล้วข้าจะรับเ้าเข้าวังอย่างสมฐานะ " เขาพูดแล้วจูบลงที่ไรผมของนาง หลังจากคืนวันนั้นทั้งคู่ก็ได้ลักลอบพบกันยามค่ำคืนอีกหลายต่อหลายครั้ง
เมื่อวันงานฉลองมาถึงทุกวันภายในเมืองหลวงตาก็พากันประดับประดาบ้านเรือนด้วยสีมงคลจวนขุนนางต่างตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปงานเลี้ยงฉลองภายในวังหลวงจวนสกุลหลี่ก็เช่นกัน หลี่เพ่ยเพ่ยตื่นขึ้นมาั้แ่ยามเหมา
" คุณหนูตื่นได้แล้วเ้าค่ะ " อ้ายฉิงเข้ามาปลุกเ้านายของตน หลี่เพ่ยเพ่ยลืมตาแล้วลุกขึ้นนั่ง
" ยามใดแล้ว " นางถามเฉาฉี่ขึ้นมือลุกขึ้นนั่งแล้ว
" ยามเหมาแล้วเ้าค่ะ " นางเอ่ยตอบพลางปรนนิบัติล้างหน้าให้หลี่เพ่ยเพ่ย
" วันนี้คุณหนูต้องงามที่สุดในงานนะเ้าคะ เดี๋ยวบ่าวจะขัดผิวคุณหนูให้เองนะเ้าคะ " นางบอกแล้วเดินไปเตรียมน้ำและของที่ใช้ในการขัดผิวให้หลี่เพ่ยเพ่ย หลี่เพ่ยเพ่ยมองตามสาวใช้ของอย่างขบขัน อ้ายฉิงไปได้ไม่นานก็เดินกลับมาเพื่อพาตัวของเ้านายไปทำการขัดและบำรุงผิว
" เตรียมของเสร็จแล้ว ไปกันเถอะเ้าค่ะ " แล้วทั้งสองก็เดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อทำการขัดผิว เฉาฉี่ทำการขัดผิวและบำรุงผิวให้หลี่เพ่ยเพ่ยอยู่นานจนนางทนไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้น
" เ้าจะขัดผิวให้ข้าอีกนานหรือไม่ " นางเอ่ยออกไป
" บ่าวอยากให้คุณหนูงามที่สุดนิเ้าคะ " นางพูดขึ้นแล้วทำการขัดผิวหลี่เพ่ยเพ่ยต่อ
" พอได้แล้วข้าจะออกไปแต่งตัว เดี๋ยวท่านพ่อท่านแม่จะรอนาน " นางบอกกับอ้ายฉิง
" เ้าค่ะคุณหนู " แล้วนางก็ล้างสิ่งของต่าง ๆ ที่นางบำรุงให้กับหลี่เพ่ยเพ่ยให้เห็นผิวขาวนวลดูอ่อนนุ่มน่าทะนุถนอมคล้ายว่าเพียงแค่จับก็จะทำให้เป็รอยได้
" เสร็จแล้วเ้าคะ " นางบอกแก่หลี่เพ่ยเพ่ย ก่อนจะหยิบเสื้อคลุมมาสวมให้ หลี่เพ่ยเพ่ยออกมานั่งที่หน้ากระจกให้อ้ายฉิงเช็ดผมตรงสวยที่เปียกก่อนจะไปหยิบชุดที่ตัดไว้เพื่องานนี้มาสวม
" คุณหนูสวมชุดนี้แล้วงดงามมากเลยนะเ้าคะ " นางชมผู้เป็นายของนางด้วยแววตาเทิดทูน หลี่เพ่ยเพ่ยยิ้มให้กับสาวใช้ นางกลับมานั่งลงและเริ่มแต่งหน้านางเขียนคิ้วและตาให้ยกหางขึ้นทาปากด้วยชาดสีแดงสดทำให้นางตานางดูโตกว่าวัยดวงหน้าที่เย้ายวนอยู่แล้วยิ่งทำให้เหมือนปีศาจจิ้งจอกที่ล่อลวงผู้คนให้หลงใหล อ้ายฉิงเห็นเ้านายของตัวเองก็มองอย่างหลงใหล ขนาดนางเป็สาวใช้ที่อยู่ข้างกายตลอดเวลายังมองอย่างหลงใหลเช่นนี้แล้วผู้อื่นเล่าเวลาเห็นนายของนางจะมีท่าทางเช่นไร
" เราออกไปกันเถอะท่านพ่อท่านแม่จะรอนาน " นางเอ่ยแล้วเดินนำอ้ายฉิงออกไปหน้าจวน เมื่อถึงหน้าจวนทุกคนต่างมองนางอย่างตะลึงในความงามของนาง
" คารวะท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่เ้าค่ะ " นางเอ่ยทำความเคารพคนในครอบครัววันนี้ทุกคนต่างใส่ชุดที่นางทำขึ้นมาให้บิดามารดาใส่ชุดสีฟ้าคู่กัน พี่ชายสวมใส่สีน้ำเงิน ส่วนนางนั้นใส่สีม่วงและสีฟ้านางได้นำผ้าที่เหลือจากชุดของบิดามารดา ทำให้ชุดที่นางสวมใส่นั้นดูแปลกตาและงดงามยิ่งนัก ชุดสีม่วงของนางนั้นเมื่อมาอยู่บนตัวนางทำให้ใบหน้าที่งดงานนั้นยิ่งขับความงามของนางออกมาทำให้น่าค้นหายิ่งขึ้นไปอีกขึ้น
" งามมากลูกแม่ " จางไป๋หลินเอ่ยชมบุตรสาวของตนเองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
" ลูกก็งามเหมือนกับท่านแม่ไงเ้าคะ " สองแม่ลูกเอ่ยชมกันเองเมื่อชมกันเสร็จแล้วทั้งหมดหัวเราะออกมาพร้อมกันแล้วก็พากันขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังวังหลวง เมื่อถึงวังหลวงคนสกุลหลี่ก็พากันเดินเข้าไปในงานภายในงานเมื่อเห็นคนสกุลหลี่ก็พากันหยุดมอง หยวนฟางหรงก็เช่นกันเขาไม่สามารถละสายตาออกจากนางได้เลย นางทั้งสง่างามสูงส่งและรอยยิ้มที่ส่งออกมานั้นมีทั้งงดงามและยั่วยวนอยู่ในที ทำให้บุรุษในงานต่างพากันจ้องมองมาที่นางเป็ตาเดียวสตรีในงานก็มองนางด้วยสายตาริษยา
" คุณหนูหลี่ช่างงดงามเสียจริง ถ้านางอายุสิบห้าหนาวเมื่อไหร่ข้าจะส่งแม่สื่อไปยังจวนสกุลหลี่ "
" ข้าก็จะส่งไปเช่นกัน "
" ข้าก็เช่นกัน หวังว่าข้าจะเข้าตาท่านแม่ทัพใหญ่ "
" นั่นสิท่านแม่ทัพใหญ่ก็หวงลูกสาวยิ่ง พี่ชายนางก็เช่นกัน " เสียงเอ่ยชมของบุรุษและสายตาริษยาของสตรีถูกส่งมาจนแม่ทัพใหญ่ส่งสายตาไปยังผู้คนทั้งหลายทั้งหมดจึงได้เลิกจ้องมองไปยังกลุ่มของคนสกุลหลี่ แม่ทัพใหญ่หลี่ก็พาคนในครอบครัวมานั่งตรงที่ขันทีจัดเตรียมไว้ให้
ทางด้านฉีหลิงหลงเมื่อเห็นหลี่เพ่ยเพ่ยเดินเข้ามาในงานทำให้คนที่มองนางด้วยสายตาชื่นชมก็พากันหันไปมองหลี่เพ่ยเพ่ยด้วยสายตาหลงใหลนางก็ได้แต่กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเมื่อนางหันไปมองทางหยวนฟางหรงเขาเอาแต่สนใจมองแต่หลี่เพ่ยเพ่ยไม่สนใจจะหันมามองนางเลยสักนิดยิ่งคิดนางก็ยิ่งเกลียดนางหลี่เพ่ยเพ่ยสายตาที่เขาใช้มองนางนั่นมันควรจะเป็ของนางที่เป็คนรักของเขาไม่ใช่นางแพศยานั้น
ขุนนางทั้งหลายต่างพากันมาแสดงความยินดีกับแม่ทัพใหญ่ ขุนนางที่พึ่งเข้ามารับราชการต่างก็พากันมาทำความเคารพท่านแม่ทัพที่ได้รับความดีความชอบเพื่อหวังจะให้เขาสนับสนุนคุยได้ไม่นานชินอ๋องแห่งแคว้นหยวนก็เดินเข้ามาภายในงาน
" ชินอ๋องเสด็จ " เสียงขันทีประกาศขึ้นทำให้ทุกคนต้องลุกขึ้นเพื่อทำความเคารพ หลี่เพ่ยเพ่ยหันหน้าไปมองทางชินอ๋องก็สบเข้ากับดวงตาที่กำลังมองนางอยู่เช่นกัน เขาหันมาสบตานางเพียงแค่นิดเดียวก็หันกลับไปมองด้านอื่นๆ เพื่อไม่ให้เป็ที่ผิดสังเกตของคนอื่น หยวนเวยเถียน หรือชินอ๋องพระโอรสของฮ่องเต้พระองค์ก่อนและเป็พี่น้องร่วมสายเืกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน คอยช่วยฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยามที่ยังเป็องค์รัชทายาทออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาั้แ่เขายังเป็เด็ก และช่วยให้พระเชษฐาขึ้นของบัลลังก์อย่างมั่นคงไม่มีใครกล้าต่อกลอนกับเขา หลังจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาทเขาก็ได้ขึ้นเป็แม่ทัพแทนค่อยช่วยเหลือแม่ทัพใหญ่หลี่ หลังจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้รับตำแหน่งก็พระราชทานตำแหน่งชินอ๋องให้เขา หลังจากได้รับตำแหน่งและเห็นว่าตำแหน่งของพระเชษฐามั่นคงจึงตัดสินใจย้ายไปประจำการที่ชายแดน และค่อยไม่ได้กลับมาในฐานะของชินอ๋อง เขาเดินเข้ามานั่งที่ตามขันทีจัดไว้ให้แล้วลอบมองไปยังหลี่เพ่ยเพ่ยที่จดจ้องเขาอยู่เช่นกัน เขาหันหน้าไปมองบริเวณทางเข้าก่อนจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ทำให้สตรีที่มองเขาอยู่ต่างไม่อาจละสายตาไปได้ ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลา ดวงตาหงส์ที่ใช้มองผู้คนราวกับสามารถฆ่าคนได้ กลิ่นอายแห่งบุรุษเพศที่ออกรบั้แ่ยังเด็ก ร่างกายที่กำยำไม่ผอมบางอย่างบัณฑิตชวนให้หลงใหล ทำให้สตรีที่จ้องมองอยู่อยากตำแหน่งในวังชินอ๋องที่ยังไม่มีใครได้เข้าไปแม้แต่สาวใช้อุ่นเตียง
ทางด้านหลี่เพ่ยเพ่ยเมื่อเห็นชินอ๋องเดินเข้ามาภายในงานก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือผู้ใด ชายผู้นี้หรือคือชินอ๋องช่างไม่เหมาะกับตำแหน่งเสียเลยเขาไม่มีความเป็ชินอ๋องออกมาให้นางเห็นแม้เพียงนิด ในชาติที่แล้วนางไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าของเขา งานเลี้ยงภายในวังเขาไม่เคยย่างกายเข้ามาแม้เพียงนิด นางเคยเห็นเขาตอนเป็ซุนเฉิงเพียงแค่ครั้งเดียวตอนที่เขามาหาพี่ชายนางแล้วนางบังเอิญไปได้ยินความลับนั้นมา นี้สินะที่บอกว่า้าให้นางแปลกใจ หึ ข้าแปลกใจมากเชียวล่ะ นางนั่งมองเขามีขุนนางมากมายที่พยายามเข้าไปทำความรู้จักกับเขาแต่เขาไม่สนใจ นั่งนิ่งไม่สนผู้ใดก่อนจะหันหน้ามามองนางแล้วกันกลับไปพลางยกยิ้มขึ้น ' ท่านยิ้มเย้ยข้างั้นหรือเดี๋ยวท่านจะได้รู้ว่าข้ามีความสามารถเพียงใด หลังจากนั้นไม่นานฮ่องเต้และฮองเฮาก็เสด็จมามอบรางวัลให้กับพวกเหล่าทหารกล้าทั้งหลายแล้วบอกให้เริ่มงานเลี้ยงได้
" เริ่มงานเลี้ยงได้ "พอตรัสเสร็จก็หันหน้าไปพูดคุยกับพระอนุชา ที่ไม่ค่อยได้เจอกันมาเมืองหลวงทีไรไม่เคยเข้ามาหาเขาในวังเลย ต้องให้เขาออกไปหาตลอดเขารู้ตลอดว่าน้องชายคนนี้ทำอะไรบ้างพวกเขาสนิทกันมาั้แ่เด็กจึงคอยปรึกษากันมาตลอด ครั้งนี้ที่น้องชายต้องกลับมาก็เพราะมีเื่ใหญ่ให้จัดการเขาจึงเข้ามาเมืองหลวง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรชินอ๋องที่ไม่ยอมย้ายเข้ามาอยู่เมืองหลวงเสียทีจึงตัดสินใจย้ายมาประจำการในเมืองหลวงเสียที
หลังจากฮ่องเต้ประกาศเริ่มงานเลี้ยงเหล่าขุนนางจึงเริ่มเข้าไปจับกลุ่มคุยกันหนุ่มสาวก็เข้าไปทักทายคนที่หมายปอง รวมถึงอ๋องสามเขาก็เดินไปหาหลี่เพ่ยเพ่ยเช่นเดียวกัน ผู้ที่คิดจะเข้าไปทำความรู้จักกับหลี่เพ่ยเพ่ยจึงหยุดความคิดลง
เมื่อหยวนเข้ามาหาหลี่เพ่ยเพ่ยเสียงนินทาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
" หรือข่าวลือที่ท่านอ๋องสามคบหากับคุณหนูหลี่จะเป็ความจริง "
" ข้าว่าพวกเราคงหมดหวังเสียแล้ว " และมีเสียงต่าง ๆ ดังขึ้นมาอีกมากมาย
" เพ่ยเอ๋อร์วันนี้เ้างดงามมาก " เอาเอ่ยชมพร้อมกับสายตาที่มองหลี่เพ่ยเอ๋อร์อย่างมีความหมาย
" ขอบพระทัยเพคะ " นางขอบคุณเขาพร้อมกับแสดงท่าทีเขินอายออกมา นางยกถ้วยน้ำชาให้กับอ๋องสามแล้วส่งรอยยิ้มแสนงดงามไปให้ ทั้งสองคุยกันอย่างสนิทสนมทำให้คนที่มองทั้งคู่อยู่ต่างเกิดอาการอิจฉาอยู่ในที เมื่ออ๋องสามเห็นสายตาที่อิจฉาจากบุรุษส่งมาเขาก็ยกยิ้มอย่างภูมิใจที่จะได้หญิงงามเช่นนี้มา
“ท่านอ๋องดื่มชาเพคะ” นางยกถ้วยชาขึ้นไปให้อ๋องสาม
“ขอบใจเ้ามาก” เขาเอ่ยขอบคุณขึ้นพร้อมกับยกขาขึ้นดื่มก่อนจะพูดขึ้น
“วันนี้ข้าช่างโชคดีเสียจริงที่ได้หญิงงามมาคอยพูดคุยด้วย บุรุษทั้งงานต่างอิจฉาข้ากันหมด” ก่อนจะกันไปมองรอบ ๆ ด้วยสีหน้ายิ้มอย่างผู้ชนะ
“ท่านอ๋องก็ทรงชมหม่อมฉันเกินไปแล้ว หม่อมฉันไม่ได้งดงามเช่นนั้นคุณหนูฉียังดูน่าทะนุถนอมกว่าเพ่ยเอ๋อร์อีกเพคะ” นางตอบแล้วยกยิ้มขึ้นให้หยวนฟางด้วยแววตาดีใจที่ปิดไม่มิดก่อนจะเอ่ยถึงฉีหลิงหลง เมื่ออ๋องสามได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองฉีหลิงหลงที่นั่งมองทั้งสองอยู่นานแล้ว เมื่อเห็นอ๋องสามหันมามองฉีกลิงหลงจึงแสดงแววตาที่เ็ปออกมา ทั้งคู่สบตากันอยู่นานก่อนที่หยวนฟางหรงจะหันกลับมาหาหลี่เพ่ยเพ่ยแล้วเอ่ยออกไปว่า
“เพ่ยเอ๋อร์งดงามที่สุดสำหรับข้า” และมองนางด้วยแววตาที่แสนรักใคร่ เมื่อฉีหลิงหลงได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะเก็บน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ นางพยายามจิกเล็บลงไปที่มือเพื่อเรียกสติว่าสิ่งที่นางเห็นเป็เพียงงิ้วฉากหนึ่งเท่านั้นเขารักนางคนเดียวแต่การแสดงนี้ช่างเหมือนจริงจนนางแทบจะรับมันไม่ไหว เมื่อนางได้สติแล้วจึงหันหน้ากลับมาคุยกับสหายที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ก่อนนั้น
*********
ทางด้านชินอ๋องและฮ่องเต้เมื่อได้ยินเสียงที่ดังขึ้นก็มองไปทางจุดกำเนิดของเสียงนินทานั้นทำให้บุรุษผู้มากความสามารถทั้งต้องตกอยู่ในความคิดของตัวเอง ทางด้านฮ่องเต้ก็มองโอรสของตนเอง เขารู้ว่าโอรสคนนี้แสวงหาอำนาจเป็อย่างมากและต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้บัลลังก์มาและญาติทางฝั่งมารดาก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่เมื่อเห็นว่าบุตรสาวได้ดำรงตำแหน่งฮองเฮาเขาก็เริ่มใช้อำนาจในทางมิชอบข่มเหงประชาชนยิ่งเมื่อสิ้นนายท่านผู้เฒ่าไปพี่ชายของฮองเฮาก็เริ่มฉ้อโกงเป็จำนวนมากเพียงแต่หลักฐานยังไม่สามารถเอาผิดคนในสกุลนี้ได้
ส่วนชินอ๋องก็ได้แต่พยายามข่มอารมณ์ขุ่นมัวที่อยู่ภายในจิตใจ ‘เพียงแค่งิ้วฉากเดียวต้องแสดงถึงขนาดนี้เลยหรือ’ เขาได้แต่ได้ต่อว่าในใจ ท่าทางของชินอ๋องที่เปลี่ยนไปแม้จะเป็เพียงนิดเดียวฮ่องเต้ก็สามารถรับรู้ได้เพราะเขาสองคนอยู่ด้วยกันมาและคอยดูแลั้แ่ยังเด็กจึงสามารถรับรู้ได้ ก่อนจะหันไปตามสายตาของชินอ๋อง ก็พบว่ากำลังนั่งมองคู่ของหยวนฉี่ฟางและหลี่เพ่ยเพ่ยอยู่ก็ทำให้เขาแปลกใจในท่าทางที่แสดงออกมา
“เ้าสนใจเพ่ยเพ่ยหรือ” เขาตัดสินใจถามออกไปด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงสองคน
“ท่านพี่หมายถึงอะไร” เขาเอ่ยถามออกไปคล้ายกับไม่รู้เื่ที่พระเชษฐาเอ่ยออกมา
“เ้ายังไม่ยอมรับก็ไม่เป็ไร แต่ข้าก็ดีใจที่เ้าสามารถรักใครได้” เข้าเอ่ยออกมา
“หม่อมฉันไม่รู้” เขายังเอ่ยยืนยัน
“แล้วแต่เ้าเถอะ” เขาพูดเพียงเท่านั้นก็ได้พูดถึงเื่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในราชสำนักต่อว่า่นี้เกิดเื่อะไรขึ้นบ้าง
หลังจากงานเลี้ยงเลิกทุกคนต่างก็ทยอยกลับจวนของตนเอง หลี่เพ่ยเพ่ยพอกลับถึงจวนก็พาสาวใช้เดินกลับเรือนเข้าไปพักผ่อน
“เตรียมน้ำให้ข้าอาบ” นางบอกกับอ้ายฉิงเมื่อเข้ามาถึงภายในห้องนอน
“เ้าค่ะ” เฉาฉี่หลบออกไปเตรียมน้ำเพื่อให้เ้านายได้อาบ รอได้สักพักอ้ายฉิงก็มาตามไปอาบน้ำ
“คุณหนูเตรียมน้ำเสร็จแล้วเ้าค่ะ”
“อืม” แล้วนางก็เดินไปแช่น้ำอุ่นแล้วให้เฉาฉี่นวดให้
“นวดให้ข้าที” วันนี้เป็วันที่เหนื่อยสำหรับนางยิ่งนัก นางต้องแสดงท่าทีให้สง่าอยู่ตลอดเวลาทั้งต้องแสร้งว่ารักอ๋องสามนางใช้พลังที่มีมากเกินไปจริง ๆ นาง้าผ่อนคลายจากเื่ที่นางทำในวันนี้นางไม่้าจดจำเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ นางออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยชุดสีขาวบาง นางเดินมานั่งที่เตียงแล้วให้เฉาฉี่แล้วล้มตัวลงนอน เมื่อนอนลงได้สั่งสักก็ได้ยินเสียงคนเข้ามาภายในห้องของนาง แสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาภายในห้องทำให้นางเห็นได้เพียงรางๆ แต่นางก็สามารถรับรู้ได้ว่าเป็เขาหยวนเวยเทียน เมื่อเขาเดินมาถึงนางก็ลุกขึ้นแล้วทำความเคารพเขา
“คารวะท่านอ๋องเพคะ” นางเอ่ยขึ้นแล้วย่อตัวลงทำความเคารพอย่างเต็มพิธี
“เสี่ยวเพ่ยอย่าทำเช่นนี้” เขาเอ่ยพร้อมกับสีหน้าที่ใแล้วพยุงตัวนางขึ้น
“มิได้ หม่อมฉันไม่สามารถทำเช่นเดิมได้ ท่านอ๋องช่างสูงส่งเพียงนั้นหม่อมฉันไม่กล้าทำเช่นเดิมหรอกเพคะ”
นางเอ่ยแล้วขยับตัวออกห่างจากตัวของชินอ๋อง
“เสี่ยวเพ่ยเ้าโกรธข้าหรือ” แล้วเข้าก็ขยับตัวเข้าใกล้นางเมื่อนางเห็นเขาขยับเข้ามากก็ถอยหนี
“หม่อมฉันไม่กล้า” นางเอ่ยพลางก้มหน้าลงอย่าเสียใจ
“เ้าอย่าทำแบบนี้เลย ข้าเสียใจยิ่งนัก” แล้วเขาก็ประคองนางนั่งลงด้วยกันที่เตียง
“หม่อมฉันทำอะไรหรือ” นางพูดขึ้นแล้วก็ขำออกมา เพียงแค่ได้แกล้งเขาอารมณ์ที่ดิ่งลงเมื่อครู่ก็พลันดีขึ้น
“เ้าแกล้งข้าหรือ ข้าใแทบแย่” เอาพูดแล้วดึงนางเข้ามากอดไว้
“ขนาดนั้นเชียวหรือ” นางถามเขาออกไป
“แค่คิดว่าเ้าโกรธข้า ข้าก็ทนไม่ไหวแล้ว” แล้วเขาก็จูบลงที่ผมของนาง
“ข้าขอโทษ ข้าไม่คิดว่าท่านจะเป็ถึงขนาดนี้” นางเอ่ยแล้วกอดตอบเขา
“สำหรับเ้าทุกเื่สำคัญกับข้าเสมอ” แล้วเขาก็จูบลงที่ผมนางอีกครั้ง แล้วลูปลงที่ผมของนาง
“แต่วันนี้เ้าแสดงงิ้วได้ดีเกินไปหรือไม่” เมื่อนึกถึงสิ่งที่นางทำไว้ในงานเลี้ยง เขาก็แสดงอาการแง่งอนขึ้นมา
“มันเป็สิ่งที่ดีมิใช่หรือ เขาจะได้เชื่อใจเพ่ยเอ๋อร์อย่างไรเล่า” นางตอบเพื่อให้เขาสบายใจ
“ถ้ามันอยากขนาดนั้นข้าจะฆ่าเอาให้ดีหรือไม่” เอาบอกนางอย่างสบาย ๆ เพราะการฆ่าใครสักคนสำหรับเขานั้นช่างง่ายดายนัก
“ข้า้าให้พวกเขารับรู้ถึงความล้มเหลวอย่างถึงที่สุดก่อน” นางพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ชินอ๋องที่มองนางอยู่นั่นถึงกลับแปลกใจที่นางสามารถพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่งขนาดนี้
“ข้าตามใจเสี่ยวเพ่ยเสมอ” แล้วทั้งสองก็นั่งคุยถึงแผนการที่จะต้องดำเนินต่อไปจนดึกก็แยกย้ายกัน
หยวนฉี่ฟางและฉีหลิงหลงก็ลอบพบกันเรื่อยมาแล้วเขาก็ไปหาหลี่เพ่ยเพ่ยจนทั้งคู่นั้นสนิทกันจนถึงออกไปเดินตลาดด้วยกันบ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ดีขึ้นจนคนทั่วทั้งเมืองหลวงคิดว่าพระชายาเอกของอ๋องสามคงไม่พ้นหลี่เพ่ยเพ่ยจากจวนแม่ทัพเป็แน่
*******
ขอขอบคุณสำหรับ 100 ผู้ติดตามนะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ❤️❤️❤️
สามารถติชมหรืออยากให้ปรับปรุงในส่วนไหนสามารถแจ้งได้นะคะ หรือจะเข้ามาพูดคุยก็ได้ค่ะ ^•^
ฝากกดติดตามและเป็กำลังใจให้ด้วยนะคะ >•<