พูด!! มิเช่นนั้นเ้าตาย!!
กวนอูเงื้อมง้าวหนัก 82 ชั่งทำท่าจะฟันบั่นคอลงมา ชงต๋งสะดุ้งเกรงกลัวต่อความตาย
"ข้ายอมแล้ว ข้าบอกแล้ว อย่าฆ่าข้าเลยนะท่าน"
กวนอูนั้นห้าวหาญต่อผู้แข็งแกร่ง แต่กับผู้อ่อนน้อมยินยอมนั้น กวนอูมิเคยทำอันตราย "ว่าไปอย่าอิดออดชักช้า"
ชงต๋งยินยอมด้วยความจำนนจึงเล่าบอกเหตุของการข้ามน้ำไปยังแดนศัตรู "บัดนี้ท่านเล่าเปียวได้ถึงแก่ความตายแล้ว ส่วนบ้านเมืองนั้นนางซัวฮูหยินร่วมมือกับซัวมอยกเล่าจ๋องของเป็เ้าแล้ว เหตุการณ์ภายในยังไม่สงบโจโฉซ้ำยกทัพลงมาอีก เล่าจ๋องจึงส่งข้านำหนังสือไปยอมแพ้แก่โจโฉเพื่อมิให้เดือดร้อนถึงราษฎร"
กวนอูได้ฟังอย่างนั้นก็ใ ไม่คิดเลยว่าพวกซัวมอจะยอมยกเมืองให้โจโฉเพียงเพราะกลัวกองทัพที่ยังมาไม่ถึง "ที่เ้าพูดมานั้นเป็ความจริงแน่นะ"
"จริงขอรับ จริงแน่แท้ขอรับ" ซงต๋งคำนับประหลกๆ อวัยวะภายในกายมันลั่นมันสั่นไปหมด กวนอูหน้าแดงดังสีชาด เวลาโกรธโมโหก็เข้มขึ้นดังเืเดือดผิดมนุษย์มนา การขัดขืนคงไม่ใช่เื่สมควรทำ ตำราโบราณก็ว่าเอาไว้ ผู้ฉลาดพึงเอาตัวรอดเมื่อถึงคราวจะต้องเอาตัวรอด
"ดี งั้นพาเ้านี่ไปหาท่านเล่าปี่" กวนอูสั่งทหารมัดซงต๋งด้วยเชือกฝั้นจนแน่นเนื้อแทบปริออก ซงต๋งได้แต่ร้องโอยๆ ออกมาเท่านั้น ชั่วครู่เดียวก็พากันมาถึงเมืองซินเอี๋ยซึ่งเล่าปี่และขงเบ้งกำลังเจรจาปลอบเล่ากี๋อยู่ด้านใน
"พี่ใหญ่ ข้าจับตัวซงต๋ง ข้ารับใช้ของเล่าจ๋องได้" เล่าปี่ซึ่งรอคอยการมาของกวนอูก็รีบสอบถามเนื้อความที่ให้ไปสืบข่าว กวนอูเล่าเื่ราวทั้งหมดให้แก่เล่าปี่ฟัง เล่าปี่เมื่อได้ยินว่าเล่าเปียวนั้นตายแล้วจริงๆ ก็ร้องไห้ออกมาเป็การใหญ่ เล่ากี๋ที่เสียใจอยู่แล้วก็ร่วมวงร้องไห้กับเล่าปี่ด้วย เหลือเพียงเตียวหุย กวนอู และขงเบ้งจำเป็ ที่ไม่รู้จะร้องไห้ตามหรือหันหน้าหนีไปเสียทางอื่นดี
ก้อนเมฆต้องลมเคลื่อนที่ขยับไปในท้องอากาศเหมือนัตัวใหญ่กำลังลอยผ่านไป แสงอาทิตย์ที่ถูกบังก็แยงแสงลงมาจนดินร้อนอีกครั้ง พวกนกและคนต่างเดินเลี่ยงเข้าริมซอก ริมกำแพง
"ใจเย็นๆ ก่อนเถอะนะท่านเล่าปี่ ท่านเล่ากี๋" ผมพยายามลูบหลังลูบไหล่ปลอบเพื่อให้คนทั้งสองคลายความเศร้า
"ท่านขงเบ้ง ท่านอย่ามาปลอบข้าเลย" เล่ากี๋พูดไปร้องไห้ไป เสียงที่ออกมาปนไปกับน้ำลายที่ย้อยเยิ้มจนน่ารังเกียจ มันยิ่งกว่าเด็กขี้แยเสียอีก
"เล่ากี๋ ท่านก็อย่าเสียใจให้มากนักเลยนะ พ่อท่านตายก็ไม่เป็ไร อย่างน้อยก็ยังมีแม่อยู่อีก" ผมพูดปลอบ
"ท่านขงเบ้ง...แม่ข้าตายไปแล้ว" เล่ากี๋เงยหน้ามาตาแดงก่ำ ไม่รู้เสียใจกว่าเดิมหรือแค้นที่ผมพูดไม่คิด
เตียวหุยรำคาญใจเดินเข้ามาตบบ่าเล่ากี๋ดังฉาด เล่ากี๋สะอื้นเอื๊อกกกก แล้วหยุดร้องไห้ไปจังหวะหนึ่ง "เล่ากี๋ ท่านจะมาเสียใจร้องไห้อยู่นี่มันไม่สมควร ข้าว่าจับเ้าชงต๋งนี่ไปตัดคอเสีย แล้วพวกเรายกกองทัพไปตีเมืองซงหยง ฆ่าซัวมอ เล่าจ๋องและแม่ของมันเสีย พวกเราก็จะเหลือศึกกับโจโฉแค่ด้านเดียว ข้าอาสาออกเป็ทัพหน้าให้เอง ท่านจะว่ายังไง ว่ามา ว่ามา" เตียวหุยเอามือเท้าสะเอวตะเบ๊ะท่า เล่ากี๋จากที่ร้องไห้อยู่ก็เอนหลังหนีหน้าเตียวหุยที่ขยับเข้ามาใกล้ ไม่ใช่เพราะกลัวหรืออะไร เป็เพราะเหม็นสาบกลิ่นสุราสาโทนั่นเอง
"เตียวหุยความคิดเ้าช่างเด็กยิ่งนัก จงสงบปากสงบคำเสียก่อน อันการบ้านเมืองทั้งหลายพี่นี้คิดอยู่แล้ว" เล่าปี่เอาปลายเสื้อเข้าซับเช็ดน้ำตาจนแห้งหายไป เหลือแค่ความรู้สึกเย็นๆ หางตาที่น้ำตาทิ้งคราบเอาไว้ให้ระลึกถึงผู้จากไปเท่านั้น
"ท่านอาเล่าปี่" เล่ากี๋ลุกตั้งสติไว้ ยันกายขึ้นนั่งลงอย่างสุภาพ "เล่าจ๋องและพวกซัวมอ ไร้ธรรมเนียมไม่ประพฤติตามประเพณียกเอาเมืองเป็ของตน ข้าเองก็เห็นด้วยกับท่านเตียวหุย ยกทัพไปรบพุ่งกันให้รู้ดำรู้แดงแล้วจับพวกนั้นมาสำเร็จโทษเสียจึงสมควร"
ผมฟังความอยู่โดยตลอดในใจก็เห็นด้วยกับทั้งสองคน อีกอย่างเมืองซินเอี๋ยเป็เมืองเล็ก ถ้าหากได้เมืองซงหยงที่ซัวมออาศัยอยู่มาก็สามารถบุกเข้ายึดเมืองเกงจิ๋วได้อย่างง่ายดาย แถมยังสามารถตั้งรับกองทัพของโจโฉที่กำลังบุกลงมาได้อีกด้วย "ท่านเล่าปี่ ข้าว่าท่านทำตามที่ทั้งสองว่ามาเถอะ แค่ท่านยกทหารไปบอกว่าจะมาเคารพศพของท่านเล่าเปียว จากนั้นหลอกให้เล่าจ๋องออกมารับแล้วจับ..."
"จับฆ่าเสีย แค่นี้ท่านพี่ก็ได้เมืองมาโดยง่ายแล้ว" เตียวหุยสอดเสียงขึ้นมาพูดต่อจากสิ่งที่ผมไม่กล้าจะพูดออกมา
เล่าปี่ได้ฟังอย่างนั้นก็ร้องไห้ "โถ่ ท่านเล่าเปียวพี่เราพึ่งจะตายจากไป ตอนป่วยหนักอยู่เรียกข้าให้ไปหา ข้ารับปากจะดูแลลูกหลานทั้งปวงให้เป็อย่างดี แต่บัดนี้พวกท่านกลับจะให้ข้าทำร้ายเล่าจ๋องแล้วชิงเอาเมือง ข้า ข้า ข้า...ทำไม่ได้ ข้าละอายต่อฟ้าละอายต่อดิน"
"ท่านอา โถ่" เล่ากี๋นั้นในใจแสบลึกยิ่งกว่าใครทั้งนั้น พ่อพึ่งจะตาย คนใกล้ชิดทรยศหักหลัง แม้น้องร่วมพ่อเดียวกันก็ไม่อาจจะเชื่อใจ
หึยยยยย โมโห ผมล่ะหน่ายน้ำตาเล่าปี่จริงๆ
"ตอนนี้โจโฉยกทัพมาใกล้จะถึงอยู่แล้ว ท่านไปคิดยึดเมืองซงหยงและเกงจิ๋ว ท่านคิดจะทำยังไง จะต้านทัพใหญ่ขนาดนั้นที่ไหน เมืองเล็กๆ ที่เราอยู่ตอนนี้อย่าว่าแต่ร้อยหมื่นเลย สิบหมื่นก็เอาไม่อยู่" ผมะเิอารมณ์ออกมาจนเล่าปี่ใ เตียวหุยกับกวนอูยิ้มให้อย่างชมชอบ โดยเฉพาะเตียวหุยคงจะถูกใจมากเป็พิเศษ
"ถ้าเช่นนั้นพวกเรายกหนีไปที่เมืองอ้วยเซีย" เล่าปี่สรุปโดยไม่ฟังคำทัดทานของใครอีก ผมเองก็หมดคำพูดจะเกลี้ยกล่อมก็เลยจำใจยอมทำตามไป เตียวหุยเองก็คงผิดหวังไม่น้อยที่พี่ใหญ่ของเขาไม่ได้ดั่งใจแบบนั้น ท่าทางที่เดินออกไปช่างน่าสงสาร ไหล่ห่อ คอตก สงสัยคงอยากจับทวนออกรบมากยิ่งกว่าหนี
เล่ากี๋กลับเมืองกังแฮไปแล้ว เล่าปี่ใช้คนออกไปประกาศให้ชาวเมืองรู้ข่าวกองทัพใหญ่โจโฉที่ยกมา พวกประชาชนต่างก็กลัวจะเป็อันตรายจึงเก็บผ้าเก็บของใช้ที่จำเป็เตรียมพร้อมจะออกเดินทางไปเมืองอ้วยเซีย บิต๊กนำทีมเคลื่อนย้ายครอบครัวของเล่าปี่ มีรถม้าและเกียนลากพร้อมสรรพ ของผมมีข้าวของไม่เยอะ เน้นหนักไปทางหนังสือตำราซึ่งเย่อิงกำกับดูแลอยู่จึงพอหายห่วงไปได้
ผมให้กวนอูพาทหารหนึ่งพันนายอากระสอบใส่ทรายจำนวนมากไปยังต้นน้ำคลองแปะโห จากนั้นสร้างทำนบเขื่อนกั้นน้ำเอาไว้ที่้า ส่งผลให้ทางปลายน้ำนั้นน้ำแห้งลงจนตื้นเขิน และกำชับว่าเมื่อทหารฝ่ายโจโฉเดินลงมาจะข้ามลำน้ำนั้นจงเปิดทำลายทำนบเขื่อนให้น้ำบ่าทะลักลงไป ทหารพวกนั้นก็จะจมน้ำตาย แล้วจึงค่อยคุมทหารตีกระทบลงมาตามลำน้ำ
ส่วนเตียวหุยคุมทหารหนึ่งพันให้ยกไปซุ่มอยู่แถวตำบลพักเหลงทางใต้ลำน้ำ เมื่อเห็นทหารโจโฉข้ามน้ำมาก็ตีกระทบขึ้นไปหากวนอู
จูล่งผมให้ทหารสามพัน แบ่งเป็สามกอง กองละหนึ่งพัน ให้เอาดินปืนและเชื้อเพลิงโยนขึ้นไปบนหลังคาบ้านเรือนของคนในเมือง แล้วพาทหารออกมาซุ่มอยู่ที่นอกเมืองทางทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ถือธนูให้ครบทุกคนแล้วอาบลูกธนูด้วยชุดจุดเพลิงให้ครบทุกดอก เมื่อเห็นทหารโจโฉเข้าเมืองในเวลากลางคืนจนครบแล้ว จึงให้เหล่าทหารระดมยิงธนูเพลิงเข้าไปจุดเผาเชื้อเพลิงที่เตรียมเอาไว้ จากนั้นคุมทหารให้โห่ร้องส่งเสียงดังจากทั้งสามทิศแต่นอกเมืองห้ามบุกเข้าไป ก็จะเหลือประตูทางทิศตะวันออก พวกทหารโจโฉจะแตกหนีออกมาจากทางนี้แล้วข้ามลำน้ำแปะโหที่กวนอูรออยู่ ทหารโจโฉก็จะแตกพ่ายถึงที่ตายตามแผนที่วางเอาไว้ แล้วค่อยยกกองทัพทั้งสามพันติดตามเข้าช่วยเตียวหุยจัดการพวกมัน
ทางโจโฉนั้นขี้ระแวง คงจะรีบเร่งเข้าเมืองในเวลากลางวัน ครั้นจะให้เป้นไปตามแผนก็ต้องให้เข้ามาในตอนกลางคืนเท่านั้น ผมจึงให้บิฮองและเล่าฮอง คุมทหารคนละพันนาย ถือธงสีเขียวกองหนึ่ง ถือธงแดงกองหนึ่ง ยกไปรอกองทัพโจโฉที่นอกเมืองซินเอี๋ย เมื่อเห็นพวกนั้นมาถึงให้กองทางฝั่งซ้ายยกมาทางฝั่งขวา ให้กองฝั่งขวายกข้ามมาฝั่งซ้าย เปลี่ยนสลับกันกองทัพโจโฉจะเกิดความสับสนทั้งยังทำให้ศัตรูเข้าใจว่าพวกเรามีกำลังมาก โจโฉขี้ระแวงอยู่แล้วก็จะรออยู่ไม่บุกเข้ามาในตอนกลางวัน พอกลางคืนจึงจะทำการเข้าเมือง แบบนั้นแผนที่วางเอาไว้ก็จะสำเร็จ
กองทหารที่จัดเตรียมไว้ฮึกเหิมด้วยกำลังใจ ผมเองก็มากไปด้วยความเชื่อมั่นในแผนการ ผลของการค้นคว้าตำรานับพันเล่มเพื่อหาวิธีกลับบ้าน ส่งผลแล้วในขณะนี้ ถึงแม้จะไม่ตรงตามเป้าหมายแต่ก็มีประโยชน์อย่างมากในเวลาจำเป็
การศึกการานั้นสิ่งจำเป็คือการหลอกลวง มันร้ายแรงกว่าการหลอกยืมตังเพื่อนหรือการหลอกเอาตังผู้ชายของพวกนางร้ายในชีวิตคนในเมืองเพราะมันเป็สิ่งจำเป็ต่อการอยู่รอด แต่กับการฆ่าฟันขอบเขตมันกว้างไปกว่านั้นมาก มันคือความเป็ตายของหลากหลายชีวิต ไม่ว่าจะเป็ผู้แพ้หรือผู้ชนะ าไม่เคยทิ้งสิ่งดีงามเอาไว้ แต่คนเราก็ยังคงดำเนินากันต่อไป ั้แ่มนุษย์เริ่มมีความคิดจนถึงโลกใหม่ที่มนุษย์สร้างสิ่งที่มีความคิดขึ้นมาคิดแทน
เย่อิงฉุดแขนผมเอาไว้ ในมือเธอมีพัดขนนกยาวใบเก่า ปลายขนนกสีขาวนั้นแตกเส้นออกมาบ้างแล้ว เธอใช้มันพัดวีและปิดบังหน้าตามานานหลายปี เธอมีความอายที่น้อยคนจะเข้าใจ เธอเหมือนคนผิวสีที่ตกอยู่แดนของคนผิวขาว ถึงแม้คนจะพูดถึงความเท่าเทียมแต่ในแววตานั้นกลับไม่ใช่ พัดใบใหญ่จึงเป็โลกที่โอบอุ้มเธอเอาไว้ตลอดมา
"ท่านกลัวหรือไม่" เย่อิงถาม
"กลัว กองทัพโจโฉมากเกินไป ไม่รู้จะต้านเอาไว้ได้นานแค่ไหน เส้นทางไปเมืองอ้วนเซียก็ไม่ใกล้เลย" สายตามองทอดไปอย่างอาวรณ์ บ้านหลังนี้ถึงมันจะดูเก่าและโทรม แต่ก็ใช้เป็ที่หลับนอนอยู่นานนับเป็เดือนๆ มีเื่มากมายเกิดขึ้นที่นี่ ทั้งเื่ร้ายแรงจนเกือบถึงชีวิตและเื่แสนดีที่น่าจดจำ โชคดีที่ผู้ซึ่งทำให้มีเื่ราวเ่าั้ยังคงเดินทางไปด้วยกัน
เย่อิง