เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 130 ก่อเรื่อง

            พบคนรู้ใจ ดื่มกันพันจอกยังว่าน้อยเจียงไหวไม่อยากปล่อยคุณหนูน่าสนใจผู้นี้ไป

            ไอหยา พลาดต่างหาก!

            “ยินดียิ่งนัก”

            เยี่ยนเจาเจาไม่ได้รู้สึกโดนล่วงเกินกลับคิดว่าเจียงไหวที่ตนรู้จักในชาติก่อนไม่ใช่เจียงไหวตัวจริง

            แต่แง่หนึ่งก็คิดว่า เดิมเจียงไหวเป็นคนมีชีวิตชีวาแบ่งแยกความรักและความเกลียดชัดเจนความจริงทำได้ยากและน่าชื่นชมยิ่งนัก เว่ยวั่งสวินสร้างเวรสร้างกรรมจริงๆที่บีบคั้นคนร่าเริงแจ่มใสให้ตกอยู่ในสภาพน่ากลัวเช่นนั้น

            ทั้งสองไปหอเทียนเซียงเช่นไรขอไม่กล่าวถึง

            เพราะเยี่ยนเจาเจาบอกกับคนนอกว่าตนเป็นแขกคนสำคัญของหอเทียนเซียงแตกต่างจากแขกคนอื่นๆ จึงสามารถเข้าออกหอเทียนเซียงได้ตามอำเภอใจเจียงไหวเลยไม่แสดงท่าทีสงสัยที่เยี่ยนเจาเจาเดินเข้าประตูด้านข้างของหอเทียนเซียงโดยไร้คนขัดขวาง

            ทั้งคู่จองห้องส่วนตัวบนชั้นสามกำลังพูดคุยเรื่องบทกวีลำนำก็ได้ยินเสียงทะเลาะโหวกเหวกจากชั้นล่างช่างบังเอิญเสียจริง เป็นเสียงพวกเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่ได้ยินก่อนหน้านี้

            เยี่ยนเจาเจาไม่ใช่คนชอบนินทาหรือชอบชมฉากสนุกสนานคาดไม่ถึงว่าเจียงไหวกลับมีนิสัยนี้

            เมื่อครู่เห็นเรื่องตลกของไป๋ฝูฉวีและเฉินเหลียนเอ๋อร์กลางท้องถนนไปคราหนึ่งแล้วตอนนี้ยังอยากดูอีกหน

            เจียงไหวฟุบลงตรงลายฉลุบนหน้าต่าง แง้มหน้าต่างออกเล็กน้อยอย่างเงียบเชียบก่อนสังเกตว่าชั้นล่างเกิดเหตุอันใดขึ้น

            เป็นเฉินเหลียนเอ๋อร์เข้ามาด้วยเนื้อตัวมอมแมมนางเพิ่งโดนเยี่ยนเจาเจาพูดฉีกหน้าอย่างแรง ในใจเดือดดาล เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลยชนคนผู้หนึ่งเข้า

            ฉากนี้จะเห็นได้ว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์โง่งมจริงๆคนที่สามารถเข้าออกหอเทียนเซียงจะฐานะต้อยต่ำได้อย่างไร?

            นางกลับไม่คำนึงถึงจุดนี้แม้แต่น้อยทั้งที่มัวแต่เดินจ้ำอ้าวไม่มองทางข้างหน้าจนไม่เห็นคนเอง หลังจากชนแล้วก็ยังอดทำนิสัยเสียอย่างการเปิดปากด่าทันทีไม่ได้

            “ไม่มีตาหรือ! ถึงไม่มองว่ามีคนอยู่น่ะ!”

            เฉินเหลียนเอ๋อร์กรีดร้อง คนที่โดนนางชนนั้นเยี่ยนเจาเจาบังเอิญรู้จักพอดีนั่นคือเสี่ยวป้าอ๋อง [1]ที่ไม่สนกฎหมายบ้านเมืองจากตระกูลคหบดีทางทิศประจิมของเมือง ปกติอยู่ในเมืองซูโจวก็เดินกร่างไร้เหตุผลคราวนี้จะยอมกล้ำกลืนความเสียเปรียบหรือ?

            คนร้ายกาจย่อมเจอคนร้ายกว่า

            เสี่ยวป้าอ๋องโดนเฉินเหลียนเอ๋อร์ด่าสองคำรบ ไม่พูดอันใดมากหันกลับมายิ้มให้เสี่ยวเอ้อร์ที่วิ่งเต้นเหมือนไม่มีพิษมีภัย “โชคไม่ดีเอาเสียเลยวันนี้คงต้องอาละวาดในที่ของพวกเจ้าแล้ว หากทุบตีสิ่งของเสียหาย ให้ลงบัญชีข้าไว้ข้าจะรีบส่งคืนพวกเจ้าทีหลัง”

            พูดโดยไม่มองสีหน้าเสี่ยวเอ้อร์แม้แต่น้อย แล้วเสี่ยวป้าอ๋องก็พุ่งเข้าไปผลักเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่เพิ่งลุกขึ้นลงไปกองกับพื้นอีกรอบ

            เขารู้ว่าการต่อยตีคนอื่นเรื่องจะบานปลาย จึงไม่ตีเฉินเหลียนเอ๋อร์เพียงใช้รองเท้าข้อสูงของตนประทับรอยเท้าขนาดใหญ่หลายรอยบนชุดเฉินเหลียนเอ๋อร์แทน

            เท่านั้นยังไม่พอ เขากระชากปิ่นหยกระย้าและเครื่องประดับอื่นๆบนศีรษะของเฉินเหลียนเอ๋อร์ออกมากระทืบหลายครั้งจนเละเทะจากนั้นก็ใช้รองเท้าประทับสองรอยบนใบหน้าเฉินเหลียนเอ๋อร์แผ่วเบาทิ้งรอยโคลนใหญ่บนใบหน้าสองข้าง น่าอับอายเสียยิ่งกว่าอะไร

            เสี่ยวป้าอ๋องกระทำเรื่องนี้ คนรอบข้างส่วนมากมุงดูอยู่เฉยๆไม่คิดว่ามันแปลกแต่อย่างใด

            นี่มันแทงใจกันสุดๆ เลย

            เยี่ยนเจาเจารู้ว่าตระกูลของเสี่ยวป้าอ๋องไม่ขาดแคลนเงินและกลยุทธ์ที่เขาถนัดที่สุดคือการโปรยเงิน นิสัยอย่างเฉินเหลียนเอ๋อร์เดี๋ยวได้โกรธเสี่ยวป้าอ๋องแทบตายเลยกระมัง

            เพิ่งคิดในใจไปก็ได้ยินเสียงหัวเราะเฉื่อยชาดังมาจากชั้นล่าง“แม่นาง เท้าของข้าใช้งานไม่ดีเท่าไร ขอบคุณเจ้าที่ช่วยขัดรองเท้าให้ข้า เงินนี้ถือเป็นเงินตอบแทนพิเศษของเจ้าแล้วกันถนนทางตะวันตกขัดรองเท้าคราหนึ่งราคาสองอีแปะ บวกกับเครื่องประดับบนหัวเจ้าข้าให้ห้าสิบตำลึง ไม่ต้องทอนหรอกนะ”

            กล่าวจบก็โยนถุงเงินลงบนตัวเฉินเหลียนเอ๋อร์เสียงดัง “ปัก”ก่อนจากไปอย่างสง่าผ่าเผย เสียงยังลอยมาไกลๆ

            “ซวยจริงๆ กว่าจะออกมาได้ ยังบังเอิญพบคนไร้ตาอีก”

            เสี่ยวป้าอ๋องไม่เอ่ยชื่อเสียงเรียงนามแต่ชัดเจนว่าหมายถึงใคร

            เฉินเหลียนเอ๋อร์ตกตะลึงกับความอัปยศอดสูซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อตั้งสติได้เสี่ยวป้าอ๋องก็หายวับไปแล้ว นางโกรธจนร้องไห้ออกมาทันที

            ทั้งสองคนใครผิดใครถูกนั้นยากจะตัดสิน แต่เมื่อครู่ชัดเจนว่าเป็นเฉินเหลียนเอ๋อร์ชนเสี่ยวป้าอ๋องก่อนไม่เพียงไม่ขอโทษยังเอ่ยปากด่า ได้รับความอับอายเท่านี้ถือว่าเสี่ยวป้าอ๋องอารมณ์ดีแล้ว

            ความจริงเมื่อเทียบกันดู ไป๋ฝูฉวีก็ฉลาดกว่านางมาก

            เยี่ยนเจาเจามองเห็นชัดเจนจากที่สูง ตอนเฉินเหลียนเอ๋อร์ชนไป๋ฝูฉวีก็หลบข้างหลังเด็กหนุ่มดวงตาดอกท้อด้วยสีหน้าราวกับหวาดกลัวยามนี้ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นจนดวงตาแดงก่ำ หลีกเลี่ยงการปะทะกับเสี่ยวป้าอ๋องนั่น

            เฉินเหลียนเอ๋อร์เป็นคนใจร้อน กอปรกับวันนี้ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจไปมากมายจึงไม่รักษากระทั่งใบหน้า โวยวายขึ้นมาทันที

            “คนผู้นั้นเป็นใคร ช่างหน้าไม่อายนัก! รังแกข้ากลางวันแสกๆพยานเต็มไปหมดเช่นนี้ อย่าให้ข้าจับได้นะ ข้าจะเอาเขาให้ตาย! มันเสียสติหรือ ที่บ้านตายยกครัวบิดามารดาไม่สั่งสอนหรืออย่างไร!”

            เฉินเหลียนเอ๋อร์ร้องไห้ไปพร้อมกับก่นด่า คำพูดไม่น่าอภิรมย์เท่าที่จะคิดออกคนหันมามองนางมากขึ้นเรื่อยๆ นางยังคิดว่าสายตาเหล่านั้นคงเห็นใจนางเลยยิ่งด่าเสียงดัง

            ไป๋ฝูฉวีรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล จึงค่อยๆดึงเด็กหนุ่มดวงตาดอกท้อถอยหลังสองก้าวอย่างยากจะสังเกตเห็น

            “ให้ข้าพูดนะ เจ้ากับเสี่ยวป้าอ๋องนั่นก็ครึ่งชั่งกับแปดตำลึง[2] เขาเป็นครึ่งชั่ง ส่วนเจ้าคือแปดตำลึง!”

            แขกสตรีที่ทนมองไม่ได้เอ่ยขึ้น

            เป็นเรื่องจริงที่พฤติกรรมของเสี่ยวป้าอ๋องไร้เหตุผลและหมิ่นเกียรติแต่เฉินเหลียนเอ๋อร์ดูไร้คนสั่งสอนยิ่งกว่า เด็กผู้หญิงดีๆที่ไหนจะมาตะโกนด่ากลางถนน ไม่ต่างอะไรกับสตรีไร้เหตุผลเช่นนี้?

            คนรอบข้างที่ได้ยินต่างทยอยกันหัวเราะจนเลือดทั่วกายของเฉินเหลียนเอ๋อร์พุ่งขึ้นหน้าอย่างไม่สนสิ่งใด

            นางถูกคนโอบประคองไว้กลางฝ่ามือมาตั้งแต่เด็กจนโตไฉนจะเคยได้รับความไม่เป็นธรรม!

            เฉินเหลียนเอ๋อร์ที่เสียสติก้าวขึ้นไป ฉวยเอาจานอาหารตรงหน้าแขกสตรีที่ยังหัวเราะอยู่สาดใส่หน้าคนผู้นั้นในทีเดียว

            “พูดจาเหลวไหล ระวังข้าจะฉีกปากเจ้า!”

            เฉินเหลียนเอ๋อร์เสียสติ ไม่เหลือท่าทีของคุณหนูผู้สูงศักดิ์เลย

            เยี่ยนเจาเจาจำได้รางๆว่าครึ่งปีก่อนเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้เป็นเช่นนี้ แม้ตัวนางจะมีนิสัยงี่เง่าและฉุนเฉียวเล็กน้อยแต่ไม่ถึงขั้นนี้แน่

            ปัง!

            นางยังแสดงอำนาจบารมีไม่จบห้องส่วนตัวบนชั้นสองก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่อีกต่อไป เปิดหน้าต่างแล้วขว้างกาน้ำชาลงมาตกตรงปลายเท้าของเฉินเหลียนเอ๋อร์พอดีจนแตกเป็นเสี่ยงๆเกือบกระแทกตัวเฉินเหลียนเอ๋อร์

            เสียงดังสนั่นนี้ทำเฉินเหลียนเอ๋อร์ตะลึงงัน

            นางยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ยังไม่ทันเงยหน้าก็ได้ยินเสียงตะคอกอย่างอัดอั้นลอยมาจากห้องส่วนตัวที่เปิดหน้าต่างเอาไว้“ไสหัวขึ้นมาซะ! เจ้าทำครอบครัวเสียหน้าหมดแล้ว!”

            จากมุมของเยี่ยนเจาเจาสามารถมองเห็นห้องส่วนตัวบนชั้นสองได้

            ช่องหน้าต่างมีนายท่านผู้มั่งคั่งร่ำรวยเลยวัยสี่สิบปีคนหนึ่งยืนอยู่เพียงแต่ใบหน้าของเขาเวลานี้แดงสลับดำด้วยความโกรธ ดูเหมือนอวี้ฉือกง [3] เทพทวารบาลก็ไม่ปาน

            ข้างกายเขามีสตรีออกเรือนใบหน้ายาวอยู่ด้วยบำรุงรักษาตัวเองอย่างดี เสมือนอายุเพียงสามสิบปีเท่านั้นดวงตาคล้ายคลึงเฉินเหลียนเอ๋อร์ยิ่งนัก

            สีหน้าทั้งสองคนไม่น่ามอง โดยเฉพาะนายท่านเฉินที่หน้าตาบิดเบี้ยวเหมือนอยากถลกหนังตัดเอ็นเฉินเหลียนเอ๋อร์

            สองท่านนี้น่าจะเป็นสามีภรรยาแซ่เฉินที่รอเฉินเหลียนเอ๋อร์มาทานข้าวในหอเทียนเซียง

            ดูท่าเฉินเหลียนเอ๋อร์คงคล้ายกับบิดาของตน หากคล้ายมารดาคงไม่ขนาดยิ่งโตยิ่งผิวคล้ำ

            หนังตาเยี่ยนเจาเจากระตุก คนของนางข้างล่างเห็นพลันเข้าใจทันทีปะปนไปกับฝูงชนแล้วตะโกนขึ้นอย่างกับกลัวว่ายังโกลาหลไม่พอ “คุณหนูเฉินที่แท้บิดามารดาของเจ้าก็อยู่ที่นี่หรือ วันนี้เอะอะโวยวายในเหลาอาหารเคยคิดถึงใบหน้าบิดามารดาของเจ้าหรือไม่? ยิ่งกว่านั้นการสอบของสถานศึกษาปีนี้เจ้ายังไม่ผ่านเลยไม่รู้อ่านหนังสือบ้างหรือไม่ ไม่ละอายใจต่อบิดามารดาเลยหรือ?”

            สีหน้าเฉินเหลียนเอ๋อร์เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด ดูไม่ได้สุดๆนางอยากพูดบางอย่างก็กลัวท่านพ่อท่านแม่จะด่าอีก จึงหดศีรษะแม้ดวงตาไม่ยินยอมแต่กลับมีความหวาดกลัวผสมอยู่ คงจะอยากขึ้นข้างบนแล้ว

            เจียงไหวส่ายศีรษะ ไม่ค่อยสนใจนัก

            คาดไม่ถึงว่าเยี่ยนเจาเจาจะเลิกฝาถ้วยชาข้างหน้าเกลี่ยฟองบนผิวน้ำกะทันหันก่อนหัวเราะแผ่วเบา

            ทันทีที่นางหัวเราะเสียงแผ่วเบาก็ลอยมาจากห้องด้านข้างที่ไม่รู้ใครนั่งอยู่ “ยามอยู่ในสถานศึกษาได้ยินว่าคุณหนูไป๋กับคุณหนูเฉินสนิทสนมกันดั่งพี่น้องตลอดเวลาเพื่อคุณหนูไป๋แล้วคุณหนูเฉินไม่ลังเลที่จะแตกหักกับคุณหนูตระกูลเจ้าของสถานศึกษาเห็นชัดว่าปฏิบัติต่อคุณหนูไป๋อย่างจริงใจ

            ทว่านานขนาดนี้แล้วเหตุใดข้าไม่เห็นคุณหนูไป๋ช่วยแก้ต่างแทนคุณหนูเฉินบ้าง มัวแต่ร้องไห้ท่าเดียว? คุณหนูไป๋ก็เหลือเกิน รู้อยู่แก่ใจว่าคุณหนูเฉินไม่ใส่ใจการเรียน เหตุใดไม่ออกปากตักเตือนสักหน่อยคะแนนตัวเองยังใช้ได้ เลยมองพี่น้องของตนโดนไล่ออกเพราะสอบไม่ผ่านได้หน้าตาเฉยหรือ?”

            คะแนนของไป๋ฝูฉวีไม่เลว แม้จะไม่น่าทึ่งเท่าตอนสอบเข้าเรียนแต่ดีร้ายอย่างไรก็สามารถสอบได้ระดับกลางๆ ของทั้งชั้นเรียน

            “อย่าพูดจาไร้สาระ เจ้ารู้ลึกตื้นหนาบางแค่ไหนกันเชียวถึงได้พูดจามั่วซั่ว!”

            เฉินเหลียนเอ๋อร์โต้แย้งโดยไม่รู้ตัว

            หลังพูดจบ สีหน้าเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็เยือกเย็นลง

            นางถลึงตาใส่คนพูดด้วยความโมโหเล็กน้อยจากนั้นหันกลับไปมองไป๋ฝูฉวี จึงทันได้เห็นไป๋ฝูฉวีรีบออกมาจากข้างหลังเด็กหนุ่มสีหน้าซีดแล้วซีดอีกพอดี

            มือเด็กหนุ่มคนนั้นถือผ้าเช็ดหน้า เอียงข้างหันไปทางไป๋ฝูฉวี

            ระยะห่างระหว่างทั้งสองค่อนข้าง... ใกล้เกินไปหรือไม่?

            ผ้าเช็ดหน้าใช้ทำอะไร?

            เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่ค่อยสบายใจ นางนึกถึงยามอยู่บนถนนเขาก็สนใจดูแลเพียงไป๋ฝูฉวี มองข้ามตนโดยสิ้นเชิง

            ฝูเอ๋อร์รู้หรือไม่ว่าตนกับเขา... มีความสัมพันธ์เช่นนั้น!

            แม้เฉินเหลียนเอ๋อร์จะทราบว่าคนพูดจงใจยุแยงตะแคงรั่วแต่เมื่อเห็นตอนนี้และย้อนคิดดู ย่อมเกิดความไม่พอใจอย่างเลี่ยงไม่ได้

            ทว่าความสัมพันธ์ที่สร้างมาเกินครึ่งปี จะพังทลายเพราะคำพูดไม่กี่คำของคนอื่นได้อย่างไรนางยังคงหันกลับไปจูงมือไป๋ฝูฉวีต่อหน้าผู้คน

            งิ้วฉากตลกค่อยๆ จบลงตามการจากไปของตัวเอกบางคนยังถกเถียงกันเซ็งแซ่ว่าคนผู้นี้เป็นใคร เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นเพราะเหตุใด?

            เจียงไหวไม่รู้ว่าคนพูดคือใครสายตาที่มองเยี่ยนเจาเจาแฝงแววครุ่นคิด

            “คนของเจ้าหรือ?”

            ใบหน้าเจียงไหวประดับรอยยิ้มขบคิด

            เวลานี้เขาไม่เหลือท่าทีเบิกบานใสซื่อเช่นก่อนหน้าอีกต่อไปในดวงตาเผยความฉลาดเฉลียวเล็กๆ ให้เห็นว่าภายในเป็นคนหลักแหลม

            ------------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] เสี่ยวป้าอ๋อง หมายถึงฉายาที่คนทั่วไปตั้งให้อันธพาล

            [2] ครึ่งชั่งกับแปดตำลึง หมายถึงไม่ได้ต่างอะไรกันเลย ซึ่งความหมายของสำนวนนี้อิงจากหน่วยวัดของจีน โดยหนึ่งชั่งเท่ากับสิบหกตำลึงแต่ใช้คำว่าครึ่งชั่งเพราะต้องการสื่อถึงความไม่สมบูรณ์มักใช้เปรียบสิ่งของสองสิ่งในแง่ลบว่าไม่ได้ดีไปกว่ากัน

            [3] อวี้ฉือกง หมายถึง ขุนพลพิทักษ์ถังไท่จงมีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ถังได้ชื่อว่าเป็นเทพทวารบาลจากตำนานเรื่องหนึ่งที่มีพญามังกรเจ้าสมุทรผู้ปกครองน่านน้ำและควบคุมฟ้าฝนขัดราชโองการของเง็กเซียนฮ่องเต้ บันดาลฝนซ้อนทับกับมังกรตนอื่นเพื่อเปลี่ยนแปลงคำทำนายที่ท้ากับหมอดูบนโลกมนุษย์เพราะต้องการปราบหมอดูที่ทำนายเวลาน้ำขึ้นน้ำลงฤดูวางไข่ของสัตว์น้ำให้แก่ชาวบ้านจนลูกหลานตนถูกฆ่าไปมากมาย สุดท้ายโดนสั่งฆ่าพญามังกรไปเข้าฝันขอความช่วยเหลือจากฮ่องเต้ถังไท่จงแต่ฮ่องเต้ถังไท่จงทำไม่สำเร็จ ผีพญามังกรเลยตามหลอกหลอนถึงที่บรรทมทุกคืนจนขุนศึกขู่พระทัยนามฉินซูเป่ากับอวี้ฉือกงอาสามาเข้าเฝ้าอวี้ฉือกงเลยได้รับขนานนามว่าเทพทวารบาลมา

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน