โปรเจกต์ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตพวกเขาทุกช่วงเวลาว่างถูกใช้ไปกับการทาสี ซ่อมแซมไปหมดและแปลงโฉมอาคารเก่าทรุดโทรมให้กลายเป็นสิ่งใหม่ที่นี่ไม่ได้จะเป็นเพียงแค่ร้านอาหาร แต่คือหยาดเหงื่อหยาดแรงของทุกคน
เบสกับน้ำย้ายมาอยู่กรุงเทพฯชั่วคราวเพื่อช่วยงานนี้เต็มตัว พวกเขาพาเอาพลังงานวุ่นวายและเสียงหัวเราะมาด้วยน้ำเป็นคนดูแลคอนเซ็ปต์ของบาร์บนดาดฟ้า โดยมีไอเดียสุดแหวกแนวมาแนะนำอยู่เรื่อย ๆ
“บาร์บนดาดฟ้าจะเป็นหนึ่งในจุดขายของที่นี่”น้ำพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจในขณะที่เดินตรวจพื้นที่ดาดฟ้าที่ยังไม่เสร็จดี “คนจะมาที่นี่เพราะอาหารแต่พวกเขาจะอยู่ต่อเพราะบรรยากาศ ลองคิดดูสิ ไฟประดับที่อบอุ่น มุมดนตรีสดเล็ก ๆทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ”
ส่วนชั้นสามน้ำเสนอให้เป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับกลุ่มเพื่อน ๆ “มันจะเป็นพื้นที่ของเราพื้นที่ให้พวกเรานั่งชิลหลังจากวันทำงานหนัก”
พีทพยักหน้าทุกอย่างฟังดูเหมือนสิ่งที่ทุกคนต้องการ—ทั้งร้านอาหารและที่หลบพัก
ค่ำคืนของการเปลี่ยนแปลง
คืนหนึ่ง หลังจากวันทำงานที่ยาวนานเหลือเพียงพีทกับมีนาอยู่ในอาคาร เบสกับน้ำกลับเชียงใหม่ชั่วคราว เพื่อจัดการธุระของพวกเขาส่วนอันนาออกไปเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปถ่ายทำที่อเมริกาในวันรุ่งขึ้น
อาคารเงียบสงบ มีเพียงเสียงเมืองเบา ๆที่ลอดเข้ามา ทั้งสองนั่งในพื้นที่ที่วันหนึ่งจะกลายเป็นห้องอาหาร
“นายรู้ไหม” มีนาเริ่มพูด ทำลายความเงียบ “ที่นี่เริ่มรู้สึกเหมือนบ้านแล้วนะ”
“ใช่” พีทตอบ พลางมองไปรอบ ๆความคืบหน้าที่ทุกคนช่วยกันทำ “ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ทำอะไรแบบนี้ แต่เราก็ทำได้”
เธอเอนตัวพิงผนังรอยยิ้มของเธอในแสงไฟดูนุ่มนวล รอยยิ้มนั้นดูต่างไป—ดูจริงใจมากกว่า มันทำให้พีทนึกถึงมีนาในแบบที่เขาเคยรู้จัก
“เธอยิ้มบ่อยขึ้นมากนะช่วงนี้”พีทพูดขึ้นพร้อมจ้องมองเธอ
เธอเอียงหัวดวงตาเป็นประกายขี้เล่น “นี่คือจะบอกว่าฉันดูดีขึ้นใช่ไหม?”
พีทหัวเราะ“ฉันหมายถึง มันดีที่ได้เห็นเธอมีความสุข”
มีนาเงียบไปสักพักสีหน้าเธอเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด “แล้วนายล่ะ? จริง ๆ แล้วเป็นยังไง? อย่าบอกว่าโอเคนะฉันว่าฉันรู้จักนายดีกว่านั้น”
พีทดูลังเลแต่เลือกที่จะพูดความจริงออกไป “ดีขึ้น” เขายอมรับ “สองสามเดือนที่ผ่านมามันไม่ง่ายเลยแต่ที่นี่ ทุกอย่างในตอนนี้ มันให้ฉันได้โฟกัสกับบางสิ่งที่ดีบางสิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุข”
มีนาพยักหน้าสายตาของเธอแน่วแน่ “นายผ่านอะไรมามาก มันโอเคที่จะยอมรับว่ามันยาก”
การสนทนากลายเป็นเบาขึ้นหลังจากนั้นพวกเขาหัวเราะเกี่ยวกับความซุ่มซ่ามของเบส ความเจ้ากี้เจ้าการของน้ำและจำนวนครั้งที่พวกเขาต้องทาสีผนังซ้ำเพราะมีคนทำเปื้อน
แล้วอยู่ดี ๆพีทก็เล่าเรื่องบางอย่างที่ไม่เคยบอกใคร
“รู้มั้ย?” พีทเริ่ม “รอยยิ้มของเธอทำให้ฉันนึกถึงใครบางคนที่ฉันเคยเจอตอนเด็กๆ คนที่เป็นรักแรกของฉันจริง ๆ”
มีนาขมวดคิ้วเล็กน้อยแสดงความสนใจ “ใครกัน? ไหนบอกมา”
พีทยิ้มและเล่าเรื่องของเด็กผู้หญิงที่เขาเจอบนชายหาดตอนเด็กคนที่ช่วยให้เขาออกจากความโดดเดี่ยวและทำให้รู้สึกว่ามีคนมองเห็นเขาคนที่หายไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่ยั่งยืนมาถึงทุกวันนี้
เมื่อพีทพูดจบ มีนามองหน้าเขาสีหน้าของที่มีรอยยิ้มขี้เล่นผุดขึ้นบนใบหน้า
“พีท” เธอพูด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขบขัน “นายซื่อมากเลยนะ”
พีททำหน้างง“หมายความว่าไง?”
“นายเคยแอบชอบฉันตอนมัธยมใช่ไหม?” เธอถาม น้ำเสียงของเธอทั้งเล่นทั้งจริง
พีทหยุดไปชั่วครู่ก่อนพยักหน้า“ใช่ ฉันเคย แต่ฉันรู้ว่ามันเป็นการชอบที่เด็กเกินไปตอนนั้นฉันชอบในสิ่งที่เธอเป็น ชอบเวลาที่เธอทำให้ฉันรู้สึกดีเวลาอยู่ด้วยเวลาที่เห็นหน้า”
เธอหัวเราะเสียงหัวเราะนั้นเบาและจริงใจ “พีท ขอบคุณนะที่เคยชอบฉัน”
จากนั้นเธอกล่าวอย่างจริงจังขึ้น“ฉันขอแนะนำนายหน่อยได้ไหม?”
“ได้สิ” พีทตอบ รู้สึกสงสัย
เธอเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยสายตาจ้องตรงมา “นายกับอันนาโง่มากเลยนะ”
พีทกระพริบตาสับสน“อะไรนะ?”
“นายได้ยินฉันถูกแล้ว” เธอพูดน้ำเสียงหนักแน่น “นายสองคนเอาแต่แกล้งทำเป็นแค่เพื่อนทั้งที่พวกนายทั้งคู่รู้อยู่แก่ใจว่ารู้สึกต่อกันมากกว่านั้น”
“และตอนนี้เธอกำลังจะไปแล้ว”
“ไปไหน?” พีทถามทำหน้าตกใจและสงสัย “เธอจะไปไหน?”
“เธอกำลังไปอเมริกาพรุ่งนี้” มีนาบอก “ไม่ใช่แค่ไปทำงานชั่วคราวนะเธอย้ายไปทำงานที่นั่น เธอได้รับข้อเสนอที่ดีมาก และเธอรับมันไว้แต่เธอไม่กล้าบอกนาย ไม่กล้าบอกทุกคน”
พีทไม่รอให้เธอพูดอะไรอีก เขาลุกขึ้นแล้วพุ่งออกจากอาคาร
พีทขับรถไปตามถนนที่ทอดยาวความเงียบภายในรถตัดกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มความคิดในหัวของเขากำลังต่อสู้กันอย่างหนัก
ภาพของอันนาปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความทรงจำเสียงหัวเราะของเธอ แววตาที่อ่อนโยน และทุกช่วงเวลาที่เธออยู่ข้างเขาพีทไม่เคยคิดจริงจังกับความรู้สึกนี้มาก่อน หรือบางทีเขาแค่พยายามปฏิเสธมันมาตลอด
“ฉันรู้สึกยังไงกับอันนากันแน่?” เขาถามตัวเองในใจ แต่ลึกลงไปคำตอบมันชัดเจนกว่าที่เขาคิด
เขานึกถึงตอนที่เธอคอยอยู่ข้างเขาในวันที่ยากลำบากตอนที่เขาสูญเสียบางสิ่งในชีวิต เธอเป็นคนแรกที่เข้ามาเป็นคนที่เขาโทรหาโดยไม่ต้องคิดเป็นคนที่เขาวางใจให้เห็นด้านที่อ่อนแอที่สุดของเขา
แล้วทำไมเขาถึงปล่อยให้เธอไป?
มือของเขากระชับพวงมาลัยแน่นขึ้นหัวใจเต้นแรงขึ้นทุกวินาทีที่เข้าใกล้สนามบิน
“ถ้าฉันไม่ทำอะไรตอนนี้บางทีเธออาจจะไปตลอดกาล”
ความกลัวเริ่มกัดกินเขาไม่ใช่แค่กลัวว่าเขาจะเสียเธอไปแต่กลัวว่าเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้บอกความจริงกับเธอเลย
“ฉันจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตถ้าฉันไม่บอกเธอ”
เขาเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมืองที่เคยดูใหญ่โตตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนกำลังปิดล้อมเขาแสงไฟตามทางเบลอไปด้วยความเร่งรีบและอารมณ์ที่สับสน
ในที่สุดก็ใกล้ถึงอพาร์ตเมนต์ของอันนาพีทรู้ว่าถึงเวลาที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงแล้ว—ต้องบอกอันนาในสิ่งที่เขาควรพูดมาตั้งนาน
และครั้งนี้ เขาจะไม่หนีความรู้สึกของเขาอีกต่อไป