“ค่ะท่าน” พิมพิรารับคำแล้วก็ก้มหน้าก้มตาจดยิกๆลงบนสมุดพก พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก้มมองนาฬิกาข้อมือตัวเองนิดนึงแล้วก็บอกว่า “นี่ก็เกือบจะหกโมงแล้วนพไปโรงแรมพลาซ่าแอทธีนี่เลยนะ กว่าจะฝ่ารถติดไปถึงก็คงทุ่มนึงพอดี”
“ครับท่าน” นพรับคำแล้วก็หันไปสนใจถนนหนทางต่อพลเอกณรงค์ฤทธิ์หันไปมองรถราที่ติดอยู่บนท้องถนนเป็แพยาวเหยียด
จนกระทั่งรถวิ่งไปจอดหน้าโรงแรมพนักงานของโรงแรมรีบเดินเข้าไปเปิดประตูรถอย่างว่องไว พิมพิรารีบลงจากรถมายืนคอยเ้านายพลเอกณรงค์ฤทธิ์หันไปสั่งคนขับรถก่อนลงจากรถว่า “นพเอารถไปเก็บแล้วรีบตามไปที่ห้องอาหารนะ”
“ครับท่าน” นพรับคำ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ลงจากรถแล้วเดินเข้าไปภายในโรงแรมพิมพิราเดินตามไปติดๆ พนักงานของโรงแรมให้การต้อนรับเป็อย่างดีสมกับที่ถูกฝึกมา
ครั้นเมื่อไปถึงห้องอาหารพนักงานต้อนรับประจำห้องอาหารก็รีบเข้ามาทักทาย“สวัสดีครับท่าน เชิญที่โต๊ะเลยครับ”
พนักงานรีบเชื้อเชิญไปที่โต๊ะเพราะจำได้เป็อย่างดีว่าเป็ลูกค้าประจำของห้องอาหารแห่งนี้พลเอกณรงค์ฤทธิ์ทักทายตอบระหว่างที่เดินตามไป “สวัสดีครับเผอิญว่าวันนี้เพื่อนผมมาไม่ได้ ผมก็เลยอยากจะเปลี่ยนจากที่จองไว้ 2 โต๊ะเป็โต๊ะเดียวครับ”
“ได้ครับท่าน เชิญเลยครับ” พนักงานต้อนรับบอกแล้วก็รีบเลื่อนเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งโต๊ะที่จองไว้อยู่ชิดกระจกบานใหญ่ติดกับน้ำพุด้านนอก บรรยากาศโดยรอบสวยงามสงบร่มรื่น พลเอกณรงค์ฤทธิ์หันไปบอกเลขาหน้าหวานพร้อมกับชี้ไปยังเก้าอี้ที่พนักงานต้อนรับเลื่อนไว้รอ“คุณพะพิมครับ เชิญนั่งครับ”
“ให้พะพิมนั่งตรงนี้เหรอคะอ้าวแล้วท่านจะนั่งตรงไหนล่ะคะ?” พิมพิราทำหน้าเหวอ เมื่อจู่ๆ ท่านประธานก็สั่งให้เธอนั่งร่วมโต๊ะด้วยเพราะปกติเธอจะนั่งร่วมโต๊ะกับคนขับรถระหว่างที่รอเ้านาย พลเอกณรงค์ฤทธิ์จึงชี้ไปที่เก้าอี้อีกตัว“ผมก็นั่งตรงนี้ซิครับ”
เขาบอกพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้เองแล้วก็นั่งลงเสร็จสรรพแล้วหันไปสั่งเธอว่า“นั่งซิครับคุณพะพิม”
“ค่ะ” พิมพิราจึงนั่งลงตามคำสั่ง พนักงานต้อนรับเลื่อนเก้าอี้เข้าไปให้พอดีพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดปากบนโต๊ะมากางปูให้บนตัก
โอ้ยตาย! งานเข้าแล้วเรานั่งร่วมโต๊ะกับท่านจะกินข้าวอร่อยป่ะเนี่ยอย่าเผลอทำซุ่มซ่ามให้ท่านหัวเราะเยาะนะย่ะยัยพะพิมไม่งั้นล่ะก็...ขายหน้าท่านแย่เลย พิมพิราทำหน้าเจื่อนๆ ทำตัวลีบๆ จนพลเอกณรงค์ฤทธิ์ได้แต่แอบขำอยู่ในใจเอ้า...ดูทำหน้าเข้าซิ ยังกับอยู่บนลานปะางั้นแหละ
เขารู้ว่าพิมพิราเกร็งๆ ที่ต้องนั่งร่วมโต๊ะด้วยกันเขาบอกเธอว่า “เดี๋ยวนพมาให้นพนั่งตรงนี้ วันนี้กินข้าวด้วยกันครับ”
พิมพิรามีสีหน้าดีขึ้นเมื่อได้ยินเ้านายบอกค่อยยังชั่ว นึกว่าจะต้องนั่งกินข้าวกับท่านสองคนซะอีก
เมื่อนพมาถึงพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็หันไปบอกว่า“นพนั่งซิ วันนี้กินข้าวด้วยกันนะ”
“ขอบคุณครับท่าน” นพไหว้พร้อมกับกล่าวขอบคุณแล้วเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่อย่างไม่เก้อเขินเพราะถูกเ้านายชวนร่วมโต๊ะอยู่บ่อยครั้งพนักงานต้อนรับเข้ามาดูแลบริการให้ทันทีพร้อมกับส่งเมนูเครื่องดื่มให้ดู “เมนูครับ”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์รับเมนูไปดูแล้วก็สั่งว่า“ลาเต้ร้อนแก้วนึงครับ”
แล้วเขาก็หันไปถามเลขาว่า “คุณพะพิมจะดื่มอะไรครับ?”
พิมพิราเงยหน้าจากเมนูเครื่องดื่มที่กำลังดูอยู่มองเ้านายแล้วก็หันไปสั่งกับพนักงานต้อนรับว่า“ขอนมเย็นแก้วนึงค่ะ”
อ้อ ลืมไปเด็กน้อยยังไม่อดนมนี่หว่า พลเอกณรงค์ฤทธิ์คิดในใจแล้วก็พูดว่า “งั้นเราไปตักอาหารกันเถอะครับไปเถอะนพ”
ห้องอาหารแห่งนี้จัดแบบบุบเฟ่ต์คิดค่าอาหารเป็รายหัวมีอาหารให้เลือกมากมายเต็มไปหมด พอเ้านายลุก ลูกน้องก็รีบลุกตาม พิมพิราเดินไปตักอาหารที่ตัวเองชอบใส่จานมาพอประมาณพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็คอยแอบชำเลืองดูว่าเลขาชอบกินอะไรบ้างด้วยความสนใจพร้อมกับตักอาหารใส่จานตัวเองไปด้วย ‘อ้อ ชอบกิน......’
ส่วนนายนพก็เดินไปเลือกๆ หยิบๆ แต่ของที่ตัวเองชอบมาจนเต็มจานแต่ก่อนที่พลเอกณรงค์ฤทธิ์จะลงมือทานอาหาร พิมพิราก็ยื่นถุงยาไปให้พร้อมกับบอกว่า “ท่านคะยาก่อนอาหารค่ะ”
“ขอบคุณครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์รับถุงยาไปเขาเปิดถุงหยิบยาออกมา 2 เม็ดตามที่ระบุไว้บนซองยา แล้วเขาก็หยิบยาใส่ปากตามด้วยน้ำกลืนอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นเขาก็ลงมือทานอาหาร แม้จะทุลักทุเลเพราะเจ็บแผลที่มืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็อุปสรรคอะไรนักหนาพิมพิราจึงลงมือจัดการกับอาหารในจานตัวเองบ้าง แม้จะรู้สึกแปลกๆ เขินๆ ที่ต้องร่วมโต๊ะกับเ้านายแต่เธอก็พยายามเก็บอาการส่วนนพนั้นไม่ต้องพูดถึงเื่ที่จะเก้อเขินเอียงอายไม่เคยอยู่ในหัวสมองมีแต่คำว่า‘ลาภปาก’ที่เ้านายมีเมตตาให้ร่วมโต๊ะด้วย
ระหว่างที่กำลังรับประทานกันอยู่นั้น พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ชวนพิมพิราคุยไปด้วย“คุณพะพิมครับ ั้แ่คุณมาทำงานกับผมถ้ามีเื่อะไรที่ทำให้คุณลำบากใจก็บอกผมได้นะครับผมอยากให้คุณทำงานกับผมอย่างมีความสุขนะครับ”
“ขอบคุณค่ะท่าน” พิมพิราไหว้ขอบคุณแล้วก็กินต่อไปเรื่อยๆจนนพมีท่าทีว่ากินอิ่มแล้วพลเอกณรงค์ฤทธิ์จึงหันไปขยิบตาส่งสัญญาณไล่ ‘ไปได้แล้ว’
นพจึงรีบบอกว่า “ท่านครับผมขอไปห้องน้ำก่อนนะครับ”
“เออไปเถอะ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์พยักหน้าให้นพก็รีบลุกไปทันที เมื่อนพไปแล้วพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็หันไปชวนพิมพิราคุยต่อ “คุณพะพิมครับจะเป็การเสียมารยาทรึเปล่าครับ หากว่าผมจะถามเกี่ยวกับเื่ส่วนตัวของคุณ”
“คะ ท่านจะถามอะไรล่ะคะ?” พิมพิราทำหน้าตาสงสัย เอ...ท่านจะถามอะไรหว่า?
“เอ่อ...ผมอยากรู้ว่าครอบครัวของคุณเอ่อ...ผมหมายถึงคุณพ่อคุณแม่ของคุณน่ะครับ ทำอาชีพอะไรครับ?”
“อ๋อ...คือว่าคุณพ่อคุณแม่ของพะพิมทำสวนมะกรูดกับสวนมะนาวอยู่ต่างจังหวัดน่ะค่ะท่าน”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์พยักหน้ารับรู้แล้วก็ถามต่อว่า“แล้วรายได้ดีหรือเปล่าครับ ผมหมายถึงว่าปีๆ นึงมีรายได้เท่าไหร่น่ะครับ?”
พิมพิราคำนวณคร่าวๆ แล้วก็ตอบว่า “ก็ไม่มากหรอกค่ะท่านซักประมาณปีละ 5 แสนค่ะท่าน หักค่าปุ๋ยค่ายาค่าคนงานแล้วก็เหลือไม่เท่าไหร่หรอกค่ะท่านแค่พอให้กินพอให้ใช้ไม่ต้องเป็หนี้เขาเท่านั้นแหละค่ะ”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์รีบถามต่อว่า “แล้วคุณพะพิมมีพี่น้องกี่คนครับ?”
“พะพิมมีน้องสาวอีกคนนึงค่ะ” พิมพิราตอบแล้วก็ยกแก้วน้ำขึ้นจิบนิดนึงพลเอกณรงค์ฤทธิ์ยกแก้วน้ำขึ้นจิบบ้างก่อนจะถามต่ออีก “อายุซักเท่าไหร่ครับ?กำลังเรียนชั้นไหนอยู่ครับ?”
“น้องสาวของพะพิมเขาอ่อนกว่าพะพิมนิดเดียวเองค่ะตอนนี้กำลังเรียนต่อปริญญาโทอยู่ที่อังกฤษน่ะค่ะ” พิมพิรารีบพูดต่อทันทีเมื่อท่านประธานทำหน้าสงสัยประมาณว่าทำสวนรายได้ปีละ5 แสนมีเงินเหลือขนาดส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศเลยหรือเนี่ย
“คือว่าเขาสอบชิงทุนได้น่ะค่ะท่าน”
“อ๋อครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์พยักหน้าเข้าใจแล้วก็ชมว่า“แสดงว่าคงจะเรียนเก่งเหมือนกับคุณพะพิมแน่ๆ เลยใช่ไหมครับแหมผมชักอยากจะรู้แล้วล่ะซิว่าคุณพ่อคุณแม่ของคุณสอนลูกยังไงถึงเรียนเก่งทั้งพี่ทั้งน้องเลยอย่างนี้ว่างๆ ผมคงต้องหาโอกาสไปกราบท่านแล้วขอเรียนรู้วิธีเลี้ยงลูกให้เรียนเก่งซักหน่อยแล้วล่ะครับ”
พิมพิราหน้าแดงน้อยๆ ที่จู่ๆ ท่านประธานก็ชมกันซึ่งๆหน้า“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะท่านพะพิมก็ไม่ได้เรียนเก่งอะไรนักหนากว่าจะเรียนจบมาได้ก็ต้องขยันอ่านหนังสือจนตาแฉะเลยค่ะวันๆ เอาแต่ท่องตำราขลุกอยู่แต่ในห้องสมุดจนแทบจะไม่เห็นเดือนเห็นตะวันกับเขาหรอกค่ะ”
“โห...ขนาดว่าไม่เก่งยังคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งแล้วถ้าเรียนเก่งสงสัยคงจะเป็อัจฉริยะแน่ๆ เลยมั้งครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์แกล้งแซว จนพิมพิราเผลอค้อนให้ด้วยความหมั่นไส้“แหมท่านล่ะก็...พะพิมขอตัวไปตักของหวานดีกว่า”
แล้วเธอก็รีบลุกไปทันที พลเอกณรงค์ฤทธิ์มองตามพร้อมกับอมยิ้มน้อยๆน่ารักดีแฮะ
เมื่อพิมพิรากลับมาที่โต๊ะพร้อมกับผลไม้เต็มจานพลเอกณรงค์ฤทธิ์จึงลุกไปตักของหวานบ้าง
หลังจากทานเสร็จแล้วพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ชวนกลับบ้าน“ผมว่าเรากลับกันเถอะครับ นี่ก็เกือบจะ 3 ทุ่มแล้วกว่าจะถึงบ้านเดี๋ยวจะดึกพรุ่งนี้ผมต้องตื่นแต่เช้าเข้ากระทรวงซะด้วยซิครับ”
“ค่ะท่าน” พิมพิราพยักหน้ารับแล้วก็จัดการเช็กบิลทันที“น้องคะเช็กบิลด้วยค่ะ”
พอสั่งพนักงานเสิร์ฟแล้ว เธอก็รีบโทรบอกคนขับรถให้เอารถมารับ“น้านพคะท่านจะกลับแล้วค่ะ น้านพเอารถมาคอยรับท่านได้เลยค่ะ”
“ครับคุณพะพิม” นพรับคำสั่งแล้วก็วางสายเขารีบเดินไปที่รถทันที
หลังจากนั้นพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็เดินออกไปพร้อมกับพิมพิราพิมพิรายกมือไหว้ลาท่านประธานทันที “งั้นพะพิมลาล่ะค่ะท่าน”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์รีบบอกว่า “เดี๋ยวผมให้นพไปส่งที่บ้านนะครับ”
พิมพิราทำหน้าเหวออีกครั้ง “ให้น้านพไปส่งพะพิมที่บ้านแล้วท่านล่ะคะจะกลับยังไง?”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ยิ้มขำกับท่าทีของเลขาสาว“ผมก็นั่งไปด้วยซิครับ คือผมหมายความว่าให้นพไปส่งคุณที่บ้านก่อน เพราะตอนนี้มันก็ดึกแล้วจะให้คุณไปขึ้นรถเมล์กลับบ้านก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คุณจะถึงบ้านแล้วอีกอย่างผมก็ไม่อยากให้คุณเรียกแท็กซี่ด้วยเกิดแท็กซี่มันพาคุณไปฆ่าปาดคอขึ้นมาผมก็เสียเลขาซิครับ”
พิมพิราพยักหน้าเข้าใจก็ดีเหมือนกันแฮะ ถ้านั่งรถเมล์กว่าจะถึงบ้านก็คงเกือบ 4 ทุ่มแหงๆขืนเรียกแท็กซี่ไปก็แพงแถมอันตรายด้วย ท่านให้น้านพไปส่งก็ประหยัดตังค์ไปได้เยอะเลย
เธอรีบไหว้ขอบคุณ “ขอบคุณค่ะท่าน”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์พยักหน้ารับแล้วก้าวเข้าไปนั่งในรถพิมพิรารีบขึ้นรถตามอย่างว่องไว พนักงานของโรงแรมซึ่งเปิดประตูรถรอก็รีบปิดประตูให้พร้อมกับค้อมไหว้ด้วยความนอบน้อม
“นพเดี๋ยวไปส่งคุณพะพิมกลับบ้านก่อนนะ”พลเอกณรงค์ฤทธิ์สั่ง นพรับคำ “ครับท่าน” แล้วเขาก็มองกระจกหลังพลางถามพิมพิราว่า“คุณพะพิมครับ บ้านคุณอยู่ไหนครับ?”
“อยู่ใกล้ๆ กับออฟฟิตนั่นแหละค่ะน้านพเลยออฟฟิตไปซอยเดียวแล้วเข้าซอยไปประมาณ 300 เมตรค่ะ” พิมพิราตอบ พลเอกณรงค์ฤทธิ์หันไปถามด้วยความสงสัยแกมอยากรู้ว่า“อ้าว...บ้านคุณพะพิมอยู่ใกล้ๆ กับออฟฟิตเหรอครับเนี่ย?”
“ค่ะท่าน คือพะพิมเพิ่งย้ายมาน่ะค่ะเมื่อก่อนพะพิมเช่าห้องอยู่ใกล้ๆ กับจุฬาฯน่ะค่ะ พอมาทำงานที่นี่ พะพิมก็เลยย้ายมาอยู่ใกล้ๆกับออฟฟิตน่ะค่ะ จะได้ไม่ต้องตื่นแต่เช้ามากนัก แล้วก็ไม่ต้องเจอรถติดด้วยค่ะท่าน”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์พยักหน้ารับรู้ถึงว่าซิ มาทำงานแต่เช้าทุกวัน ที่แท้ก็อยู่ใกล้ๆ กับออฟฟิตนี่เอง มิน่าล่ะเวลาเลิกงานเลยไม่เห็นต้องรีบกลับบ้านเหมือนคนอื่นเขา เด็กคนนี้ฉลาดจริงๆตอนเรียนก็อยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย พอทำงานก็ย้ายมาอยู่ใกล้ๆ ออฟฟิตประหยัดค่ารถแล้วก็ประหยัดเวลาด้วย เยี่ยมไปเลย
แล้วเขาก็หันกลับไปมองถนนต่อ
จนกระทั่งมาถึงหน้าอพาร์ทเม้นต์อันเป็ที่พักของพิมพิราซึ่งเป็อาคารขนาดกลางสูง8 ชั้น บรรยากาศโดยรอบก็พอใช้ได้ไม่พลุ่กพล่านเกินไป พิมพิรารีบไหว้ขอบคุณท่านประธาน“ขอบคุณค่ะท่านที่กรุณามาส่ง”
แล้วเธอก็หันไปไหว้นพ “ขอบคุณค่ะน้านพ”
จากนั้นเธอก็รีบเปิดประตูรถ ก้างลงจากรถอย่างรวดเร็วแล้วหันไปไหว้ท่านประธานอีกครั้ง “ราตรีสวัสดิ์ค่ะท่าน”
“ราตรีสวัสดิ์ครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์ลดกระจกลงตอบพร้อมกับยิ้มให้แล้วเขาก็กดปุ่มเลื่อนกระจกปิด แล้วนพก็ขับรถออกไป พิมพิรายืนรอส่ง
จนกระทั่งรถเ้านายพ้นประตูรั้วอพาร์ทเม้นต์ไปแล้วเธอจึงเดินขึ้นห้องพักของตัวเองซึ่งอยู่ชั้นที่ 3โดยไม่ใช้ลิฟท์เป็การออกกำลังกายไปในตัวแล้วแถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย
พิมพิราทำงานจนครบกำหนดทดลองงาน 3 เดือน ฝ่ายบุคคลก็ทำเื่บรรจุเข้าเป็พนักงานประจำของบริษัทท่ามกลางความยินดีของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่มาจีบพิมพิรา แต่ข่าวนี้กลับสร้างความไม่พอใจให้กับจิตตรียิ่งนักเพราะเธอเกลียดพิมพิราที่คอยเป็ก้างขวางคอทำให้เธอไม่มีโอกาสที่จะอยู่ตามลำพังกับพลเอกณรงค์ฤทธิ์เลยเธอจึงเพียรพยายามหาทางที่จะเขี่ยพิมพิราออกจากบริษัทให้ได้
ก็อุตส่าห์โล่งใจว่านังโชติรสลาคลอดแล้วเชียวเธอก็หมดเสี้ยนหนามที่คอยเป็ก้างขวางคอยามที่เธอไปพบคุณพี่ที่บริษัทแล้วแท้ๆแต่พอมาเจอนังเลขาคนใหม่ที่มาทำงานแทน เธอก็แทบอกแตกตายก็แทนที่นังเลขาคนใหม่มันจะยอมเปิดทางให้เธอ มันดันเสือกทำตัวเป็ก้างชิ้นโตอีกคนอย่างนี้มันก็ต้องเจอกันหน่อยล่ะ!
“นี่เธอรู้รึป่ะเขาลือกันให้แซดว่าเลขาคนใหม่ของท่านประธานอ่ะนะคิดจะรวยทางลัดด้วยการเอาเต้าไต่แทนไต่เต้านะเธอ”
“ต๊ายหล่อน!ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมายะถึงเพิ่งจะรู้เนี่ย เขารู้กันทั้งออฟฟิตแล้วล่ะย่ะหล่อนว่าชีคนนี้อ่ะนะเห็นหน้าใสๆอย่างนั้นก็เหอะขอบอกว่าชีแร๊งงง...เมื่อวานนี้ตอนเลิกประชุมแล้วอ่ะนะเผอิญว่าเดี้ยนลืมแฟ้มไว้ในห้องประชุมเดี้ยนก็เลยกลับไปเอาแต่พอเดี้ยนเปิดประตูเข้าไปเท่านั้นแหละพวกหล่อนรู้ไหมว่าเดี้ยนเห็นอะไร...”
สมชายกระเทยร่างั์ฝ่ายโฆษณาเล่าแล้วแกล้งเว้นจังหวะเอาไว้บรรดาขาเม้าส์จึงแทบอยากจะเขย่าตัวสมชายให้เล่าต่อด้วยความอยากรู้ “ก็แล้วหล่อนเห็นอะไรล่ะยะ?”
“แหม...เดี้ยนอ่ะนะแทบอยากจะร้องกรี๊ดให้ลั่นออฟฟิตเลยแหละย่ะเดี้ยนเห็นชีกำลังคุกเข่าทำ...” สมชายไม่พูดแต่ชูมือตัวเองขึ้นมาแล้วกำมือไว้เหลือแต่นิ้วกลางขึ้นมาแล้วเขาก็ทำท่าอมรูดนิ้วตัวเองโชว์ให้บรรดาขาเม้าส์ดู แล้วเขาก็รีบเม้าส์ต่อว่า “ชีกำลังทำ...ให้ท่านประธานอยู่น่ะซิ”
บรรดาขาเม้าส์ต่างกรี๊ดวี๊ดว๊ายกันเป็แถว“ต๊าย! ไม่อยากจะเชื่อว่าชีช่างกล้าขนาดนั้น”
“แล้วพอชีเห็นหล่อนแล้วชีทำยังไงล่ะยะ?”ขาเม้าส์บางคนถามขึ้นมา สมชายก็รีบเม้าส์ต่อทันทีว่า “จะทำหน้ายังไงล่ะยะเดี้ยนก็เห็นชีทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วก็ลุกขึ้นยืนเฉยน่ะซิย่ะส่วนท่านประธานก็ทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้เหมือนกันนั่นแหละย่ะหล่อน”
“ต๊าย...ตาย ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ นะเนี่ย”ขาเม้าส์บางคนพูดขึ้นมา สมชายก็รีบพูดพร้อมกับออกท่าออกทางเต็มที่ “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะย่ะเดี้ยนเห็นเต็มสองตาจนตาแทบจะเป็กุ้งยิง นี่ขนาดในห้องประชุมนะชียังกล้าแล้วลองคิดดูซิย่ะว่าในห้องทำงานท่าน ชีจะขนาดไหน เห็นชีเดินหายเข้าไปในห้องท่านเวลาท่านเข้ามาทำงานตั้งนานสองนานเดี้ยนว่าชีคงจะเอาเต้าไต่ทำงานให้ท่านจน...แหกไปถึงไหนต่อไหนแน่ๆ เลยล่ะย่ะ”
แล้วสมชายก็แกล้งดูนาฬิกาบนข้อมือตัวเอง“ต๊าย...ตาย เดี้ยนต้องรีบไปแล้วล่ะเดี้ยนยังไม่ได้เอาบอร์ดโฆษณาตัวใหม่ไปให้ผู้จัดการเลย ป่านนี้ฮีคงรอเดี๊ยนแย่แล้วแน่ๆเลย เดี้ยนไปก่อนล่ะย่ะ”
แล้วเขาก็รีบเดินจ้ำแยกตัวออกไปทันทีพอคล้อยหลังบรรดาขาเม้าส์แล้วสมชายก็รีบโทรหาจิตตรี พอปลายสายรับสายเขาก็รีบบอกว่า “อรุณสวัสดิ์ฮ่ะคุณจิตตรีฮ้า สมชายจัดการตามที่คุณจิตตรีสั่งเรียบร้อยแล้วนะฮ่ะ”
“ดีมากสมชาย ถ้านังเลขาคนใหม่ของคุณพี่มันลาออกไปได้เมื่อไหร่ฉันจะโป๊ะรางวัลให้หล่อนอย่างงามเลยล่ะ”จิตตรีเอ่ยชมพลางยิ้มเหี้ยมๆ สมชายรีบประจบว่า “คุณจิตตรีไม่ต้องห่วงหรอกฮ่ะรับรองว่ามันจะต้องรีบลาออกเร็วๆ นี้แน่นอนฮ้า”
“ฉันก็ขอให้มันเป็อย่างที่หล่อนพูดจริงๆเถอะย่ะ กลัวแต่ว่าหล่อนจะแค่ราคาคุยนะซิยะ”
สมชายรีบรับประกันอย่างแข็งขัน “โถมือชั้นนี้แล้วมีหรือจะพลาดล่ะฮ้าคุณจิตตรีสมชายรับรองว่านังพิมพิรามันจะต้องถูกใครๆ ในออฟฟิตมองว่ามันแรดมันร่านยิ่งกว่าอีตัวอีกนะฮ้ามันจะต้องอับอายขายหน้าจนทนไม่ไหวลาออกไปแน่ๆ ฮ้า”
“ฉันก็ขอให้มันเป็อย่างที่หล่อนพูดล่ะกันแล้วนี่วันนี้คุณพี่เข้าบริษัทหรือเปล่ายะ?” จิตตรีถาม สมชายรีบตอบเอาหน้า “เห็นว่าไม่เข้าฮ้าคุณจิตตรี”
“งั้นก็แค่นี้แหละย่ะ”แล้วจิตตรีก็วางสายไปทันที สมชายจึงได้แต่แอบด่าฝากลมไปเท่านั้นเอง “หนอย! อีแก่หนังเหี่ยวจะขอบใจซักนิดก็ไม่มี”
หลังจากนั้นไม่นานเื่ของพิมพิราก็กลายเป็ทอคออฟเดอะทาวน์ไปทั้งบริษัทพิมพิราถูกเม้าส์ซุบซิบนินทาใส่สีตีไข่กันไปทั่วว่าเธอจ้องจะจับเ้านายเพื่อความสบาย
ภายในห้องอาหารของบริษัท พิมพิรากับสมศรีกำลังมองหาโต๊ะนั่งกันอยู่พอสมศรีเห็นมีโต๊ะว่างริมหน้าต่างเธอรีบบอกพิมพิราว่า “น้องพะพิมคะตรงนู้นมีโต๊ะว่างอยู่แน่ะค่ะ เดี๋ยวน้องพะพิมไปนั่งจองไว้ก่อนนะคะวันนี้คนเยอะจังค่ะ เดี๋ยวพี่ตามไปนะคะ”
“ค่ะพี่สมศรี” พิมพิรารับคำแล้วก็เดินไปที่โต๊ะสมศรีก็หันไปสั่งแม่ค้าว่า “ข้าวอบสัปปะรดจานนึงแล้วก็กะเพราหมูไข่เจียวอีกจานค่ะ”
เธอสั่งเสร็จแล้วก็เดินไปซื้อน้ำต่อพิมพิราเดินไปถึงโต๊ะตัวที่ว่างอยู่แต่เก้าอี้เหลืออยู่ตัวเดียว เธอจึงหันไปมองหาเก้าอี้มาเพิ่มอีกตัว
“ขอโทษค่ะเก้าอี้ตัวนี้มีใครนั่งหรือเปล่าคะ” เธอถามพนักงานฝ่ายการเงินที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะข้างๆซึ่งพวกนั้นนั่งกันอยู่สามคนและมีเก้าอี้เหลืออยู่อีกตัว ทั้งสามหันมามองพิมพิราด้วยสายตาเหยียดหยามแล้วเกศเกล้าหนึ่งในนั้นก็พูดกับพิมพิราด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้นสะบัดสะโบกว่า “เก้าอี้ตัวนี้ไม่ว่างหรอกนะพิมพิราไลย”
เธอจงใจเพิ่มพยางค์ให้แล้วเน้นอย่างสะใจแล้วเธอก็พูดต่อว่า “พวกฉันจะเอาไว้วางกระเป๋าน่ะ”
จากนั้นทั้งสามก็เอากระเป๋าถือของตัวเองมาวางไว้บนเก้าอี้อย่างจงใจแกล้งสมศรีซึ่งถือถาดอาหารมาถึงพอดี ทันได้ยินที่เกศเกล้าพูดกับพิมพิรา เธอรีบวางถาดอาหารลงบนโต๊ะแล้วหันไปพูดกับเกศเกล้าว่า“นี่ยัยเกศเกล้า พวกหล่อนไม่คิดจะมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เลยรึไงยะ ก็เห็นๆ อยู่ว่าวันนี้คนแน่นไปหมดจนแทบจะไม่มีที่นั่งอย่างนี้พวกหล่อนยังจะเห็นแก่ตัวไม่แบ่งเก้าอี้ให้คนอื่นเขานั่งบ้างรึไงยะ”
เธอจงใจพูดเสียงดังให้คนอื่นๆ ได้ยินด้วยเกศเกล้าหน้าซีดทันควันเพราะรู้ดีว่าสมศรีนั้นปากจัดขนาดไหน เธอรีบหยิบกระเป๋าถือของพวกตนออกแล้วรีบเลื่อนเก้าอี้ส่งให้สมศรีทันที“เปล่านะคะพี่สมศรีใครจะกล้าแล้งน้ำใจกับพี่ล่ะคะ”
“ก็เมื่อกี้หล่อนเพิ่งจะบอกกับน้องพะพิมอยู่แหม็บๆว่าหล่อนจะเอาเก้าอี้ไว้วางกระเป๋า” สมศรีใส่แบบไม่ให้ตั้งตัว จนเกศเกล้าต้องรีบแก้ตัวว่า“พวกเราก็แค่ล้อพิมพิราไลยเล่นเท่านั้นเองค่ะพี่สมศรี”
“งั้นก็แล้วไปย่ะ”สมศรีสะบัดหน้าใส่แล้วก็รีบพูดต่อว่า “แล้วนี่ยัยเกศเกล้าหล่อนไม่ต้องมาเพิ่มชื่อให้น้องพะพิมเขาหรอกนะย่ะชื่อเขาพ่อแม่ตั้งให้มาแค่สามพยางค์หล่อนไม่ต้องมาเพิ่มให้เขาเป็สี่พยางค์หรอกนะย่ะแม่เกศเกล้าเกศกระจุย!”
เธอพูดแล้วก็ดึงเก้าอี้ไปที่โต๊ะตัวเองโดยไม่สนใจว่าคนอื่นๆที่ได้ยินจะคิดเช่นไร ซึ่งบางคนก็แอบหัวเราะคิกคักที่เกศเกล้าอยู่ดีไม่ว่าดีดันไปหาเื่ให้ถูกสมศรีด่าสมน้ำหน้า! เหอๆๆๆ...
“ฮึ!” เกศเกล้ากับเพื่อนสาวอีกสองคนจึงรีบลุกจากโต๊ะไปทันทีส่วนพิมพิรานั้น ทันทีที่สมศรีลากเก้าอี้มานั่ง เธอก็รีบนั่งลงพูดกับสมศรีว่า “พี่สมศรีคะเขาแค่ล้อเล่นนิดๆ หน่อยๆ เองนะคะ พี่ไม่น่าไปว่าเขาแรงๆ อย่างนั้นเลยค่ะดูซิคะคนอื่นมองกันใหญ่เลย”
“นี่น้องพะพิมคะแค่นั้นพี่ว่ามันยังน้อยไปด้วยซ้ำค่ะ พวกนั้นจงใจแกล้งน้องพะพิมชัดๆ แถมยังมาเรียกน้องพะพิมว่าพิมพิราไลยอีกแม่พวกนั้นตั้งใจที่จะว่าน้องพะพิมว่าเป็นางวันทองนะคะแล้วเื่อะไรจะปล่อยให้เขามาว่าฝ่ายเดียวล่ะคะน้องพะพิมอย่าไปใส่ใจเลยค่ะว่าใครจะมองยังไง พี่ว่าเรารีบกินข้าวเถอะค่ะ พี่หิวจะแย่แล้วล่ะค่ะ”
แล้วสมศรีก็ก้มหน้าก้มตาทานข้าวอบสัปปะรดของเธออย่างเอร็ดอร่อยพิมพิราก็รีบก้มหน้าก้มตาทานข้าวทั้งๆ ที่รู้สึกอายแทบแย่ที่จู่ๆ ก็ตกเป็เป้าสายตาของคนทั้งห้องอาหารแถมพวกเขายังมองมาที่เธอด้วยสายตาแปลกๆ แล้วก็หันไปซุบซิบนินทาหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกปาก
หลังจากกินข้าวเสร็จพิมพิราก็ถามสมศรีว่า “พี่สมศรีคะค่าข้าวของพะพิมเท่าไหร่คะ?”
“รวมน้ำด้วยทั้งหมดก็ 50 บาทค่ะน้องพะพิม”สมศรีตอบอย่างไม่ต้องคิดนาน พิมพิราเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบแบงค์ห้าสิบส่งให้พร้อมกับกล่าวขอบคุณ“นี่ค่ะพี่สมศรี ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็ไรค่ะน้องพะพิม” สมศรีบอกพร้อมกับรับเงินจากพิมพิรามาใส่กระเป๋าตัวเองแล้วยื่นหน้าไปใกล้ๆ จากนั้นก็กระซิบพอให้ได้ยินกันสองคนว่า “เอ...ทำไมวันนี้คนอื่นๆเขามองเราด้วยสายตาแปลกๆ จังค่ะ ชุดพี่มันขาดตรงไหนหรือเปล่าคะน้องพะพิม?”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ