หลิงซีซีที่กลับมาจากไปบ้านหลินที่เปิดเป็ร้านขายของในหมู่บ้าน ขายทั้งข้าวสาร เครื่องปรุง ไข่และเนื้อสัตว์ บางครั้งก็มีผ้าพับมาขายด้วย
ในอ้อมแขนของหลิงซีซีเต็มไปด้วยข้าวสารและไข่ไก่ ใบหน้าของเด็กสาวยิ้มแย้มแจ่มใส วันนี้นางมีข้าวและไข่ไก่กินแล้ว จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีก นางและพี่รองกินผักกันมาตลอดวันนี้จะได้กินไข่ วันนี้จะได้กินไข่
เย่ซินเย่วที่เห็นเด็กน้อยเดินยิ้มแย้มมาก็ยิ้มตาม ความสุขของเด็กก็มีเพียงแค่นี้เท่านั้น ได้กินอิ่มได้นอนอุ่น ว่าด้วยเื่ที่นอนก็เป็อีกเื่ที่นางกังวลใจ จากที่ไปสำรวจมาผ้าและผ้านวมในบ้านค่อนข้างบาง คงต้องหาวิธีแก้ไขก่อนหน้าหนาวจะมาเยือน
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าซื้อมาแล้วเ้าค่ะ ข้าว 4 ชั่ง ไข่ไก่ 10 ฟอง ข้าใช้เงินครบตามจำนวนไม่มีเหลือเลยเ้าค่ะ”
หลิงซีซีเอ่ยอธิบายทันทีที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่ซินเย่ว พร้อมชูของในมือให้ดูอย่างภูมิใจ นางทำงานที่พี่สะใภ้ใหญ่ให้สำเร็จด้วยดี ถ้านางทำดีพี่สะใภ้ใหญ่ก็จะไม่ดุด่า ตบตีนาง
“ดีมาก มาข้าช่วยถือ ไปที่ครัวกัน” พูดจบเย่ซินเย่วก็หยิบของในอ้อมแขนเด็กน้อยมาถือไว้ทั้งหมด พลางเดินนำไปที่ครัวเพื่อทำอาหาร
“พี่สะใภ้ใหญ่จะทำอะไรกินเ้าค่ะ” หลิงซีซีที่เริ่มหายกลัวเย่ซินเย่วเอ่ยถาม นางไม่เคยเห็นพี่สะใภ้ใหญ่ทำอาหารเลย ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมาพี่สะใภ้ใหญ่มักไปกินที่บ้านพ่อแม่ ไม่ก็ให้นางเป็คนทำให้จากของที่นางซื้อมา
เย่ซินเย่วที่เดินนำมาถึงกับชะงักเล็กน้อย มองไข่ในมือนิ่ง นางอยากจะบอกน้องสามีเหลือเกินว่าความสามารถในการทำอาหารของนางนั้นย่ำแย่มาก ถ้ารวมกับพลังช้างสารที่มีอยู่ตอนนี้ไม่รู้เลยว่าครัวจะพินาศขนาดไหน ตัวนางแต่ก่อนมักสั่งอาหารจากข้างนอกมากินเสมอ ไม่ก็กลับไปกินกับที่บ้าน น้อยครั้งมากที่จะทำอาหารอย่างมากสุดก็ต้มบะหมี่สำเร็จรูปกินประทังชีวิตไป การทำอาหารช่างห่างไกลจากชีวิตนางนัก
“ข้าทำไม่เป็หรอก เ้าทำเถอะพอจะทำอะไรได้ก็ทำอันนั้น” เย่ซินเย่วกล่าวอย่างเขินอาย ใบหน้าปรากฏริ้วแดงพาดผ่าน แต่ก็เดินไปจุดไฟให้เด็กน้อย
“ได้เ้าค่ะ”
หลิงซีซีรับคำเดินไปที่เตาทำอาหาร วันนี้มีไข่รวมกับผักที่นางเก็บมาเมื่อวาน วันนี้หลิงซีซีจึงคิดว่าจะทำ ต้นกระเทียมผัดไข่ แต่ด้วยไม่มีน้ำมันจึงผัดน้ำแทน เครื่องปรุงก็มีเพียงเกลือ ถึงจะไม่ได้อร่อยอะไรมากมาย แต่ก็ดีกว่าที่ผ่านมาอยู่มากที่เดียว เมื่อผัดเสร็จก็ต้มข้าวทำเป็โจ๊กต่อ
เย่ซินเย่วเองก็ยังไม่ไปไหน หลังจากจุดไฟเสร็จก็ยืนมองน้องสามีขยับตัวไปมาในครัวอย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด ก็ได้แต่ชื่นชมในใจนางที่อายุขนาดนี้ยังทำอาหารไม่เป็สักอย่าง เด็กอายุแค่ 8 ปีกับทำได้ดีขนาดนี้ ช่างน่าละอายนัก
“ซีซี ต้มไข่เพิ่มคนละฟองด้วยนะ” เย่ซินเย่วที่เห็นหลิงซีซีทำกับข้าวอย่างเดียวเอ่ยขึ้น แค่กับข้าวจานเดียวผู้ใหญ่ 1 คน เด็กอีก 2 คนดูจะน้อยเกินไป
“เ้าค่ะ”
หลิงซีซีรับคำเดินไปหยิบไข่ในตระกร้ามา 3 ใบพอดีต่อ 3 คน ระหว่างรอไข่สุกก็เดินไปคนโจ๊กไปมาเพื่อไม่ให้ติดก้นหม้อ พอทุกอย่างเสร็จก็เตรียมจัดจานชาม 3 ชุด วางบนโต๊ะกินข้าว ด้วยบ้านนี้ไม่ใหญ่มาก ทำให้เวลากินข้าวจึงกินกันในห้องครัวเลย
“ไปตามอาหลางเถอะ เดี๋ยวข้าจัดเอง” เย่ซินเย่วที่ยืนดูซีซีอยู่ตลอดก็เอ่ยขึ้น พลางเดินเข้ามาที่โต๊ะจัดวางถ้วย ตะเกียบและยกอาหารลงมาวางไว้กลางโต๊ะ
“เ้าค่ะ”
เมื่อหลิงซีหลางมาถึงทุกคนก็นั่งประจำที่ หลิงซีหลางกับหลิงซีซีนั่งข้างกัน บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงาเพราะไม่มีบทสนทนาบนโต๊ะ หลังทานอาหารเสร็จก็แยกย้ายกันเข้านอน ด้วยวันนี้ค่อนข้างวุ่นวายมากทีเดียวทุกคนจึงหลับสนิท รวมถึงลูกน้อยทั้งสองที่ให้ความร่วมมือในการพักผ่อนของมารดาเป็อย่างมาก ไม่ตื่นมาร้องยามค่ำคืนทำให้เย่ซินเย่วได้นอนอย่างสงบสุขจนถึงเช้า
เย่ซินเย่วตื่นแต่เช้าเดินมาที่ครัวเห็นหม้อต้มน้ำก็รู้ว่า หลิงซีซีกับหลิงซีหลางน่าจะตื่นแล้วจึงเอาน้ำร้อนผสมน้ำธรรมดาไปเช็คหน้าและเช็คตัวเองและสองแฝดที่ห้อง จัดการแต่งตัวตนเองและสองแฝด ทั้งให้นมสองแฝดเรียบร้อยจับทั้งสองใส่ตระกร้าอุ้มออกมานอกห้องมาไว้ที่แคร่หน้าบ้าน
สองแฝดได้ออกมาข้างนอกก็ส่งเสียงอ้อแอ้ออกมาอย่างน่ารัก เย่ซินเย่วก้มลงไปฟัดแก้มนุ่มของสองแฝด แล้วเดินตรงไปที่ครัวที่ตอนนี้ซีซีกำลังทำอาหารเช้าอยู่
“พี่สะใภ้ใหญ่รอสักครู่เ้าค่ะ ขะ…ข้าทำใกล้เสร็จแล้ว” หลิงซีซีใที่อยู่อยู่เย่ซินเย่วเดินตรงมาที่ครัว จึงคิดว่าตนทำช้าจนพี่สะใภ้ใหญ่โมโหหิว
“ไม่เป็ไร ข้าแค่รู้สึกว่าวันนี้อากาศดีน่าจะกินข้าวที่แคร่หน้าบ้าน”
พูดจบเย่ซินเย่วก็เดินมายกโต๊ะอาหารในครัวออกมา แต่เดินยังไม่ทันถึงลานหน้าบ้านซีหลางก็วิ่งเข้ามาอย่างใ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านจะยกของทำไมไม่เรียกข้า วางลงก่อนขอรับเดี๋ยวข้ายกไปให้” หลิงซีหลางที่ตอนแรกกำลังเดินมากินข้าวเช้าถึงกับใที่เห็นพี่สะใภ้ใหญ่ยกโต๊ะตัวใหญ่กว่าตัวออกมาจากครัว
“ไม่ต้องข้ายกได้ หลบเถอะ” เย่ซินเย่วไม่ยอม มันก็แค่โต๊ะมั้ย ตอนนี้ต่อให้ยกหินนางคิดว่านางก็ยกได้
“ไม่ขอรับ ข้ายกเอง” หลิงซีหลางยังไม่ยอม จะแย่งโต๊ะมายกเองให้ได้
เย่ซินเย่วรำคาญเขายิ่งนัก มันจะอะไรกันนักน่าแค่ยกของ แต่ด้วยไม่อยากให้วุ่นวายจึงวางโต๊ะลงกับพื้น หลิงซีหลางที่เห็นพี่สะใภ้ยอม ก็รีบเดินไปยกโต๊ะทันที
‘ ทำไมมันหนักขนาดนี้ล่ะ ’ ซีหลางคิดในใจตอนยกขึ้นทีแรกเขาเกือบเซไปเล็กน้อย แต่ด้วยความกลัวเสียหน้าจึงทนเดินตรงมาที่แคร่หน้าบ้านแล้ววางลง
เย่ซินเย่วที่เดินตามหลังมาก็อดหัวเราะกับท่าเดินเป๋ไปเป๋มาของหลิงซีหลางไม่ได้ หลิงซีหลางที่วางโต๊ะลงบนแคร่ก็ถึงกับเหงื่อแตก ถึงยังไงเขาก็แค่เด็กอายุ 9 ปี จะมีแรงยกของใหญ่โตนั้นได้ยังไง แค่เขาสามารถยกมาถึงแคร่หน้าบ้านได้ก็แสดงให้เห็นว่าเขาแข็งแรงกว่าเด็กคนอื่นแล้ว
เย่ซินเย่วยังไม่หยุดหัวเราะยิ่งเห็นเด็กน้อยหน้าแดงก็ยิ่งหยุดหัวเราะไม่ได้ หลิงซีหลางที่ได้ยินเสียงหัวเราะของพี่สะใภ้ใหญ่ก็ยิ่งอับอาย เขาพยายามแล้วนะทำไมต้องหัวเราะด้วย
หลิงซีซีที่ยกอาหารตามมาก็ได้แต่มองอย่างสงสัยว่าพี่สะใภ้ใหญ่เป็อะไรถึงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีขนาดนี้
“กินข้าวกันเถอะเ้าค่ะ”
หลิงซีซีที่ยังไม่เข้าใจอะไรเรียกทุกคนมากินข้าว วันนี้นางทำอาหารเมนูเดียวกับเมื่อคืนเพราะวัตถุดิบยังเหลืออยู่ แต่เย่ซินเย่วที่นั่งลงเห็นอาหารเหมือนกับเมื่อวานก็ถอนหายใจ อาหารพวกนี้แย่เกินไปแต่เด็กทั้งสองก็ยังกินกันอย่างมีความสุขราวกับมันเลิศรสมากมาย
แต่เย่ซินเย่วคิดนางไม่สามารถปล่อยให้อาหารเป็อย่างนี้ได้ นางยังต้องให้นมลูกหากยังกินอาหารแบบนี้อยู่ลูกนางต้องขาดสารอาหารแน่ ดูจากการที่น้ำนมของนางเริ่มน้อยลงแบบนี้ นางยิ่งต้องรีบแก้ไขเื่นี้อย่างด่วน
เมื่อคืนก่อนนอนนางลองเอาเงินทั้งหมดมาตรวจนับดูแล้ว นางมีเงินเก็บแค่ 42 ตำลึงเงิน กับอีก 60 อีแปะ นี้นางรวมเงินที่สามีส่งมาให้ทุกเดือนกับสินเดิมของนางแล้วก็ยังมีน้อยนัก ด้วยเงินแค่นี้การเลี้ยงอีก 4 ชีวิตช่างยากนัก
“ซีซี อาหลาง ถ้าเราจะซื้อไก่มาเลี้ยงต้องซื้อที่ไหนเหรอ”
เย่ซินเย่วตัดสินใจแล้ว นางจะเลี้ยงไก่จากที่เมื่อวานนางเดินสำรวจบ้านแล้วถ้านางปรับปรุงเล้านั้นสักหน่อยก็น่าจะใช้ได้
“บ้านหลินน่าจะมีลูกเจี๊ยบอยู่นะขอรับ เพราะพวกเขาขายไก่กับไข่ไก่” หลิงซีหลางตอบ
“อืมม…แล้วพวกผักล่ะ ในหมู่บ้านมีใครมีเมล็ดหรือเพาะต้นกล้าเอาไว้มั้ย”
หลิงซีหลางนิ่งคิดอีกครั้ง จากที่พี่สะใภ้ใหญ่ถาม นางน่าจะคิดปลูกผักกับเลี้ยงไก่ ถ้าเป็แบบนั้นจริงคงจะดีไม่น้อย เพราะตอนนี้ในบ้านแร้นแค้นนัก จะกินอะไรใช้อะไรก็ลำบากยิ่ง
“บ้านหลี่น่าจะมีอยู่ขอรับ เดี๋ยวข้าไปถามให้”
“ดี งั้นกินข้าวเสร็จ เ้ากับข้าไปบ้านหลินกับบ้านหลี่กัน”
เย่ซินเย่วกับหลิงซีหลางตกลงกันเพื่อไปซื้อหาของเรียบร้อยก็เริ่มกินอาหารบนโต๊ะกันต่อ
“พี่สะใภ้ใหญ่จะเลี้ยงไก่กับปลูกผักหรือเ้าค่ะ” หลิงซีซีที่นั่งฟังอยู่นานถามขึ้น
“ใช่แล้วล่ะ พวกเ้าดูอาหารของพวกเราสิ กินแบบนี้ต่อไปเราได้ขาดสารอาหารตายแน่”
“สารอาหาร ?” หลิงซีซีถวนคำอย่างสงสัย
“เอ่อออ สารอาหารก็หมายถึงอาหารที่มีประโยชน์นะ” เย่ซินเย่วอธิบายตามความเข้าใจของตน
“งั้นก็คือเราจะขาดอาหารที่มีประโยชน์หรือขอรับ”
“ใช่แล้ว หากพวกเ้าขาดสารอาหารร่างกายก็จะป่วยง่ายไม่แข็งแรง ทั้งยังผอมแห้งไม่มีแรงทำงาน พวกเ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่”
“เข้าใจแล้วขอรับ/เข้าใจแล้วเ้าค่ะ” สองเสียงตอบพร้อมกัน
ทั้งสามเลิกคุยกันแล้วกับมากินอาหารบนโต๊ะอย่างตั้งใจอีกครั้ง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่แย่เหมือนที่ผ่านมา เด็กทั้งสองเริ่มรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของพี่สะใภ้ใหญ่แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร พวกเขาอยากให้พี่สะใภ้ใหญ่เป็อย่างนี้ตลอดไป ถึงจะยังไม่สนิทใจแต่แค่นี้ก็ดีมากแล้วสำหรับพวกเขา
เมื่อกินเสร็จหลิงซีซีก็เริ่มเก็บถ้วยจานไปล้างในครัว หลิงซีหลางทำท่าจะยกโต๊ะกลับเข้าไปเก็บอีกครั้ง แต่เย่ซินเย่วที่ทนเห็นเด็กชายเดินเป๋ไปเป๋มาอีกไม่ได้ก็เอ่ยห้ามเขา
“โต๊ะนี่เ้าไม่ต้องข้ายกเอง”
“แต่…”
“เ้าเดินเซขนาดนั้น ข้าเห็นแล้วรับไม่ค่อยไหว ให้ข้ายกเถอะ”
“งั้นพี่สะใภ้ใหญ่ก็ยกเถอะขอรับ เฮอะ”
เย่ซินเย่วที่เห็นหลิงซีหลางเดินสะบัดหน้าเข้าเข้าครัวไปช่วยน้องสาวล้างจานก็ยิ้มขำให้กับเขา ยังไงเขาก็เด็กคนหนึ่งพอหายหวาดกลัวนางก็เริ่มแสดงอาการของเด็กน้อยออกมา
เย่ซินเย่ว : เงินช่างน้อยเหลือเกิน ข้าขอเพิ่มได้หรือไม่